“ฝรั่งเศส” ย้าย 129 ตัน กลับปารีส
นักวิเคราะห์จากเว็บไซต์ Substack รายงานว่า ฝรั่งเศสได้เคลื่อนย้ายทองคำ 129 ตัน จากธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขานิวยอร์ก กลับสู่ปารีสในช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคม 2025 ถึงมกราคม 2026 ทำให้ในปัจจุบัน ทองคำสำรองของรัฐบาลฝรั่งเศสทุกออนซ์ถูกจัดเก็บอยู่บนแผ่นดินของตนเอง 100 เปอร์เซ็นต์
ธนาคารกลางฝรั่งเศสใช้วิธีขายทองคำแท่งมาตรฐานเก่าที่เก็บไว้ในนิวยอร์กในช่วงที่ราคาพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ และเข้าซื้อทองคำแท่งมาตรฐานสากลใหม่ในยุโรปทดแทนในปริมาณที่เท่ากัน ทำให้ได้รับกำไรจากส่วนต่างราคาถึง 1.28 หมื่นล้านยูโร โดยที่ปริมาณทองคำสำรองรวม 2,437 ตันไม่ลดลงแม้แต่กรัมเดียว
แม้ทางการจะระบุว่าเป็นเพียง “ปฏิบัติการทางเทคนิค” แต่ผลลัพธ์ในเชิงการเมืองนั้นชัดเจนยิ่งกว่า เมื่อพันธมิตรผู้ร่วมก่อตั้ง NATO ตัดสินใจถอนทองคำทั้งหมดออกจากการดูแลของสหรัฐฯ
ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เยอรมนีเคยดำเนินการเช่นนี้มาแล้วในช่วงปี 2013-2017 และตอนนี้คือฝรั่งเศส รูปแบบที่เกิดขึ้นมีความสอดคล้องกันอย่างมีนัยสำคัญ คือธนาคารกลางในโลกตะวันตกต่างทยอยนำทองคำกลับบ้านอย่างเงียบเชียบโดยไม่ให้เป็นข่าวใหญ่ และมักกล่าวอ้างว่าเป็นเพียงขั้นตอนปกติ
ทว่าในความเป็นจริง ไม่มีใครยอมขนส่งโลหะมีค่าทางยุทธศาสตร์กว่า 129 ตันข้ามมหาสมุทรเพียงเพราะเรื่องค่าธรรมเนียมการจัดเก็บ แต่พวกเขาทำเพราะโลกที่เคยทำให้นิวยอร์กเป็นตู้นิรภัยที่ปลอดภัยที่สุดในโลกนั้น ได้เปลี่ยนไปแล้วนับตั้งแต่เหตุการณ์อายัดเงินสำรองของรัสเซียจำนวน 3 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2022 ซึ่งธนาคารกลางทุกแห่งทั่วโลกต่างเฝ้ามองเหตุการณ์นั้นด้วยความระมัดระวัง
ทางด้านจีนได้เดินหน้าซื้อทองคำต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 โดยในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 จีนซื้อเพิ่มอีก 1 ตันอย่างมีวินัย ทำให้มีทองคำสำรองรวม 2,308 ตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 3.87 แสนล้านดอลลาร์ หรือราว 10 เปอร์เซ็นต์ของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศทั้งหมด
ขณะเดียวกัน จีนได้ลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ลงถึง 6.38 แสนล้านดอลลาร์ การเคลื่อนไหวนี้ไม่ใช่การเก็งกำไร แต่เป็นการวางโครงสร้างใหม่ ทุกตันของทองคำที่ซื้อเพิ่มและทุกดอลลาร์ของพันธบัตรที่ขายออก คือการย้ายจุดศูนย์ถ่วงของสินทรัพย์สำรองจากสิ่งที่ “ถูกอายัดได้” ไปสู่สิ่งที่ “ไม่มีใครสั่งอายัดได้”
ขณะที่อินเดียได้นำทองคำ 274 ตันกลับคืนสู่ตู้นิรภัยในประเทศ ทำให้มีทองคำเก็บไว้ในบ้านแล้วถึง 66 เปอร์เซ็นต์ พร้อมลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ ลง 18 เปอร์เซ็นต์ในปี 2025
โปแลนด์ก็รุกหนักด้วยการซื้อเพิ่ม 20 ตันในเดือนกุมภาพันธ์เพียงเดือนเดียว โดยตั้งเป้าหมายรวมไว้ที่ 700 ตัน
อุซเบกิสถานเพิ่มขึ้นอีก 8 ตัน แรงซื้อเชิงโครงสร้างจากธนาคารกลางทั่วโลกที่ตื่นตัวจากเหตุการณ์อายัดทรัพย์สินปี 2022 นั้นพุ่งสูงถึง 863 ตันต่อปีและยังไม่มีทีท่าว่าจะชะลอตัวลง
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่มีผู้ซื้อก็มีผู้ขาย รัสเซียได้ขายทองคำออก 6 ตันในเดือนกุมภาพันธ์ และรวมประมาณ 15 ตันในช่วงสองเดือนแรกของปี 2026 เป็นการถอนทองคำออกครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2002 ช่างเป็นเรื่องตลกที่น่าเศร้าเมื่อประเทศที่เป็นต้นเหตุให้เกิดกระแสการนำทองคำกลับบ้านจากการถูกอายัดเงินสำรอง กลับต้องเป็นฝ่ายขายทองคำเสียเองเพื่อนำเงินมาจุนเจือการขาดดุลจากสงคราม
เช่นเดียวกับตุรกีที่ขายออก 8 ตันในเดือนกุมภาพันธ์ และนำออกมาใช้อีกราว 50 ตันในเดือนมีนาคมเพื่อพยุงค่าเงินลีราและรักษาสภาพคล่อง
เหล่านี้คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า สงครามที่เป็นตัวพิสูจน์ค่าของทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดจากการคว่ำบาตร กลับเป็นตัวบีบบังคับให้ประเทศที่เสี่ยงต่อการคว่ำบาตรมากที่สุดต้องยอมขายทิ้งเพื่อความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ
ภาพรวมของโลกยังคงเป็นบวก ธนาคารกลางต่าง ๆ ยังคงเพิ่มทองคำเข้าระบบรวม 19 ตันในเดือนกุมภาพันธ์ แม้จะมีแรงขายจากรัสเซียและตุรกีก็ตาม แรงซื้อยังคงชนะแรงขาย แต่รายละเอียดไส้ในคือเรื่องราวที่แท้จริง ผู้ซื้อคือประเทศที่กำลังสร้างอำนาจอธิปไตยทางการเงินอย่าง จีน อินเดีย โปแลนด์ และอุซเบกิสถาน
ส่วนผู้ขายคือประเทศที่กำลังดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด และกลุ่มผู้นำทองคำกลับบ้านคือกลุ่มประเทศที่กำลัง “ป้องกันความเสี่ยงด้านความเชื่อมั่น” อย่างฝรั่งเศสและเยอรมนีที่นำโลหะมีค่ากลับมาจากตู้นิรภัยของพันธมิตรที่พวกเขาเคยเห็นว่าสามารถใช้อาวุธทางการเงินเข้าจัดการใครก็ได้
ในคืนที่ 6 เม.ย.2569 ราคาทองคำอยู่ที่ 4,676 ดอลลาร์ ลดลง 8 เปอร์เซ็นต์จากระดับสูงสุดในเดือนมกราคม การปรับฐานของราคาเป็นเรื่องของการซื้อขายตามปกติ แต่การนำทองคำกลับบ้านคือเรื่องของ “โครงสร้าง” และโครงสร้างนี้กำลังบอกเราว่า ธนาคารกลางทั่วโลกได้ตัดสินใจร่วมกันแล้วว่า สถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับทองคำสำรองของรัฐบาลไม่ใช่ “นิวยอร์ก” อีกต่อไป แต่คือ “บ้าน” ของพวกเขาเอง
—
IMCT NEWS 07-04-2026
ที่มา https://x.com/shanaka86/status/2041093398422290790?s=20



