ปฏิบัติการเจาะไส้ใน ขบวนการถือครองทรัพย์สินนิติบุคคล
เปิดกลยุทธ์ “รัฐสนับสนุน ทุนต่างชาติสวมรอย”
เมื่อช่องว่างกฎหมายกลายเป็นเส้นทางลำเลียงอธิปไตย
จากกระแสข่าวที่หนาหูขึ้นทุกวันเกี่ยวกับการรุกคืบของกลุ่มทุนต่างชาติที่พยายามเข้าถือครองย่านเศรษฐกิจสำคัญ จนเป็นเหตุให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต้องลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยตนเองทั้งที่ เกาะพะงัน ป่าตอง และหาดฟรีดอม ซึ่งผลจากการสแกนเชิงลึกพบความผิดปกติที่ชัดเจนและซับซ้อนเกินกว่าจะเป็นเพียงการลงทุนทั่วไป
สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงการสยายปีกครอบคลุมกิจการตั้งแต่ร้านอาหาร อสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงการบุกรุกถือครองที่ดินผ่านกลไก “นอมินี” เชื่อว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องบางคนคอยให้ความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวก อันเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
พื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญถูกปักหมุดโดยกลุ่มทุนต่างสัญชาติที่มีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน โดยที่ เกาะพะงันและเกาะสมุย พบกลุ่มทุนจาก รัสเซีย ฝรั่งเศส และอังกฤษ เข้ามาถือครองกิจการบาร์และวิลล่าหรูจำนวนมาก ขณะที่ ภูเก็ต ย่านป่าตองและหาดฟรีดอม กลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์หลักของกลุ่มทุน รัสเซีย และยุโรปตะวันออก ที่เข้ามาทำธุรกิจบริการเต็มรูปแบบ ส่วนที่ พัทยา และเชียงใหม่ พบการรุกคืบอย่างหนักของกลุ่มทุน จีน ที่เน้นกิจการร้านอาหารและโรงแรม
ข้อมูลล่าสุดชี้ว่าบริษัทที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายนอมินีกว่า 14,000 แห่ง ทั่วประเทศ มีมูลค่าทรัพย์สินหมุนเวียนรวมกันไม่ต่ำกว่า 50,000 ล้านบาท
วิธีการหลักที่ตรวจพบคือการใช้ “คนไทยรับจ้างถือหุ้น” ในสัดส่วน 51% เพื่อเปลี่ยนสถานะบริษัทให้เป็นนิติบุคคลไทย แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่าผู้ถือหุ้นชาวไทยเหล่านั้นมีสถานะเป็นเพียงลูกจ้างหรือผู้มีรายได้น้อย ซึ่งไม่มีศักยภาพทางการเงินเพียงพอที่จะลงทุนในระดับหลายสิบล้านบาท ข้อมูลจากการสืบสวนของ ปปง. ชี้ชัดถึงการสร้าง “เครือข่ายถือหุ้นใยแมงมุม” โดยคนไทยเพียง 1 คน มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทต่างๆ มากกว่า 50-80 บริษัท เพื่อกระจายความเสี่ยงและอำพรางเส้นทางการเงิน ทำให้การตรวจสอบจากส่วนกลางทำได้ยากหากไม่มีการเจาะลึกไปยังแหล่งที่มาของเงินทุน อย่างจริงจัง
ความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้คือ ขบวนการนี้ไม่อาจเติบโตได้หากไม่มีการเปิดทางจากเจ้าหน้าที่รัฐ พฤติการณ์ที่ตรวจพบคือการที่นายทะเบียนหรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองบางส่วน “ละเลยต่อความผิดปกติที่เห็นเด่นชัด” เช่น การรับจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทโดยไม่ตรวจสอบที่มาของเงินทุนตามระเบียบที่เข้มงวด หรือการออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจให้กับนิติบุคคลที่มีที่ตั้งซ้ำซ้อนกันอย่างน่าสงสัย นอกจากนี้ยังมีกรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาในเงามืด คอยแนะนำช่องทางและวิธีการจัดเตรียมเอกสารเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากหน่วยงานส่วนกลาง
พยานหลักฐานในพื้นที่หาดฟรีดอมและพื้นที่ป่าบนเกาะพะงัน สะท้อนชัดว่าเจ้าหน้าที่รัฐบางรายมีส่วนได้เสียโดยตรงผ่านรูปแบบ “ค่าบริหารความสะดวก” โดยการละเว้นการตรวจสอบการใช้ประโยชน์ที่ดิน และการทำธุรกิจผิดประเภท เพื่อแลกกับผลประโยชน์ตอบแทนที่ต่อเนื่อง หากเจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาด้วยการตรวจสอบบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่แท้จริง ขบวนการนอมินีเหล่านี้ย่อมถูกระงับตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มต้น มิใช่ปล่อยให้ขยายตัวจนส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการท้องถิ่นดังที่เป็นอยู่
หากสถานการณ์นี้ยังไม่ได้รับการแก้ไข ไทยจะเผชิญกับภาวะ “Ghetto ทางเศรษฐกิจ” หรือย่านธุรกิจแยกส่วนที่ถูกผูกขาดโดยกลุ่มทุนต่างชาติอย่างเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่ที่พัก ร้านอาหาร ไปจนถึงบริการนำเที่ยวในลักษณะครบวงจร ส่งผลให้เม็ดเงินรายได้หมุนเวียนอยู่เพียงในกลุ่มสัญชาติเดียวกัน ไม่กระจายสู่เศรษฐกิจฐานรากของท้องถิ่นอย่างที่ควรจะเป็น ทรัพยากรท่องเที่ยวจะถูกใช้เพื่อประโยชน์ของทุนข้ามชาติ ในขณะที่คนไทยในพื้นที่ต้องเผชิญกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นจนไม่สามารถประกอบธุรกิจในบ้านเกิดของตนเองได้
ผลลัพธ์ในบั้นปลายคือการที่ประเทศไทยจะกลายเป็นเพียง “ทางผ่านของเม็ดเงิน” ที่กำไรสุทธิจากการท่องเที่ยวถูกดูดซับกลับไปยังประเทศต้นทางผ่านระบบการชำระเงินข้ามชาติ โดยที่รัฐไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ขณะที่พื้นที่ยุทธศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติถูกแปรสภาพเป็นทุนส่วนบุคคลของชาวต่างชาติ ท้ายที่สุดสิ่งที่จะเหลือทิ้งไว้คือความเสื่อมโทรมของทรัพยากร และสิทธิในการถือครองที่ดินที่เปลี่ยนมือไปจนคนไทยรุ่นหลังอาจกลายเป็นเพียงผู้อาศัยบนแผ่นดินของตนเอง
นับว่าสถานการณ์นี้น่ากังวลยิ่ง เมื่ออธิปไตยทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังถูกถ่ายโอนผ่านช่องว่างทางกฎหมาย โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐบางกลุ่มร่วมเป็นผู้เอื้ออำนวยความสะดวกราวกับเป็นตัวแทนจำหน่ายอสังหาริมทรัพย์เสียเอง “หากคนในบ้านไม่เปิดประตูรับ แขกภายนอกย่อมไม่มีทางเข้ามารุกรานได้ลึกถึงเพียงนี้” ปัญหาจึงมิได้อยู่ที่ความอ่อนแอของข้อกฎหมาย แต่อยู่ที่การบังคับใช้กฎหมายที่ขาดความเที่ยงตรง
อย่างไรก็ตาม ยังถือเป็นความโชคดีของประเทศ ที่นายกรัฐมนตรี ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงรุกและเข้าถึงต้นตอของปัญหาที่เกาะพะงันและภูเก็ตด้วยตนเอง ถือเป็นการตัดวงจรความไม่ชอบมาพากลได้อย่างทันท่วงที ก่อนที่ความเสียหายจะขยายตัวจนยากจะเยียวยา และเป็นการส่งสัญญาณเตือนเจ้าหน้าที่ที่ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ให้หันกลับมาปกป้องผลประโยชน์ของชาติอย่างจริงจัง
2569-05-17 “ชัยทัศน์”



