หน้าแรกINSIDE - INSIGHTโพลสินบนสะเทือน 10 หน่วยงาน ?  ...

โพลสินบนสะเทือน 10 หน่วยงาน ?  ภาพสะท้อนเงา คอร์รัปชันไทย  ขาลง

เผยแพร่

spot_img

ผลสำรวจ กกร. แฉ 10 ส่วนราชการถูกระบุเรียกรับใต้โต๊ะเฉลี่ยพุ่งหลักแสน

ชี้วัฒนธรรมใช้ “ดุลยพินิจ” ทำไทยรั้งท้ายอาเซียน

                              ปรากฏการณ์ “โพลสินบนสะเทือนภาครัฐ” ที่คณะทำงาน Zero Corruption ของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้เผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการ

                            ทั้งนี้ โพลระบุสถิติตัวเลขเม็ดเงินสินบนเฉลี่ยสูงสุด 10 อันดับแรกที่มีการเสนอให้ต่อครั้ง โดยมีชื่อ “กรมควบคุมมลพิษ” ปรากฏในลำดับที่ 1 ด้วยตัวเลขเฉลี่ย 102,160 บาทต่อครั้ง ได้จุดชนวนให้นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน รุดยื่นคำร้องต่อ ปปช.  เพื่อขอให้ใช้อำนาจตามกฎหมายเรียกข้อมูลการสำรวจดังกล่าวมาตรวจสอบขยายผล ท่ามกลางกระแสการออกมาชี้แจงและปฏิเสธข้อเท็จจริงของหัวหน้าส่วนราชการต่าง ๆ ที่มีชื่อปรากฏในรายงาน 

                          อย่างไรก็ดี   เอกสารเชิงพฤติกรรมศาสตร์จากฐานข้อมูลกลุ่มผู้ประกอบการในครั้งนี้ กลับสอดรับกับดัชนีรับรู้การทุจริต (CPI) ระดับสากลอย่างมีนัยสำคัญ   สะท้อนว่าวิกฤตความโปร่งใสของไทยกำลังอยู่ในภาวะดิ่งหัวลงจนหล่นไปอยู่อันดับที่ 8 ของอาเซียน   ซึ่งหากทุกภาคส่วนยังคงนิ่งเฉยปล่อยให้ระบบราชการพึ่งพา “ดุลยพินิจ” มากกว่าระบบฐานข้อมูลดิจิทัล ปัญหาเชิงโครงสร้างนี้ย่อมขยายวงกว้างจนยากจะเยียวยาในอนาคต

                          สปอตไลต์ที่สาดส่องลงบนตัวเลขผลสำรวจความโปร่งใสในราชการของ กกร. ครั้งนี้ ถือเป็นกระจกบานใหญ่ที่ส่งผลให้ผู้บริหารระดับสูงในหลายส่วนราชการต้องรีบออกมาตรวจสอบข้อเท็จจริง พฤติกรรมการจัดเก็บผลประโยชน์ที่สะท้อนผ่านแบบสอบถามของภาคเอกชน ได้ระบุมูลค่าสินบนเฉลี่ยต่อครั้งในเกณฑ์ที่สูงน่าตกใจ โดยคัดการเรียงลำดับตามเอกสาร “รายงานของ กกร. ” ดังนี้

                         อันดับ 1 กรมควบคุมมลพิษ (102,160 บาท) ตามมาด้วย กรมเจ้าท่า (100,000 บาท) กรมสรรพสามิต (94,667 บาท) กรมสรรพากร (89,498 บาท) กระบวนการยุติธรรมยกเว้นศาล (88,750 บาท) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. (74,643 บาท) กรมทางหลวง (70,167 บาท) กรมโยธาธิการและผังเมือง (70,000 บาท) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช (68,000 บาท) และอันดับ 10 กรมป่าไม้ (67,500 บาท) 

                       ตัวเลขเหล่านี้เป็นข้อมูลสะท้อนกลับจากประสบการณ์ตรงของภาคธุรกิจที่ระบุไว้ในงานวิจัยเชิงสถิติของทางคณะทำงานฯ เท่านั้น

                      สำหรับประชาชนคนเดินดินทั่วไป เมื่อแรกเห็นรายชื่อทั้ง 10 หน่วยงาน โดยเฉพาะลำดับต้น ๆ ย่อมเกิดความแปลกใจและตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดหน่วยงานที่มีสถิติเรื่องร้องเรียนหนาหูในหน้าสื่อมวลชนมาโดยตลอดกลับไม่ปรากฏชื่อในทำเนียบครั้งนี้   

                     ในทางพฤติกรรมศาสตร์สามารถอธิบายได้ว่า โพลของ กกร. ชิ้นนี้ไม่ได้วัดกันที่ “ความถี่” ของการเรียกรับเงินรายย่อยจากประชาชนทั่วไป แต่เป็นการสำรวจเชิงลึกที่มุ่งเน้นกลุ่มตัวอย่างที่เป็น “ผู้ประกอบการและภาคธุรกิจ” ที่ต้องพึ่งพาการอนุมัติใบอนุญาตขนาดใหญ่   เช่น EIA   ตลอดจนการรับรองมาตรฐานสากลต่าง ๆ เป็นหลัก มันจึงสะท้อนถึงขอบเขตอำนาจในการให้คุณให้โทษเชิงพาณิชย์ ที่ทำให้ตัวเลขเม็ดเงินต่อครั้งขยับสูงขึ้นตามมูลค่าของโครงการลงทุน

                       ความเดือดเนื้อร้อนใจจนต้องออกมารีบตั้งโต๊ะแถลงตอบโต้ของบรรดาอธิบดีและหัวหน้าส่วนราชการ โดยยืนยันในหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และพร้อมให้ตรวจสอบนั้น ถือเป็นแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องในการปกป้องภาพลักษณ์ขององค์กร  แต่ในมุมมองพฤติกรรมศาสตร์ของผู้รับบริการ ปฏิเสธไม่ได้ว่าผลสำรวจนี้จะบังเอิญหรือไม่ที่ไปสอดคล้องกับความคาดหวังเชิงลบของสังคมที่มีต่อระบบอุปถัมภ์เดิม

                     จะจริงเท็จแค่ไหน ยังไม่มีหลักฐานชี้ชัด

                     แต่สิ่งที่สร้างความกังวลใจให้แก่ผู้เสพข่าวสารจึงไม่ใช่เรื่องข้อเท็จจริงว่าหน่วยงานใดผิดหรือถูก แต่เป็น “เพดานความเสี่ยง” ของค่าใช้จ่ายแฝงในระบบราชการที่ดูเหมือนจะขยับตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ ตามสภาพเศรษฐกิจ ซึ่งสะท้อนว่าวิวัฒนาการของการติดต่อประสานงานยังคงติดหล่มอยู่กับขั้นตอนเชิงเทคนิคที่ซับซ้อนและเอื้อต่อการเกิดช่องโหว่

                    เมื่อหันมามองบทบาทขององค์กรตรวจสอบภาครัฐ เช่น สำนักงาน ปปช.หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เสียงสะท้อนจากสังคมมักมองว่ากลไกการปราบปรามในปัจจุบันอาจยังไล่ตามพฤติกรรมการทุจริตในโลกยุคใหม่ไม่ทัน   แม้ในแต่ละปีจะมีเรื่องร้องเรียนหลั่งไหลเข้าสู่ระบบนับหมื่นเรื่อง และมีสถิติการส่งฟ้องศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบจนมีคำพิพากษาลงโทษผู้กระทำผิดวินัยและกฎหมายอย่างต่อเนื่อง  แต่ส่วนใหญ่ผลคดียังคงกระจุกตัวอยู่ที่ข้าราชการระดับปฏิบัติการหรือระดับกลาง ตราบใดที่มาตรการเชิงรุกในการ “ลดการใช้ดุลยพินิจ” ยังไม่เข้มแข็งพอ ภาคเอกชนบางส่วนก็อาจจะยังเลือกที่จะยอมตามเงื่อนไขเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางธุรกิจ มากกว่าการเข้าสู่กระบวนการร้องเรียนที่มีต้นทุนและการใช้เวลานาน

                           สถานการณ์ความโปร่งใสในบ้านเราหากนำไปเปรียบเทียบกับเวทีสากล ยิ่งตอกย้ำความจำเป็นเร่งด่วนในการปฏิรูประบบ ดัชนีรับรู้การทุจริต CPI  ล่าสุดระบุว่าประเทศไทยมีคะแนนในเกณฑ์ต่ำเพียง 33 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 และหล่นไปอยู่อันดับที่ 116 ของโลก เมื่อนำมากางเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียน ไทยเราตกมาอยู่อันดับที่ 8 จาก 11 ประเทศ ตามหลังทั้งสิงคโปร์ บรูไน มาเลเซีย ติมอร์-เลสเต และที่น่าพิจารณาคือเราโดนคู่แข่งทางเศรษฐกิจสำคัญอย่าง เวียดนาม (41 คะแนน) ทิ้งห่างไปไกล รวมถึง ลาว (34 คะแนน) ก็ขยับแซงหน้าไทยขึ้นไปแล้ว

                          สัญญาณเตือนภัยระดับสากลนี้บ่งชี้ว่า ในขณะที่ประเทศรอบบ้านกำลังเร่งปรับปรุงระบบราชการ ประเทศไทยกลับมีแนวโน้มดิ่งหัวลงอย่างน่าใจหาย

                          ประเทศไทยยังคงเหนียวแน่นในการรักษาฐานที่มั่นบนตารางดัชนีคอร์รัปชันโลกไว้ได้อย่างมั่นคง ราวกับไม่ยอมปล่อยให้อันดับความโปร่งใสขยับขึ้นไปรบกวนเกณฑ์มาตรฐานเดิม ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านต่างเร่งเครื่องหนีหลุมดำนี้ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาตัดวงจรดุลยพินิจ แต่ภาพที่เห็นในบ้านเรากลับเป็นวัฒนธรรมการออกมาปฏิเสธผลวิจัยและโพลสำรวจของภาคเอกชนอย่างเป็นสูตรสำเร็จ 

                                รัฐบาลจึงไม่อาจดูดายหรือรอให้สถานการณ์ลุกลามขยายวงกว้างจนกลายเป็นความคุ้นชินของสังคมได้อีกต่อไป 

                               การที่กลไกภาคเอกชนอย่าง กกร. ออกมาเปิดเผยข้อมูลเชิงสถิติในครั้งนี้ ถือเป็นเสียงเตือนภัยครั้งสำคัญว่า ระบบราชการไทยจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดโครงสร้างครั้งใหญ่ โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านระบบอนุมัติอนุญาตไปสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลแบบ 100% เพื่อลดการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ประกอบการอันเป็นต้นตอของช่องโหว่ทั้งหมด อย่าปล่อยให้ความล่าช้าในการปฏิรูปมาฉุดรั้งให้ประเทศไทยต้องดิ่งหัวลงสู่ก้นเหวแห่งความโปร่งใสและสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันไปมากกว่านี้เลย

2569-05-19  “ชัยทัศน์”

ข่าวล่าสุด

รัฐบาลเปิดทำเนียบฯ ถก 38 กลุ่มธุรกิจชั้นนำ  ภาพสะท้อนนโยบายเศรษฐกิจที่พึ่งพิงทุนใหญ่

ครป. แถลงการณ์จี้เปิดเวทีฟังภาคประชาสังคม  ตีแผ่ปัญหาความเหลื่อมล้ำและผลประโยชน์ทับซ้อน เมื่อเสียงของกลุ่มทุนส่งผลต่อนโยบายรัฐมากกว่าเสียงของประชาชน และความท้าทายในการบริหารงานด้วยหลักธรรมาภิบาล                                เหตุการณ์ที่ผู้นำรัฐบาลเปิดห้องประชุมร่วมหารือแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจกับผู้แทนจาก 38 กลุ่มประเภทธุรกิจชั้นนำของประเทศ  กำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ออกมาเคลื่อนไหวส่งสัญญาณเตือนอย่างจริงจัง ชี้ให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่รัฐบาลมักเน้นการรับฟังกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ทว่ากลับละเลยเสียงสะท้อนจากภาคประชาชนและกลุ่มแรงงานอย่างเห็นได้ชัด นอกเหนือจากประเด็นความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงผู้กำหนดนโยบายแล้ว เหตุการณ์นี้ยังเชื่อมโยงไปถึงทัศนคติของคนในรัฐบาลต่อเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งถือเป็นดัชนีชี้วัดสำคัญว่า นโยบายสาธารณะของประเทศกำลังถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นธรรมและธรรมาภิบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน                              ชนวนเหตุของประเด็นข่าวในครั้งนี้...

“นอมินีข้ามชาติ” มหันตภัยเศรษฐกิจอำพราง

จากกระแสข่าวที่หนาหูขึ้นทุกวันเกี่ยวกับการรุกคืบของกลุ่มทุนต่างชาติที่พยายามเข้าถือครองย่านเศรษฐกิจสำคัญ จนเป็นเหตุให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต้องลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยตนเอง

รำลึก 34 ปี เหตุการณ์พฤษภาประชาธรรม

รำลึก 34 ปี เหตุการณ์พฤษภาประชาธรรม วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม 2569 ณ สวนสันติพร อนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม ถ.ราชดำเนิน กรุงเทพฯ

1,300 ล้าน “ลิขสิทธิ์บอลโลก” ?  “จอดำ” หรือได้สนุก..รอลุ้นบนทางแพร่งของความล้มเหลว  !

สถานการณ์ลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 ในประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ "โหมดวิกฤต" อย่างเต็มรูปแบบ เมื่อเข็มนาฬิกาถอยหลังสู่การเปิดสนามท่ามกลางความเงียบงันของหน่วยงานรัฐและ กสทช.

ข่าวอื่นๆ

รัฐบาลเปิดทำเนียบฯ ถก 38 กลุ่มธุรกิจชั้นนำ  ภาพสะท้อนนโยบายเศรษฐกิจที่พึ่งพิงทุนใหญ่

ครป. แถลงการณ์จี้เปิดเวทีฟังภาคประชาสังคม  ตีแผ่ปัญหาความเหลื่อมล้ำและผลประโยชน์ทับซ้อน เมื่อเสียงของกลุ่มทุนส่งผลต่อนโยบายรัฐมากกว่าเสียงของประชาชน และความท้าทายในการบริหารงานด้วยหลักธรรมาภิบาล                                เหตุการณ์ที่ผู้นำรัฐบาลเปิดห้องประชุมร่วมหารือแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจกับผู้แทนจาก 38 กลุ่มประเภทธุรกิจชั้นนำของประเทศ  กำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ออกมาเคลื่อนไหวส่งสัญญาณเตือนอย่างจริงจัง ชี้ให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่รัฐบาลมักเน้นการรับฟังกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ทว่ากลับละเลยเสียงสะท้อนจากภาคประชาชนและกลุ่มแรงงานอย่างเห็นได้ชัด นอกเหนือจากประเด็นความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงผู้กำหนดนโยบายแล้ว เหตุการณ์นี้ยังเชื่อมโยงไปถึงทัศนคติของคนในรัฐบาลต่อเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งถือเป็นดัชนีชี้วัดสำคัญว่า นโยบายสาธารณะของประเทศกำลังถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นธรรมและธรรมาภิบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน                              ชนวนเหตุของประเด็นข่าวในครั้งนี้...

“นอมินีข้ามชาติ” มหันตภัยเศรษฐกิจอำพราง

จากกระแสข่าวที่หนาหูขึ้นทุกวันเกี่ยวกับการรุกคืบของกลุ่มทุนต่างชาติที่พยายามเข้าถือครองย่านเศรษฐกิจสำคัญ จนเป็นเหตุให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต้องลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยตนเอง

1,300 ล้าน “ลิขสิทธิ์บอลโลก” ?  “จอดำ” หรือได้สนุก..รอลุ้นบนทางแพร่งของความล้มเหลว  !

สถานการณ์ลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 ในประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ "โหมดวิกฤต" อย่างเต็มรูปแบบ เมื่อเข็มนาฬิกาถอยหลังสู่การเปิดสนามท่ามกลางความเงียบงันของหน่วยงานรัฐและ กสทช.