เมื่อน้ำมันลิตรละ 50 บาท กลายเป็นกำแพงกั้นทางกลับบ้าน
สำรวจปรากฏการณ์สงกรานต์ยุคพลังงานแพง ประชาชนถอยร่นตั้งหลัก รัฐบาลเผชิญโจทย์หินแก้กฤตปากท้อง
วิกฤตพลังงานจากศึกตะวันออกกลาง กระแทกวัฒนธรรม “สงกรานต์” ไทยเข้าสู่ยุคประหยัดสุดขีด
สงกรานต์ปี 2569 ถูกจารึกว่าเป็นเทศกาลที่ “เงียบเหงา” และ “แพง” ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ เมื่อวิกฤตสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ฉุดราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูง ส่งผลให้ดีเซลในประเทศแตะเพดานลิตรละ 47-50 บาท
แม้รัฐบาลพยายามตรึงราคาค่าตั๋วโดยสาร แต่กำลังซื้อที่ถดถอยทำให้ประชาชนเลือกที่จะ “ไม่ไปต่อ” เปลี่ยนพฤติกรรมจากรถส่วนตัวสู่ระบบราง ขณะที่สถิติอุบัติเหตุยังคงเป็นเงาตามตัวแม้ปริมาณรถจะเบาบางลง สะท้อนภาพความเหลื่อมล้ำและบททดสอบครั้งใหญ่ของรัฐบาลในการรับมือกับความผันผวนของโลก
พิษสงครามตะวันออกกลาง เมื่อราคาน้ำมันกลายเป็นกำแพงกั้นทางกลับบ้าน
จากข้อมูลตรวจสอบพบว่า สงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อราคาน้ำมันในประเทศอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์เพียงหนึ่งสัปดาห์ ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งขึ้นถึง 47.74 บาทต่อลิตร และในบางพื้นที่สูงแตะ 50 บาท ส่งผลให้ต้นทุนการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวพุ่งสูงขึ้นกว่าปีก่อนเกือบ 40% ทำให้แผนการเดินทางกลับภูมิลำเนาของครอบครัวชนชั้นกลางและแรงงานถูกยกเลิกเป็นจำนวนมาก
สังคมปรับตัว ระบบรางเต็มพิกัด พฤติกรรม “เที่ยวใกล้บ้าน” มาแรง
แม้ปริมาณรถยนต์บนถนนสายหลักอย่างพหลโยธินและมิตรภาพจะดูเบาบางลงเมื่อเทียบกับปีก่อนๆ แต่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์และสถานีขนส่งหมอชิตกลับเนืองแน่นไปด้วยผู้คน ข้อมูลชี้ว่าประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเพื่อหลีกเลี่ยงภาระค่าน้ำมัน ขณะที่โพลสำรวจพบว่ากว่าร้อยละ 61 ของผู้ตอบแบบสอบถาม เลือกที่จะพักผ่อนอยู่บ้านหรือท่องเที่ยวภายในจังหวัดตนเองเพื่อเก็บเงินไว้ใช้จ่ายในสิ่งของจำเป็นที่กำลังปรับราคาขึ้นตามค่าขนส่ง
สถิติอุบัติเหตุ จำนวนรถน้อยลง แต่ความรุนแรงยัง “ทรงตัว” แม้จะเป็นวันเริ่มต้นของเทศกาล
สิ่งที่ยังคงเป็นจุดบอดสำคัญคืออุบัติเหตุบนท้องถนน แม้ปริมาณรถจะลดลงแต่ “ความเร็ว” กลับเพิ่มขึ้นเนื่องจากถนนว่าง สถิติเบื้องต้นในวันที่ 11 เมษายน 2569 ยังคงเห็นตัวเลขผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตในระดับที่น่ากังวล โดยมีสาเหตุหลักคือ “ขับรถเร็วเกินกำหนด” และ “เมาแล้วขับ” ซึ่งเป็นปัญหารากลึกที่ไม่เคยจางหายไปตามสภาพเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงต้องใช้มาตรการตรวจเข้มทุกจุดเสี่ยงเพื่อไม่ให้ “วันสงกรานต์” กลายเป็น “วันสูญเสีย”
การเมืองเรื่องปากท้อง บททดสอบความแกร่งของรัฐบาล
ในมิติทางการเมือง รัฐบาลกำลังถูกตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ“กองทุนน้ำมัน” และการรับมือกับภาวะเงินเฟ้อ แม้จะมีการประกาศตรึงราคาค่าตั๋ว บขส. และเตรียมชงงบประมาณเยียวยาเร่งด่วนเข้า ครม. แต่ประชาชนมองว่าเป็นการ “แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ” การนิ่งเฉยหรือมาตรการที่ล่าช้าท่ามกลางวิกฤตโลกอาจส่งผลต่อคะแนนนิยมอย่างรุนแรง หากไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ว่ารัฐจะมีมาตรการรองรับที่ยั่งยืนกว่าการแจกเงินเป็นครั้งคราว
สงกรานต์ 2569 คือจุดเปลี่ยนของโครงสร้างเศรษฐกิจ
วิกฤตปีนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องชั่วคราว แต่มันคือการ “ปรับฐาน” ความเป็นอยู่ของคนไทย เมื่อต้นทุนพลังงานกลายเป็นตัวแปรหลัก ประชาชนจะเริ่มให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางการเงินมากกว่าจารีตประเพณีการเดินทางไกล การท่องเที่ยวไทยในอนาคตอาจต้องพึ่งพาการเดินทางระยะใกล้มากขึ้น และรัฐบาลต้องเร่งผลักดันนโยบาย “โครงสร้างพื้นฐานด้านการเดินทางราคาถูก” เช่น รถไฟทางคู่ที่ครอบคลุม เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันในอนาคต
ท่ามกลางวิกฤตที่บ้านกลายเป็นจุดหมายซึ่งเอื้อมถึงได้ยาก ประชาชนไทยกำลังปรับตัวด้วยความอดทนอย่างละเมียดละไม การที่สงกรานต์ปีนี้คนเดินทางน้อยลงอาจดูเป็นผลดีในเชิงสถิติ แต่ในความเป็นจริงมันคือความเงียบงันจากภาวะจำยอม เมื่อต้นทุนชีวิตพุ่งสูงจนการกลับไปพบครอบครัวกลายเป็นความหรูหราเกินเอื้อม สิ่งนี้สะท้อนว่าสวัสดิการและโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ กำลังเดินตามหลังความทุกข์ยากของพลเมืองอยู่หลายก้าว
รัฐบาลในฐานะผู้บริหารประเทศไม่ควรพึงใจเพียงมาตรการบรรเทาชั่วคราว เพราะการแก้ปัญหาที่ไม่ถึงรากเหง้าเปรียบเสมือนการพรมน้ำบนถนนที่กำลังร้อนระอุ หากไร้วิสัยทัศน์ที่ยั่งยืนในการจัดการวิกฤตพลังงาน ความเชื่อมั่นของประชาชนอาจระเหยหายไปเร็วกว่าน้ำในวันสงกรานต์ และทิ้งไว้ด้วยรอยร้าวระหว่างรัฐกับประชาชนที่จะต้องจดจำไปอีกนานจนกว่าสงกรานต์จะเวียนมาอีกหน
2569-04-12 “ชัยทัศน์”



