วันเสาร์, เมษายน 4, 2026
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกINSIDE - INSIGHTผ่าทางตันชำแหละค่าการกลั่น 14 บาท ปลุก “ภาษีลาภลอย” กู้ซากกองทุนน้ำมัน

ผ่าทางตันชำแหละค่าการกลั่น 14 บาท ปลุก “ภาษีลาภลอย” กู้ซากกองทุนน้ำมัน

เผยแพร่

spot_img

หยุดกำไรส้มหล่นบนคราบน้ำตาประชาชน รีดส่วนเกินหมื่นล้านคืนคลังก่อนพังทั้งระบบ

                             เปิดพิมพ์เขียว 5 ขั้นตอนดึงเงินโรงกลั่นล้างหนี้ 4.7 หมื่นล้าน บีบรัฐเลิกเกรงใจทุนใหญ่ ทวงคืนส่วนลดน้ำมัน 6 บาทให้คนไทยทันที

                            วิกฤตน้ำมันแพงปี 2569 กำลังเผยให้เห็นความลักลั่นของตัวเลข เมื่อค่าการกลั่นพุ่งสูงถึง 14 บาทต่อลิตร สร้าง “กำไรส่วนเกิน” มหาศาลกว่า 1.8 พันล้านบาทต่อวันให้กลุ่มโรงกลั่น ในขณะที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบวิกฤตกว่า 4.7 หมื่นล้านบาท

                           คำถามสำคัญคือ…เราจะจัดการกับกำไรมหาศาลนี้อย่างไรให้ถูกต้องตามกฎหมายและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

                            ผู้เชี่ยวชาญพลังงาน  จะแจกแจงลำดับการบังคับใช้ “ภาษีลาภลอย” (Windfall Tax) อย่างเป็นระบบ เพื่อดึงเม็ดเงินที่ควรเป็นของสาธารณะกลับมาลดราคาน้ำมันดีเซลทันที 5-6 บาทต่อลิตร โดยไม่ต้องกู้เงินเพิ่มให้เป็นภาระภาษีแก่ประชาชนในอนาคต

                           หัวใจสำคัญลำดับแรกคือการนิยาม “กำไรลาภลอย” ให้ชัดเจนตามหลักเศรษฐศาสตร์สากล โดยรัฐต้องกำหนดฐานกำไรที่เหมาะสม (Baseline) จากค่าการกลั่นเฉลี่ยย้อนหลังที่เคยอยู่เพียง 2-3 บาท เมื่อสถานการณ์โลกบีบคั้นจนดีดไปถึง 14 บาท ส่วนต่าง 11-12 บาทที่เกิดขึ้นจึงถือเป็นกำไรที่ไม่ได้เกิดจากการบริหารงาน แต่เกิดจาก“ปัจจัยภายนอก” ที่ซ้ำเติมความเดือดร้อนของสังคม 

                          รัฐบาลโดยคณะกรรมการศึกษาต้นทุนราคาน้ำมัน ฯ (คตร.) จึงมีอำนาจอันชอบธรรมในการเรียกคืนส่วนเกินนี้เพื่อประโยชน์สาธารณะตามหลักความเสมอภาค

                          ในส่วนของที่มาและกลไกการตรวจสอบ คตร. จำเป็นต้องชี้แจงโครงสร้างราคาหน้าโรงกลั่นที่อิงราคาตลาดสิงคโปร์บวกค่าขนส่งสมมติ ทั้งที่กลั่นในประเทศให้มีความโปร่งใสมากขึ้น การตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ต้องทำอย่างตรงไปตรงมาเพื่อเปิดเผยสัดส่วน “ส่วนต่างราคา” (Spread) ระหว่างน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนเห็นพ้องว่าการเก็บภาษีนี้มีเหตุผลรองรับที่หนักแน่นเพียงพอ โดยยึดถือความถูกต้องของข้อมูลที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตามมาตรฐานสากล

                        เพื่อให้การจัดเก็บไม่ขัดต่อข้อกฎหมาย รัฐบาลต้องดำเนินการผ่านการตราพระราชบัญญัติ หรือพระราชกำหนด ให้อำนาจกระทรวงการคลังและกรมสรรพากรโดยเฉพาะ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักกฎหมายมหาชนและไม่เป็นการละเมิดสิทธิในทรัพย์สินโดยมิชอบ การผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาจะช่วยคุ้มครองการใช้อำนาจให้เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวม (Public Interest) อย่างแท้จริง และเป็นเกราะป้องกันการฟ้องร้องทางแพ่งหรืออาญาจากกลุ่มทุนพลังงานที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง

                         ด้านมาตรการคุ้มครองข้อมูลและความโปร่งใสภายใต้กฎหมาย PDPA รัฐสามารถตรวจสอบยอดกำไรและปริมาณการผลิตได้ตามกฎหมายพลังงาน ซึ่งถือเป็นการใช้อำนาจตามหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ  ข้อมูลเหล่านี้จะถูกประมวลผลเพื่อคำนวณภาษีโดยไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลหรือความลับทางการค้าที่ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันที่เป็นธรรม สอดคล้องกับ พรบ. การจัดการข้อมูลภาครัฐ เพื่อให้การตรวจสอบครั้งนี้ใสสะอาดและเป็นธรรมต่อผู้ประกอบการไปพร้อมกัน

                       สำหรับปลายทางของเม็ดเงินภาษีลาภลอยที่คาดการณ์ว่าจะจัดเก็บได้ประมาณ 2.7 หมื่นล้านบาทต่อเดือนนั้น ต้องมีการ “ตีตรา” ไว้โดยเฉพาะเพื่อส่งตรงเข้าสู่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการล้างหนี้ 4.7 หมื่นล้านบาทโดยด่วน การทำเช่นนี้จะสร้างช่องว่างทางการคลัง  ให้รัฐสามารถลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลงได้อีก 3-5 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในตลาดลดลงทันทีอย่างเป็นรูปธรรม โดยไม่ต้องรอรอบงบประมาณหรือกู้เงินมาโปะหนี้ให้เสียระบบการคลัง

                        สุดท้ายนี้ การเก็บภาษีลาภลอยไม่ใช่การฉกฉวยโอกาสทุนใหญ่ แต่คือการ “ปัน” ผลประโยชน์ที่เกิดจากความเดือดร้อนของคนทั้งชาติกลับคืนสู่เจ้าของประเทศที่แท้จริง 

                        เราได้แต่หวังว่า คตร. และรัฐบาลจะมีความกล้าหาญพอที่จะคว้าภาษีนี้มาคืนให้คนไทยจริงๆ อย่าให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยที่ชื่อภาษีตัวนี้มักจะ “หลุดลอย” หายไปในอากาศทุกครั้งที่กลุ่มทุนขยับ  เพราะถ้ายังมัวแต่อ้ำอึ้งแกล้ง หวั่นเกรงจนลืมหยาดเหงื่อของคนทั้งประเทศ ประชาชนคงต้องสรุปอย่างปวดใจว่ารัฐบาลกำลังปล่อยให้ทุนใหญ่ “ลอยตัว” อยู่บนกองทุกข์ของชาวบ้านอย่างถาวร

2569-04-04  “ชัยทัศน์”  (ตอน 2)

ข่าวล่าสุด

วันที่ 3 เมษายน 2026 เป็นวันศุกร์ประเสริฐ (Good Friday) หรือวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ ( Holy Friday)

วันศุกร์ประเสริฐ (Good Friday) หรือวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ (Holy Friday) เป็นวันสำคัญทางศาสนาคริสต์ ซึ่งตรงกับวันศุกร์ในตรีวารปัสคา (ก่อนวันอีสเตอร์) ของสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์ มีจุดมุ่งหมายเพื่อระลึกถึงการตรึงพระเยซูที่กางเขน พระวรสารในสารบบระบุว่าพระเยซูทรงถูกตรึงกางเขนในวันเตรียมวันสะบาโตซึ่งตรงกับวันศุกร์และกลับคืนพระชนม์ในเช้าวันอาทิตย์หลังจากนั้น  วันที่ 5 เมษายน...

จีนสร้าง “ประภาคารในอวกาศ” เครือข่ายดาวเทียมระบบนำทางด้วยแสง ป้องกันการรบกวนสัญญาณ GPS 100%

คณะนักวิจัยชาวจีนประกาศความสำเร็จในการสร้างเครือข่ายดาวเทียม 11 ดวง เพื่อพัฒนาระบบนำทางด้วยแสง (Optical Navigation) ที่มีความแม่นยำสูงและป้องกันการรบกวนสัญญาณ (Jam-resistant) โดยออกแบบมาเพื่อให้บริการในพื้นที่ที่สัญญาณ GPS เข้าไม่ถึง หรือถูกรบกวนด้วยสงครามอิเล็กทรอนิกส์ ครอบคลุมการใช้งานตั้งแต่โดรน รถยนต์ไร้คนขับ ไปจนถึงภารกิจสำรวจอวกาศ

บริการรถไฟขนส่งสินค้าทางรางแบบครบเส้นทาง จีน-ลาว-ไทย เปิดให้บริการแล้ว ส่งผลไม้สดจากอาเซียนสู่จีน

รถไฟขนส่งสินค้าแบบควบคุมอุณหภูมิ (cold-chain) จีน-ลาว-ไทย บรรทุกทุเรียนสดจากประเทศไทย ออกเดินทางเมื่อวันจันทร์ที่ 30 มีนาคม2569 ถือเป็นการเปิดเส้นทางขนส่งข้ามพรมแดนใหม่สำหรับผลไม้

ดาไลลามะเรียกร้องสันติภาพในตะวันออกกลาง รัสเซีย และยูเครน

ผู้นำทางจิตวิญญาณของพุทธศาสนา ดาไลลามะ กล่าวว่า ความรุนแรงนำไปสู่ความขัดแย้งมากขึ้นเท่านั้น และการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผ่านการเจรจาเท่านั้น ท่านจึงเรียกร้องให้เกิดสันติภาพในตะวันออกกลาง รวมถึงรัสเซียและยูเครนด้วย

ข่าวอื่นๆ

รีดกำไรโรงกลั่นปลุก “ภาษีลาภลอย” แก้วิกฤตพลังงาน

ท่ามกลางสภาวะที่“กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” ติดลบพุ่งทะยานแตะ 4.7 หมื่นล้านบาท รัฐบาลภายใต้การนำของ คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง

คดีเลือกตั้ง 246 เรื่อง เตรียมเขย่าโครงสร้างอำนาจรัฐบาลตั้งได้ แต่ความชอบธรรมยัง “รอคำตัดสิน”

สถานการณ์การเมืองไทยหลังการเลือกตั้ง 2569 กำลังจะเผชิญ “แรงสั่นสะเทือนเงียบ” เมื่อข้อมูลจาก คณะกรรมการการเลือกตั้ง ระบุว่า มีคำร้องเกี่ยวกับการเลือกตั้งรวมอย่างน้อย 246 เรื่อง ซึ่งหลายคดียังอยู่ระหว่างการพิจารณา และอาจถูกส่งต่อไปยัง ศาลฎีกา ส่งผลให้สถานะของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และสมดุลอำนาจในสภายังไม่อาจถือว่า “นิ่ง” ได้อย่างแท้จริง

PM 2.5  วิกฤตซ้อนวิกฤติ  มหันตภัยเงียบ..!  เมื่อ “ค่าครองชีพ” พุ่งสูงสวนทางกับ “คุณภาพอากาศ” บทพิสูจน์ฝีมือรัฐบาลใหม่ในการรับมือ 

ในขณะที่พี่น้องประชาชนกำลังเผชิญกับภาระค่าครองชีพจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์ภัยแทรกซ้อนอย่างฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 กลับทวีความรุนแรงขึ้นจนเข้าขั้นวิกฤตในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน และอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ที่ค่าฝุ่นพุ่งสูงเกินมาตรฐานไปหลายเท่าตัว