2569-07-14
INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์”
ประจำวันที่ 14 กรกฎาคม 2569
“เบอร์“เป็นของรัฐ ”วัน“เป็นของระบบ แต่ ”เงิน“ ต้องเป็นของประชาชน
ท่ามกลางยุคสมัยที่เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยขับเคลื่อนด้วยความเร็วแสงและการเข้าถึงโครงข่ายโทรคมนาคมกลายเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ทว่ากลับมี “หลุมดำ” ขนาดใหญ่ที่ถูกมองข้ามมานานหลายทศวรรษ นั่นคือเม็ดเงินตกค้างในระบบซิมเติมเงิน (Prepaid) ทั้งจากผู้บริโภคในประเทศที่ถูกตัดสัมพันธ์เพียงเพราะ “วันใช้งานหมดอายุ” และนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางกลับประเทศ
เงินจำนวนมหาศาลที่ตกค้างอยู่ในหน้าจออุปกรณ์เหล่านี้กำลังถูกแปรสภาพเป็น “รายได้แฝง” ของค่ายมือถืออย่างเงียบเชียบ ทั้งที่ตามหลักกฎหมายและอารยประเทศ เงินทุกบาทที่ประชาชนชำระไว้ล่วงหน้า ย่อมถือเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคลที่ผู้ให้บริการไม่มีความชอบธรรมใด ๆ ที่จะริบไปเป็นของตน
หากพิจารณาในเชิงโครงสร้าง ทรัพยากรโทรคมนาคมในปัจจุบันถูกแบ่งแยกบทบาทหน้าที่และสิทธิ์ขาดไว้อย่างชัดเจน “หมายเลขโทรศัพท์” คือทรัพยากรของชาติที่อยู่ภายใต้การจัดสรรของรัฐ (กสทช.) เพื่อประโยชน์สาธารณะ ขณะที่ “วันใช้งาน” คือเงื่อนไขเชิงพาณิชย์ที่ระบบคอมพิวเตอร์ของค่ายมือถือคำนวณขึ้นตามกลไกตลาด ทว่าความวิบัติทางตรรกะเกิดขึ้นเมื่อ “วันหมดอายุ” ถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการลบล้าง “ความเป็นเจ้าของทรัพย์สิน” เงินทุกบาทที่ประชาชนควักจ่ายล่วงหน้า ตราบใดที่ยังไม่ได้ถูกแปรเปลี่ยนเป็นค่าโทรหรือค่าดาต้า ย่อมมีสถานะทางกฎหมายเป็นเงินฝากหรือสิทธิประโยชน์บริสุทธิ์ของผู้บริโภค การที่ค่ายมือถือริบเงินส่วนนี้เข้ากระเป๋าตัวเองเมื่อซิมหมดอายุ จึงกลายเป็นคำถามใหญ่ที่ท้าทายทั้งหลักนิติธรรมและหลักธรรมาภิบาลของประเทศ
บรรทัดฐานสากลในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว จะพบว่าหน่วยงานกำกับดูแลไม่ได้ปล่อยปละละเลยให้เกิดการตักตวงผลประโยชน์บนความเฉยเมยของผู้บริโภค ในสหราชอาณาจักร (UK) ภายใต้การกำกับของ Ofcom ค่ายมือถือมีหน้าที่ต้อง “คืนเงิน”ที่เหลืออยู่ทั้งหมดให้แก่ผู้ใช้บริการเมื่อมีการยกเลิกหรือย้ายค่าย ขณะที่ศาลฎีกาของเยอรมนีเคยมีคำพิพากษาเป็นบรรทัดฐานระดับโลกว่า การริบเงินในซิมเติมเงินเข้าบริษัทถือเป็นเรื่อง “มิชอบด้วยกฎหมาย” หรือแม้กระทั่งประเทศที่กำลังปฏิรูประบบโครงสร้างอย่างปากีสถาน ก็ยังเลือกปกป้องสิทธิ์ด้วยการผูกมูลค่าเงินเข้ากับหมายเลขบัตรประชาชน หากซิมถูกปิด เงินจะถูกโอนกลับเข้ากระเป๋าเงินดิจิทัลอัตโนมัติ สะท้อนให้เห็นว่าในเวทีสากล “สิทธิ์ในทรัพย์สินของประชาชน” คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ระบบทุนไม่สามารถใช้อำนาจพลการเข้าแทรกแซงได้
ย้อนกลับมาพิจารณาความจริงในประเทศไทย ปัญหาที่แท้จริงอาจไม่ได้อยู่ที่ความพิการของตัวบทกฎหมาย เพราะประกาศ กสทช. ระบุชัดเจนว่าเมื่อสัญญาเลิกกัน ผู้ให้บริการมีหน้าที่ต้องคืนเงินค่าบริการที่ชำระไว้ล่วงหน้า แต่ปมเขื่องกลับอยู่ที่ “ภาคปฏิบัติ” ที่ถูกสร้างขึ้นมาพร้อมกับกำแพงสูงลิ่ว ค่ายมือถือมักกำหนดเงื่อนไขทางอ้อมให้ผู้บริโภคต้องเดินทางไปแสดงตัวที่สำนักงานใหญ่ ยื่นเอกสารระบุขั้นตอนวุ่นวายเพื่อขอเงินคืนหลักสิบหรือหลักร้อยบาท ซึ่งเป็นการ “ตั้งกำแพงเชิงพฤติกรรม” เพื่อบีบให้ผู้บริโภคถอดใจและปล่อยทิ้งเงินนั้นไปเอง ส่วนกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ (Tourist SIM) ยิ่งกลายเป็นเหยื่ออันโอชะ เพราะพวกเขาบินกลับประเทศไปพร้อมกับเศษเงินที่ค้างในระบบ ซึ่งเมื่อนำมาถักทอรวมกันแล้ว มันคือภูเขาน้ำแข็งมูลค่าหลักหลายร้อยล้านจนถึงพันล้านบาทต่อปีที่ไม่มีใครกล้าเปิดเผยตัวเลขที่แท้จริงต่อสาธารณะ
นับเป็นความย้อนแย้งเชิงโครงสร้างอย่างยิ่งในยุคดิจิทัล ที่ระบบการทำธุรกรรมและการยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทยมีศักยภาพสูงจนสามารถขับเคลื่อนได้ในระดับวินาที ทว่าเมื่อเข้าสู่กระบวนการคืนเงินคงเหลือของผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ระบบอันทันสมัยเหล่านั้นกลับเผชิญภาวะชะงักงันและข้อขัดข้องทางเทคนิคอย่างมีนัยสำคัญ ความเฉื่อยชาในการดำเนินงานนำมาซึ่งข้อกังขาว่า เทคโนโลยีสารสนเทศของผู้ประกอบการถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการจัดเก็บรายได้เพียงฝ่ายเดียวหรือไม่ ขณะที่กลไกการกำกับดูแลยังคงขาดความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย ปล่อยให้ผลประโยชน์อันมิควรได้ตกอยู่กับภาคเอกชนโดยปราศจากมาตรการลงทัณฑ์
กสทช. ในฐานะองค์กรกำกับดูแลตามรัฐธรรมนูญ น่าจะต้องบังคับใช้อำนาจรัฐเพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์สาธารณะอย่างเร่งด่วน โดยตัดลดขั้นตอนการแสดงสิทธิ์ทางเอกสารที่ซับซ้อน และมุ่งเป้าหมายทางเทคโนโลยีไปที่การพิจารณาคืนเงินตรงไปยังเจ้าของอุปกรณ์ที่ใช้ซิมการ์ดนั้นเป็นสำคัญ เนื่องจากเป็นผู้ถือครองและใช้งานทรัพยากรจริงในระบบ ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เม็ดเงินดังกล่าวตกค้างและกลายเป็นผลประโยชน์ส่วนเกินของกลุ่มทุนโทรคมนาคม เพราะโดยหลักการแล้ว “เลขหมาย” ..เป็นทรัพยากรของชาติ “วัน”..ใช้งานเป็นเงื่อนไขของระบบ แต่“เงิน“..ทุกบาททุกสตางค์คือทรัพย์สินส่วนบุคคลอันเป็นสิทธิ์ชอบธรรมของประชาชนโดยเด็ดขาด



