หน้าแรกINSIDE - INSIGHTเกาหลีใต้ปูพรมแบน “4 จังหวัดอีสาน” บีบไทยล้างบาง “ผีน้อย”

เกาหลีใต้ปูพรมแบน “4 จังหวัดอีสาน” บีบไทยล้างบาง “ผีน้อย”

เผยแพร่

spot_img

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์”

ประจำวันที่ 15 กรกฎาคม 2569

                             มาตรการลงโทษทางภูมิศาสตร์ของรัฐบาลเกาหลีใต้ที่สั่งระงับวีซ่าเกษตรตามฤดูกาล (E-8) จาก 4 จังหวัดใหญ่ภาคอีสาน (อุดรธานี ขอนแก่น ชัยภูมิ มหาสารคาม) หลังอัตราการปฏิเสธสัญญาและหลบหนีเข้าสู่เมืองพุ่งสูงกว่า 20% ถือเป็น “ใบแดง” ใบแรกที่ส่งสัญญาณว่ารัฐบาลโซลหมดความอดทนกับระบบบริหารจัดการของไทย 

                            ปรากฏการณ์นี้ไม่เพียงแต่เปลือยความล้มเหลวของการคัดกรองแรงงานตั้งแต่ต้นทาง แต่ยังเป็นกระจกเงาบานใหญ่ที่สะท้อนกลับมายังประเทศไทย  ประเทศที่กำลังเผชิญหน้ากับภาวะแรงงานข้ามชาตินอกระบบนับล้านคน ทว่ากลับเลือกบริหารจัดการด้วยวิธีประนีประนอม ปล่อยให้ระบบเศรษฐกิจฐานรากเคลื่อนไหวไปตามยถากรรม และรอให้เกิดปัญหาเชิงโครงสร้างก่อนจึงค่อยคิดพิมพ์เขียวแก้ไขไปวันๆ

                          เมื่อกางโรดแมปเปรียบเทียบในตลาดแรงงานระดับสากล ไทยกลายเป็นประเทศที่ครองแชมป์พำนักผิดกฎหมายในเกาหลีใต้สูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่งกว่า 1.4 แสนคน ขณะที่ประเทศคู่แข่งทางเศรษฐกิจอย่างเวียดนามหรือฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นแหล่งป้อนแรงงานในภาคอุตสาหกรรมหนักและงานเกษตรกรรมเช่นกัน กลับเลือกใช้วิธีควบคุมเชิงรุกที่เด็ดขาด รัฐบาลเวียดนามบังคับวางเงินประกันในอัตราสูงก่อนเดินทาง หากแรงงานหนีระบบ เงินดังกล่าวจะถูกริบทันที พร้อมมาตรการจำกัดสิทธิ์โควตาในระดับชุมชนอย่างจริงจัง 

                          ครั้นตัดสลับมาที่ประเทศไทย มาตรการป้องปรามแรงงานนอกระบบยังคงวนเวียนอยู่กับการขอความร่วมมือและตั้งโต๊ะประชาสัมพันธ์ ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์แรงงาน มาตรการเหล่านี้แทบไม่มีน้ำหนักเชิงปฏิบัติเมื่อเทียบกับส่วนต่างค่าแรงที่ต่างกันถึง 5 เท่าตัว

                         ปรากฏการณ์แรงงานนอกระบบของไทยในโซล ก็คือพิมพ์เขียวเนื้อเดียวกันกับภาพรวมของแรงงานจาก เมียนมา กัมพูชา และลาว ที่หลั่งไหลเข้ามาแสวงหาโอกาสในประเทศไทย แรงงานจากสามประเทศเพื่อนบ้านยอมเผชิญความเสี่ยงเพื่อเข้ามาขับเคลื่อนภาคการประมง ก่อสร้าง และเกษตรกรรมของไทย ด้วยแรงผลักดันจากข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและความไม่สงบภายในประเทศ โดยมีแรงดึงดูดสำคัญคืออัตราค่าแรงในไทยที่แม้คนในประเทศจะมองว่าไม่สูงนัก แต่กลับมั่นคงกว่าบ้านเกิดของพวกเขาหลายเท่าตัว

                          ในมิติเชิงโครงสร้าง พวกเขาจึงทำหน้าที่เติมเต็มช่องว่างในกลุ่มงานที่แรงงานท้องถิ่นเริ่มปฏิเสธ ทว่าสิ่งที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงคือ ในขณะที่เกาหลีใต้ใช้ระบบเทคโนโลยีและกำแพงกฎหมายในการคัดกรองประชากรอย่างเข้มงวด รัฐบาลไทยกลับเลือกบริหารจัดการด้วยการโอนอ่อนไปตามสภาพหน้างาน และเปิดให้มีการผ่อนผันขึ้นทะเบียนรอบใหม่เป็นระยะตามแรงกดดันของภาคธุรกิจ โดยอาศัยกลไกการประนีประนอมในระดับท้องถิ่นเป็นสิ่งหล่อลื่นที่ทำให้ระบบนอกกฎหมายนี้ยังคงดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง

                            ท่ามกลางมาตรการอันเข้มงวดของเกาหลีใต้นั้น ความจริงที่น่าพิจารณาคือ ประกาศ “แบนรายจังหวัด” ของกรุงโซล อาจเป็นเพียงการแสดงจุดยืนเชิงสัญลักษณ์เพื่อลดแรงเสียดทานทางการเมืองภายในประเทศเท่านั้น เพราะในมิติทางเศรษฐศาสตร์ รัฐบาลเกาหลีใต้ต่างทราบดีว่า หากภาคเกษตรกรรมหรือโรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็กขาดแคลนแรงงานไทยที่ยอมทำงานหนักในกลุ่มงานที่ชาวเกาหลีปฏิเสธ ดัชนีค่าครองชีพและราคาอาหารในประเทศย่อมต้องเผชิญกับภาวะผันผวนอย่างรุนแรง การปิดประตูใส่แรงงานบางพื้นที่จึงเป็นเพียงการจัดระเบียบชั่วคราวที่ขัดแย้งกับอุปสงค์ในความเป็นจริง ซึ่งไม่ต่างอะไรกับฝั่งประเทศไทย ที่มักแสดงความกังวลต่อการทะลักของแรงงานข้ามชาติตามหน้าสื่อ ทว่าเมื่อถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวหรือช่วงเวลาที่ภาคอุตสาหกรรมเผชิญภาวะวิกฤตขาดแคลนกำลังคน กลไกภาครัฐก็มักจะเลือกใช้วิธีผ่อนปรนเชิงนโยบายเพื่อประคองตัวเลขทางเศรษฐกิจ สะท้อนความย้อนแย้งที่เกิดขึ้นทั้งในโซลและกรุงเทพฯ ว่าในท้ายที่สุดแล้ว ความมั่นคงของระบบเศรษฐกิจที่ทั้งสองประเทศภาคภูมิใจ ต่างกำลังค้ำยันอยู่บนหยาดเหงื่อของกลุ่มคนที่พวกเขาประทับตราว่าเป็นผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายด้วยกันทั้งสิ้น

                             มาตรการแบนรายจังหวัดของเกาหลีใต้จึงกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่บีบให้สังคมไทยต้องหันกลับมาตรวจสอบโครงสร้างภายในกันเอง วันนี้ระบบการจัดส่งแรงงานตามระบบทวิภาคีที่ภาครัฐเคยผลักดัน กำลังเผชิญวิกฤตความน่าเชื่อถือในระดับสากล ตราบใดที่ดัชนีความเหลื่อมล้ำในประเทศยังคงเป็นกำแพงสูงชัน และภาระหนี้สินยังคงเป็นข้อจำกัดในการยกระดับคุณภาพชีวิต แรงงานไทยจำนวนไม่น้อยก็ยังพร้อมที่จะเลือกเส้นทางนอกระบบในต่างแดนอย่างจำยอม เพราะสำหรับผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์แล้ว โอกาสในการสร้างรายได้ในต่างแดนย่อมมีน้ำหนักมากกว่านโยบายพัฒนาคุณภาพชีวิตระยะยาวของภาครัฐที่ยังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรม

                            ปรากฏการณ์นี้ได้เผยความจริงอันย้อนแย้งว่า เมื่อ เกาหลีใต้เลือกที่จะแสดงท่าทีกราดเกรี้ยวและพร้อมตัดเยื่อใยกับแรงงานไทย เพื่อรักษาอำนาจต่อรองและมาตรฐานกฎหมายอันเข้มงวดของตนเอง แต่รัฐบาลไทยกลับทำได้เพียงอ่อนข้อและประนีประนอมให้กับแรงงานจากเมียนมา กัมพูชา และลาว ที่ทะลักเข้ามาในประเทศ เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันได้กลายเป็นโรคเสพติดแรงงานราคาถูกจนไม่สามารถขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเอง สะท้อนภาพจำลองอันน่าคิดว่า ในขณะที่เรากำลังตั้งคำถามกับมาตรการอันแข็งกร้าวของกรุงโซล ประเทศไทยเราเองก็กำลังติดกับดักของการบริหารจัดการที่หย่อนยาน ปล่อยให้ระบบเศรษฐกิจฐานรากฝากความหวังไว้กับแรงงานนอกระบบอย่างไม่มีทางเลือก และทำได้เพียงเฝ้ารอให้ระเบิดเวลาทางสังคมปะทุขึ้นในบ้านตัวเองเข้าสักวัน

#แรงงานนอกระบบ#แรงงานไทย.#INSIDE INSIGHT#ชัยทัศน์วิเคราะห์#เกาหลีใต้สั่งระงับวีซ่า

ข่าวล่าสุด

“ทิ้งซิม” เท่ากับ“ทิ้งเงิน” ..พันล้านที่ถูกกลืนเงียบในระบบเติมเงินไทย

2569-07-14 INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์” ประจำวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 “เบอร์“เป็นของรัฐ ”วัน“เป็นของระบบ แต่ ”เงิน“ ต้องเป็นของประชาชน                            ท่ามกลางยุคสมัยที่เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยขับเคลื่อนด้วยความเร็วแสงและการเข้าถึงโครงข่ายโทรคมนาคมกลายเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ทว่ากลับมี “หลุมดำ” ขนาดใหญ่ที่ถูกมองข้ามมานานหลายทศวรรษ...

เชียงใหม่,กรุงเทพ ฯ ติด “เมืองงามอันดับโลก”  ภาพสะท้อนเบื้องหลังยังสอบตกผุกร่อนด้วยทุนเทา-สแกมเมอร์

Travel + Leisure ประกาศให้ "เชียงใหม่" คว้าอันดับ 3 และ "กรุงเทพมหานคร" ติดอันดับ 6 เมืองที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2569 คือยากระตุ้นหัวใจชั้นดีของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

อิจฉา…“คนรวย”  และ สงสาร…”คนจน”   มายาคติบน “กระดานเอียง..” ที่ไร้กติกา

“คนราย” กับ “คนจน” ปมปัญหาที่แท้จริงหาใช่เรื่องของบุญวาสนาหรือความเกียจคร้านไม่ แต่คือ “ความอยุติธรรมของกติกาเชิงโครงสร้าง” ที่เอื้อให้เกิดการผูกขาด ขัดขวางการขยับสถานะทางสังคม (Social Mobility)

2572 คลื่นความถี่  ทำ ”จอดับ“ หรือไปต่อ !  “ลดช่องทีวี” หรือ   “เพิ่มมือถือ” ? 

นับถอยหลังอีกเพียงไม่ถึง 3 ปี ใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ดิจิทัลภาคพื้นดินประเภทธุรกิจทั้ง 15 ช่องที่เหลือรอด จะสิ้นสุดอายุลงพร้อมกันในอัสดงแห่งปี พศ. 2572

ข่าวอื่นๆ

“ทิ้งซิม” เท่ากับ“ทิ้งเงิน” ..พันล้านที่ถูกกลืนเงียบในระบบเติมเงินไทย

2569-07-14 INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์” ประจำวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 “เบอร์“เป็นของรัฐ ”วัน“เป็นของระบบ แต่ ”เงิน“ ต้องเป็นของประชาชน                            ท่ามกลางยุคสมัยที่เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยขับเคลื่อนด้วยความเร็วแสงและการเข้าถึงโครงข่ายโทรคมนาคมกลายเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ทว่ากลับมี “หลุมดำ” ขนาดใหญ่ที่ถูกมองข้ามมานานหลายทศวรรษ...

เชียงใหม่,กรุงเทพ ฯ ติด “เมืองงามอันดับโลก”  ภาพสะท้อนเบื้องหลังยังสอบตกผุกร่อนด้วยทุนเทา-สแกมเมอร์

Travel + Leisure ประกาศให้ "เชียงใหม่" คว้าอันดับ 3 และ "กรุงเทพมหานคร" ติดอันดับ 6 เมืองที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2569 คือยากระตุ้นหัวใจชั้นดีของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

อิจฉา…“คนรวย”  และ สงสาร…”คนจน”   มายาคติบน “กระดานเอียง..” ที่ไร้กติกา

“คนราย” กับ “คนจน” ปมปัญหาที่แท้จริงหาใช่เรื่องของบุญวาสนาหรือความเกียจคร้านไม่ แต่คือ “ความอยุติธรรมของกติกาเชิงโครงสร้าง” ที่เอื้อให้เกิดการผูกขาด ขัดขวางการขยับสถานะทางสังคม (Social Mobility)