วันพฤหัสบดี, เมษายน 2, 2026
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกINSIDE - INSIGHTรีดกำไรโรงกลั่นปลุก "ภาษีลาภลอย" แก้วิกฤตพลังงาน

รีดกำไรโรงกลั่นปลุก “ภาษีลาภลอย” แก้วิกฤตพลังงาน

เผยแพร่

spot_img

หยุดส้มหล่นบนกองทุกข์ประชาชน ก่อนกองทุนน้ำมันล้มละลาย

  ท่ามกลางสภาวะที่“กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” ติดลบพุ่งทะยานแตะ 4.7 หมื่นล้านบาท รัฐบาลภายใต้การนำของ คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.)ชุดใหม่ กำลังถูกจับตามองอย่างหนักถึงความกล้าหาญในการบังคับใช้ “ภาษีลาภลอย” (Windfall Tax) เพื่อเรียกคืนกำไรส่วนเกินจากค่าการกลั่นที่สูงผิดปกติถึง 14 บาทต่อลิตร

                            ข้อเสนอทางนโยบายนี้ไม่ใช่เพียงการหาเงินมาอุดโปะตัวเลขที่ติดลบ แต่คือการจัดระเบียบโครงสร้างราคาพลังงานให้เป็นธรรม เพื่อไม่ให้กลุ่มทุนพลังงาน “ส้มหล่น” ในขณะที่ประชาชน “หลังแอ่น” จากค่าครองชีพที่พุ่งสูงจนกู่ไม่กลับ

                            ชนวนเหตุของวิกฤตครั้งนี้เกิดจากโครงสร้างราคาหน้าโรงกลั่นที่อิงราคาสิงคโปร์เป็นหลัก ส่งผลให้ในช่วงวิกฤตพลังงานโลก โรงกลั่นในไทยได้ “รับกำไร” จาก “ส่วนต่างราคา”  น้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป (GRM) สูงพุ่งพรวดเกินกว่ามาตรฐานปกติที่เคยอยู่เพียง 2-3 บาทต่อลิตร เมื่อค่าการกลั่นดีดตัวขึ้นไปถึง 14 บาทต่อลิตร จึงเกิดคำถามถึง “กำไรส่วนเกิน” ที่ไม่ได้มาจากฝีมือการบริหารจัดการ แต่มาจากสถานการณ์โลกที่บีบคั้น ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์เรียกกำไรส่วนนี้ว่า “ลาภลอย” ที่สมควรถูกเรียกคืนเข้าสู่รัฐเพื่อประโยชน์สาธารณะ

                              ความล่าช้าในการขยับตัวของภาครัฐได้สร้างความเสียหายเป็นลูกโซ่ กองทุนน้ำมันฯ ที่เคยเป็นเกราะป้องกันราคาต้องกลายเป็น “ลูกหนี้” รายใหญ่ที่ต้องกู้เงินมาอุดหนุนราคาดีเซลวันละนับพันล้านบาท ส่งผลให้สถานะทางการคลังของประเทศสั่นคลอน ขณะที่ภาคการผลิตและขนส่งต้องแบกรับต้นทุนน้ำมันที่สูงเกินจริง นำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อที่กัดกินเงินในกระเป๋าประชาชนอย่างรุนแรง

                              หากปล่อยให้ค่าการกลั่นยังคงค้างฟ้าโดยไม่มีการเรียกเก็บภาษีลาภลอย ความเหลื่อมล้ำระหว่าง “กำไรของบริษัทพลังงาน” กับ “หนี้สินของครัวเรือน” จะยิ่งถ่างกว้างจนกลายเป็นวิกฤตศรัทธาต่อรัฐบาล

                            ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจแนะวิธีแก้ไขและข้อเสนอแนะหาทางออกที่ยั่งยืน  คือการตรากฎหมายหรือออกระเบียบเร่งด่วนเพื่อจัดเก็บภาษีลาภลอยจากกลุ่มโรงกลั่นในอัตราที่เหมาะสม เช่น 30-50% ของกำไรส่วนเกิน โดยกำหนดเพดานค่าการกลั่นที่เป็นธรรมไม่เกิน 5 บาทต่อลิตร เงินที่ได้จากภาษีส่วนนี้ต้องถูกนำไป “รีไฟแนนซ์” หนี้กองทุนน้ำมันโดยตรง และลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลงเพื่อลดราคาขายปลีกทันที 

                         นอกจากนี้ รัฐต้องรื้อสูตรราคาอ้างอิงสิงคโปร์ให้สอดคล้องกับต้นทุนการกลั่นจริงในประเทศ เพื่อตัดวงจรลาภลอยในระยะยาว

                          หากเหลียวมองประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและอินโดนีเซีย จะพบว่ารัฐบาลของเขามีกลไก “Price Cap” หรือการแทรกแซงราคาหน้าโรงกลั่นที่เด็ดขาดกว่าไทย โดยมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษจากบริษัทพลังงานในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงเพื่อนำมาอุดหนุนภาคประชาชน ในขณะที่ยุโรปหลายประเทศได้บังคับใช้ Windfall Tax ไปแล้วอย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนว่าการเก็บภาษีลาภลอยไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด แต่เป็นมาตรฐานที่รัฐพึงกระทำเพื่อปกป้องความมั่นคงทางเศรษฐกิจของคนส่วนใหญ่

                          สุดท้ายนี้ วิกฤตพลังงานปี 2569 คือบทพิสูจน์ “กระดูกสันหลัง” ของฝ่ายนโยบายว่าเข้มแข็งพอจะงัดกับกลุ่มทุนใหญ่หรือไม่ เราหวังว่าคำว่า “ภาษีลาภลอย” ในครั้งนี้จะเป็นรายได้ที่ไหลกลับคืนสู่แผ่นดินจริงๆ เสียที อย่าให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยที่ชื่อภาษีตัวนี้มักจะ “หลุดลอย” หายไปในอากาศทุกครั้งที่กลุ่มทุนขยับปาก หรือต้องรอให้กองทุนน้ำมันกลายเป็นสูญญากาศจนรัฐบาลเองนั่นแหละที่จะ “ลอยตัว” หนีปัญหาทิ้งให้คนไทยจมอยู่กับกองหนี้เพียงลำพัง

2569-04-03  “ชัยทัศน์”  (ตอน 1)

ข่าวล่าสุด

A Harmonious Blend of Tradition and Grace: The Nanthawatsiri Sisters Shine at Brighton Got Talent 

Artistic expression often finds its most profound moments when cultures gracefully intertwine.

คดีเลือกตั้ง 246 เรื่อง เตรียมเขย่าโครงสร้างอำนาจรัฐบาลตั้งได้ แต่ความชอบธรรมยัง “รอคำตัดสิน”

สถานการณ์การเมืองไทยหลังการเลือกตั้ง 2569 กำลังจะเผชิญ “แรงสั่นสะเทือนเงียบ” เมื่อข้อมูลจาก คณะกรรมการการเลือกตั้ง ระบุว่า มีคำร้องเกี่ยวกับการเลือกตั้งรวมอย่างน้อย 246 เรื่อง ซึ่งหลายคดียังอยู่ระหว่างการพิจารณา และอาจถูกส่งต่อไปยัง ศาลฎีกา ส่งผลให้สถานะของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และสมดุลอำนาจในสภายังไม่อาจถือว่า “นิ่ง” ได้อย่างแท้จริง

PM 2.5  วิกฤตซ้อนวิกฤติ  มหันตภัยเงียบ..!  เมื่อ “ค่าครองชีพ” พุ่งสูงสวนทางกับ “คุณภาพอากาศ” บทพิสูจน์ฝีมือรัฐบาลใหม่ในการรับมือ 

ในขณะที่พี่น้องประชาชนกำลังเผชิญกับภาระค่าครองชีพจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์ภัยแทรกซ้อนอย่างฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 กลับทวีความรุนแรงขึ้นจนเข้าขั้นวิกฤตในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน และอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ที่ค่าฝุ่นพุ่งสูงเกินมาตรฐานไปหลายเท่าตัว

พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต จะเปิดให้ประชาชนเข้าชมเป็นครั้งแรกหลังจากใช้เวลาสร้างกว่า 10 ปี

พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต จะเปิดให้ประชาชนเข้าชมเป็นครั้งแรกหลังจากใช้เวลาสร้างกว่า 10 ปี ด้วยเงินลงทุนส่วนตัวกว่า 130 ล้านบาท จัดแสดงผลงานศิลปะของอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ปรมาจารย์ภาพพอร์เทรตของไทย

ข่าวอื่นๆ

คดีเลือกตั้ง 246 เรื่อง เตรียมเขย่าโครงสร้างอำนาจรัฐบาลตั้งได้ แต่ความชอบธรรมยัง “รอคำตัดสิน”

สถานการณ์การเมืองไทยหลังการเลือกตั้ง 2569 กำลังจะเผชิญ “แรงสั่นสะเทือนเงียบ” เมื่อข้อมูลจาก คณะกรรมการการเลือกตั้ง ระบุว่า มีคำร้องเกี่ยวกับการเลือกตั้งรวมอย่างน้อย 246 เรื่อง ซึ่งหลายคดียังอยู่ระหว่างการพิจารณา และอาจถูกส่งต่อไปยัง ศาลฎีกา ส่งผลให้สถานะของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และสมดุลอำนาจในสภายังไม่อาจถือว่า “นิ่ง” ได้อย่างแท้จริง

PM 2.5  วิกฤตซ้อนวิกฤติ  มหันตภัยเงียบ..!  เมื่อ “ค่าครองชีพ” พุ่งสูงสวนทางกับ “คุณภาพอากาศ” บทพิสูจน์ฝีมือรัฐบาลใหม่ในการรับมือ 

ในขณะที่พี่น้องประชาชนกำลังเผชิญกับภาระค่าครองชีพจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์ภัยแทรกซ้อนอย่างฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 กลับทวีความรุนแรงขึ้นจนเข้าขั้นวิกฤตในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน และอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ที่ค่าฝุ่นพุ่งสูงเกินมาตรฐานไปหลายเท่าตัว

วิกฤต “ช็อกราคา” 6 บาท พ่นพิษแรง! ทุบความเชื่อมั่นผู้บริโภคทรุด

จับตาโมเดลการใช้จ่ายคนไทยดิ่งเหว เมื่อน้ำมันแพงฉุดกำลังซื้อ "พรีเมียม" สู่ "ประหยัด" สถานการณ์ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้นแบบก้าวกระโดดล่าสุดรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร รวมระยะสั้น ๆ ร่วม 10 บาท เมื่อปลายเดือนมีนาคม 2569 ไม่เพียงแต่สร้างความตกตะลึงให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนน แต่ยังกลายเป็น "ระเบิดเวลา" ลูกใหญ่ที่ฉุดรั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย