วันศุกร์, พฤษภาคม 1, 2026
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกINSIDE - INSIGHTวิกฤต "บัตรทอง"  หนี้เน่า 6 หมื่นล้าน !  สั่นคลอนระบบสาธารณสุข

วิกฤต “บัตรทอง”  หนี้เน่า 6 หมื่นล้าน !  สั่นคลอนระบบสาธารณสุข

เผยแพร่

spot_img

รูรั่วบริหารจัดการทำกองทุนส่อเค้า “ถังแตก” 

รัฐบาลใหม่เผชิญบททดสอบหินกลางสภาฯ

                            วงการสาธารณสุขไทยถึงคราวสั่นสะเทือน เมื่อการอภิปรายนโยบายรัฐบาลในสภาผู้แทนราษฎร  9-10 เมษายน 2569 เปิดเผยตัวเลขหนี้ค้างชำระค่ายาและเวชภัณฑ์สะสมสูงถึง 6 หมื่นล้านบาท สะท้อนความล้มเหลวในการบริหารจัดการงบประมาณ สปสช. ที่สวนทางกับต้นทุนจริง ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญชี้ “อาการป่วย” ครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากสุขภาพประชาชน แต่เกิดจาก “สุขภาพทางการเงิน” ที่ย่ำแย่และการตรวจสอบที่ไร้ประสิทธิภาพ จนกลายเป็นระเบิดเวลาที่รอวันปะทุใส่สวัสดิการพื้นฐานของรัฐ

                             การอภิปรายนโยบายรัฐบาลในสภาฯ ขณะนี้กลายเป็นเวทีชำแหละความล้มเหลวของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สปสช. เมื่อตัวเลขหนี้ค้างชำระสะสมกว่า 6 หมื่นล้านบาทถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นหลัก

                            ฝ่ายค้านและ สว. ต่างรุมกระหน่ำว่ายอดเงินมหาศาลนี้คือดัชนีชี้วัดวิกฤตสภาพคล่องของโรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศ หลายแห่งตกอยู่ในสภาวะ “ขาดทุนเรื้อรัง” จนไม่สามารถชำระค่ายาให้กับบริษัทยาเอกชนได้ตามกำหนด ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อห่วงโซ่อุปทานทางการแพทย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

                           ปัญหานี้ไม่ได้มีจุดเริ่มต้นจากการที่ประชาชนป่วยมากขึ้นจนควบคุมไม่ได้ เพราะกลไกการส่งเสริมสุขอนามัยมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว แต่ “จำเลย” สำคัญคือช่องว่างระหว่างงบเหมาจ่ายรายหัวที่รัฐจัดสรร กับต้นทุนการรักษาพยาบาลในโลกความเป็นจริงที่พุ่งสูงขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ   

                          ทางการแพทย์  ข้อมูลเชิงลึกระบุว่าระบบการตรวจสอบการเบิกจ่าย (Audit) แม้จะดูเข้มงวดในเชิงเอกสาร แต่กลับล้มเหลวในการสกัดกั้นการสูญเสียเงินงบประมาณในระดับโครงสร้าง ทำให้เม็ดเงินมหาศาลไหลออกไปโดยไม่สร้างประสิทธิภาพสูงสุดในการบริการ

                          ในมิติของการบริหารจัดการ กระทรวงสาธารณสุขพยายามแก้ปัญหาแบบ “ประคองอาการ” มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการขอนุมัติงบกลางฉุกเฉินมาเติมในระบบ หรือการใช้กลไกยืมเงินระหว่างโรงพยาบาลในเครือข่ายสุขภาพ ทว่าแนวทางเหล่านี้เป็นเพียงการ “ขายผ้าเอาหน้ารอด” ที่ไม่สามารถหยุดยอดหนี้สะสมที่พอกพูนขึ้นทุกวันได้ การตรวจสอบความถูกต้องในการใช้สิทธิบัตรทองยังคงมีรูรั่ว ส่งผลให้เกิดภาวะ “เงินหายแต่หนี้ยังอยู่” จนเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพการรักษาพยาบาลในระยะยาว

                           ทางออกที่กลุ่มนักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญสาธารณสุขเสนอคือการ “สังคายนาระบบการเงิน” อย่างเร่งด่วน รัฐบาลจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิธีการจัดสรรงบประมาณจากแบบเหมาจ่ายรายหัว ไปสู่ระบบที่สะท้อนต้นทุนจริงมากขึ้น รวมถึงการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ มาใช้ในการตรวจสอบการเบิกจ่ายเชิงรุกเพื่อลดการทุจริตและการเบิกจ่ายซ้ำซ้อน 

                          นอกจากนี้ การดึงงบประมาณจาก “ภาษีบาป” หรือการหารายได้เสริมจากแหล่งอื่นเข้ามาสมทบกองทุน คือทางเลือกที่รัฐบาลต้องตัดสินใจก่อนที่ระบบจะล้มละลาย

                        ในนโยบายที่รัฐบาลอภิปรายต่อสภาฯ แม้จะมีการชูประเด็น “30 บาทรักษาทุกที่ ทันที” เป็นจุดขายเพื่อซื้อใจประชาชน แต่กลับไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่า “หนี้ 6 หมื่นล้าน” จะถูกสะสางอย่างไร การขยายสิทธิประโยชน์ใหม่ๆ ในขณะที่หนี้เก่ายังไม่เคลียร์ จึงถูกมองว่าเป็นเพียงการขว้างงูไม่พ้นคอ และเป็นการสร้างภาระหนักอึ้งให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องรับศึกหนักทั้งจากปริมาณงานและวิกฤตการคลังที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน

                          ท้ายที่สุดนี้ สิ่งที่รัฐบาลพึงตระหนักคือการบริหารจัดการกองทุนสุขภาพระดับแสนล้าน ไม่อาจอาศัยเพียง “วาทกรรมเชิงนโยบาย” หรือ “ตัวเลขทางสถิติ” มาเป็นเกราะกำบังวิกฤตที่โรงพยาบาลทั่วประเทศกำลังเผชิญได้ เพราะหากกลไกการคลังยังคงปล่อยให้หนี้สะสม 6 หมื่นล้านบาท กลายเป็นเพียงตัวเลขที่ถูกละเลยในบัญชีภาครัฐ อีกไม่นานระบบหลักประกันสุขภาพที่เคยเป็นต้นแบบของโลก อาจแปรสภาพเป็นเพียง “โครงการในนามที่ขาดไร้ซึ่งจิตวิญญาณแห่งการบริการ” เนื่องด้วยภาวะล้มละลายทางงบประมาณ 

                       ความล่าช้าในการตัดสินใจสะสางปัญหาวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเลื่อนเวลาการชำระหนี้ แต่คือการวางเดิมพันด้วยความเชื่อมั่นของทั้งระบบสาธารณสุข ซึ่งหากปล่อยให้พังทลายลง ย่อมยากที่นโยบายประชานิยมใดจะกอบกู้กลับคืนมาได้ทันท่วงที สปอร์ตไลท์ในสภาฯ กำลังจับจ้องว่า รัฐบาลจะหยุดรอยร้าวนี้ด้วยการลงมือทำจริง หรือจะรอให้หม้อข้าวใบใหญ่ต้องแตกสลายลงเสียก่อนจึงค่อยขยับตัว

2569-04-11   “ชัยทัศน์” 

ข่าวล่าสุด

ไทยจูงมือ “สิงคโปร์ ลงเรือ  “แลนด์บริดจ์”   พลิกกระดานภูมิรัฐศาสตร์

มีการเปิดทำเนียบรัฐบาลต้อนรับ นายชาง ชุน ชิง รัฐมนตรีจากสิงคโปร์ เพื่อเข้าเยี่ยมคารวะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีคนใหม่

ในหลวง พระราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรสวีเดน ระหว่างวันที่ 29 เม.ย. – 2 พ.ค. 2569

ในหลวง พระราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรสวีเดน ระหว่างวันที่ 29 เม.ย. – 2 พ.ค. 2569 ตามคำทูลเชิญของสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ล ที่ 16 กุสตาฟแห่งสวีเดน

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวสูงขึ้น หลังจากทรัมป์สั่ง “ขยายการปิดล้อม” ช่องแคบฮอร์มุซ

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ได้พบปะกับผู้บริหารบริษัทน้ำมันและก๊าซที่ทำเนียบขาวในสัปดาห์นี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับผลกระทบด้านพลังงานจากสงครามกับอิหร่าน ตามรายงานล่าสุด การประชุมดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความปั่นป่วนของอุปทานพลังงาน ซึ่งกำลังผลักดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้น และสร้างทั้ง “โอกาส” และ “ความเสี่ยง” ให้กับอุตสาหกรรมพลังงาน ผู้เข้าร่วมประชุมรวมถึง Mike Wirth...

GDP เวียดนามแซงหน้าไทยไปแล้วประมาณ 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

เศรษฐกิจของเวียดนามกำลังเข้าใกล้และได้แซงหน้าประเทศไทยไปประมาณ 4 พันล้านดอลลาร์

ข่าวอื่นๆ

ไทยจูงมือ “สิงคโปร์ ลงเรือ  “แลนด์บริดจ์”   พลิกกระดานภูมิรัฐศาสตร์

มีการเปิดทำเนียบรัฐบาลต้อนรับ นายชาง ชุน ชิง รัฐมนตรีจากสิงคโปร์ เพื่อเข้าเยี่ยมคารวะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีคนใหม่

ป้าย  20 ล้าน ? สีน้ำเงิน ที่สนามบินบุรีรัมย์ยกระดับอินเตอร์ หรือ ปรับสีเพื่อ “ใคร ?“

เปิดเบื้องหลังงบประมาณกรมท่าอากาศยาน ท่ามกลางกระแสวิจารณ์สนั่นโซเชียล เมื่อ “อัตลักษณ์ภาครัฐ” กับ “เฉดสีที่คุ้นตา” พาดทับกันจนเป็นประเด็น

ไลฟ์สด  “ทุเรียนลูกละ 100” ศุภจี จับมือ พิมรี่พาย ให้อินฟลู ฯ  ระเบิดราคา..ราชินีผลไม้ 

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จึงตัดสินใจใช้กลยุทธ์รวดเร็วแบะดุเดือด Fast & Furious ด้วยการดึงตัวแม่วงการ Live Commerce อย่าง 'พิมรี่พาย' มาเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันระบายสินค้าเกรดรองในราคา "ลูกละ 100 บาท" เพื่อแก้ปัญหาสินค้าค้างสวนทับถมประชาชน