วิกฤติการณ์สู้รบในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่เพียงแต่ดันราคาน้ำมันโลกให้พุ่งสูง แต่ยังลุกลามสู่ “ญัตติด่วน” ในสภาผู้แทนราษฎรไทย เมื่อตัวเลขสต็อกน้ำมันสำรอง 100 วันของรัฐบาลสวนทางกับภาวะ “น้ำมันหมด” หน้าปั๊มทั่วประเทศ นำไปสู่การเปิดปฏิบัติการตามหา “ไอ้โม่ง” ที่กักตุนกำไรบนคราบน้ำตาประชาชน ท่ามกลางภาพลักษณ์เชิงสัญลักษณ์ของเหล่าผู้แทนราษฎรที่หันมา “หิ้วปิ่นโต” รับประทานอาหารเองเพื่อสะท้อนวิกฤติค่าครองชีพ ขณะที่บทเรียนจากลาวและเมียนมาชี้ชัดว่า ปัญหาของไทยอาจไม่ใช่แค่เรื่องราคา แต่คือ “ความโปร่งใส” ในการบริหารจัดการสต็อกที่กำลังถูกท้าทายอย่างหนัก
การประชุมสภาฯ เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 กลายเป็นเวทีประจันหน้าครั้งสำคัญ เมื่อกรณ์ จาติกวณิช และเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ แท็กทีมฉายภาพความผิดปกติของห่วงโซ่พลังงาน โดยตั้งข้อสังเกตว่าในขณะที่โรงกลั่นรายงานยอดผลิตพุ่งสูงถึง 104% แต่เหตุใดสถานีบริการน้ำมันกว่า 70% กลับแห้งขอด
ข้อมูลนี้เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่มัดตัวว่ามีการ “แอบซ่อน” น้ำมันไว้ในคลังเพื่อรอจังหวะเก็งกำไรจากราคาส่วนต่าง ส่งผลให้ข้อเสนอเรื่อง “ภาษีลาภลอย” (Windfall Tax) หรือภาษีพิเศษที่รัฐบาลเรียกเก็บจาก “กำไรส่วนเกิน” ของบริษัทหรืออุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์จากสถานการณ์ภายนอกที่ไม่ได้คาดหมาย (เช่น สงคราม, วิกฤติพลังงาน หรือการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายรัฐ) ซึ่งทำให้ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้นจนบริษัทได้กำไรมหาศาลโดยไม่ต้องลงทุนเพิ่ม ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นยาแรงเพื่อดึงราคาน้ำมันลงทันทีลิตรละ 9 บาท
แม้ฝ่ายรัฐบาลจะยืนยันว่าไม่มีการกักตุน โดยอ้างว่าความต้องการใช้พุ่งสูงขึ้นจนการกระจายเป็นคอขวด แต่ปมปริศนาเรื่อง “น้ำมันสำรอง 100 วัน” ยังคงเป็นคำถามคาใจประชาชน หากมีของจริงเหตุใดจึงไม่กล้าเปิดเผยข้อมูลแบบ Real-time ให้โปร่งใส? การที่ราคาหน้าปั๊มถูกคุมไว้ต่ำแต่ราคาค้าส่งพุ่งสูง ได้กลายเป็นแรงจูงใจชั้นดีให้กลุ่มทุนเลือกเก็บน้ำมันไว้ในมือ มากกว่าจะปล่อยสู่ระบบแฟรนไชส์ปกติ นี่คือช่องว่างที่ “ไอ้โม่ง” ใช้แสวงหาประโยชน์ในยามที่บ้านเมืองหน้าสิ่วหน้าขวาน
ในวันเดียวกันนั้น สื่อมวลชนต่างบันทึกภาพประวัติศาสตร์เมื่อบรรดาสมาชิกสภาฯ รวมถึงนายกรัฐมนตรี ต่างพร้อมใจกันนำอาหารส่วนตัวมารับประทานเองที่รัฐสภา ถึงกับเดินหิ้วปิ่นโต แม้จะถูกมองว่าเป็นเพียงการสร้างภาพลักษณ์เชิงสัญลักษณ์เพื่อลดทอนกระแสวิจารณ์เรื่องงบประมาณอาหารเลี้ยง สส. ในยามที่ประชาชนลำบาก แต่ในอีกแง่หนึ่งก็นับเป็นบทพิสูจน์ว่า แม้แต่ผู้กุมอำนาจรัฐเองก็เริ่มสัมผัสได้ถึงความฝืดเคืองของเศรษฐกิจที่ลามเข้าสู่รั้วสภาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
เมื่อหันไปมองเพื่อนบ้านอย่าง สปป.ลาว และ เมียนมา จะพบสัจธรรมที่น่าสนใจท่ามกลางวิกฤติพลังงาน แม้ทั้งสองประเทศจะเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อและราคาน้ำมันหน้าปั๊มที่พุ่งสูงกว่าไทย (ดีเซลในลาวเฉลี่ย 34-36 บาท/ลิตร และเมียนมาที่ผันผวนตามค่าเงิน) แต่รัฐบาลของพวกเขากลับใช้วิธีควบคุมการกระจายน้ำมันอย่างเข้มงวดและเปิดเผย โดยมีการจัดลำดับความสำคัญให้ภาคการผลิตและการขนส่งสินค้าเป็นอันดับแรกเพื่อป้องกันของขาดตลาด ต่างจากไทยที่พยายามใช้กองทุนน้ำมันตรึงราคาจนติดลบกว่า 2.8 หมื่นล้านบาท เพื่อให้ดูเหมือนราคาถูก แต่กลับปล่อยให้เกิดสุญญากาศในสต็อกสินค้าจนเกิด “น้ำมันล่องหน” หน้าปั๊ม และทำให้ประชาชนต้องเผชิญกับภาวะ ตกตะลึงพรึงเพริด ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว “น้ำมันถูกที่ไม่มีของขาย” อาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจรุนแรงกว่า “น้ำมันแพงที่มีของพร้อม”
วิกฤติพลังงานครั้งนี้ยังสะท้อนความเปราะบางลามไปถึง “ความมั่นคงทางยา” ที่เริ่มมีการจำกัดโควตาการจ่ายยาในสถานพยาบาลภายใต้ชื่อมาตรการป้องกัน ปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งเรื่องน้ำมันและยาล้วนมีรากเหง้าเดียวกัน คือการบริหารจัดการข้อมูลที่ไม่โปร่งใสและการสื่อสารที่ล้มเหลว หากรัฐบาลยังนิ่งเฉยต่อพิรุธในคลังสำรอง ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกครหาว่ารู้เห็นเป็นใจกับกลุ่มผลประโยชน์ และผลลัพธ์ของความนิ่งเฉยอาจหมายถึงความล่มสลายของเสถียรภาพทางการเมืองที่ไม่อาจกู้คืนได้
บทเรียนจากวิกฤติพลังงานและน้ำมันที่ผันผวนจนเป็นภาระหนักในวันนี้ ควรเป็นเครื่องเตือนใจสำคัญว่าการ “ตั้งรับ” เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อภาวะสุ่มเสี่ยงที่กำลังลามสู่ระบบปัจจัยสี่ของประชาชน เมื่อสัญญาณการกักตุนเริ่มปรากฏชัด ภาครัฐจึงไม่ควรรอให้วิกฤติความมั่นคงนี้ซ้ำรอยปริศนาน้ำมันล่องหน เพราะในขณะที่น้ำมันแพงเรายังพอเลือก “หิ้วปิ่นโต” หรือลดการเดินทางได้ แต่หากระบบธรรมาภิบาลพื้นฐานพังทลายจนประชาชนไร้ที่พึ่งพิง ประชาชนย่อมไร้สิ้นหนทางที่จะก้าวเดินต่อ การเร่งทำลายวงจร “ไอ้โม่ง“ และสร้างความโปร่งใสเชิงรุกจึงเป็นภารกิจเร่งด่วนที่มิอาจรอเวลาได้ เพราะในวันที่ความอดทนของราษฎรขาดผึงลง ต่อให้มีงบประมาณมหาศาลเพียงใด ก็ไม่อาจแลกคืนศรัทธาที่สูญเสียไปเพราะความล่าช้าในการเตรียมการได้ทันท่วงที
2569-03-26 ผู้เขียน “ชัยทัศน์”



