หน้าแรกINSIDE - INSIGHTคมนาคม กับหลอดไฟ 8 แสนดวง สว่างจริงไหม ?

คมนาคม กับหลอดไฟ 8 แสนดวง สว่างจริงไหม ?

เผยแพร่

spot_img

อภิมหาโปรเจกต์บนความมืดมิดที่แท้จริง..ของชาวบ้าน !

ชำแหละรอยต่อทางหลวงชนบท-ท้องถิ่น เมื่อ “ความปลอดภัย” ถูกแบ่งแยกด้วยป้ายบอกเขตรับผิดชอบ และแผลลึกรัฐรวมศูนย์ที่ไปไม่ถึงรากหญ้า

                               ท่ามกลางการประโคมข่าวผลงานอันสว่างไสวของกระทรวงคมนาคม ในการขับเคลื่อนแผนทยอยปรับเปลี่ยนหลอดไฟทางหลวงชนบทเป็นระบบ LED อัจฉริยะจำนวนกว่า 800,000 ดวงทั่วประเทศ ภายใต้เป้าหมายอันสวยหรูเพื่อลดค่าไฟและอุบัติเหตุภายในปี 2571  ทว่าเมื่อนำแผนที่โครงข่ายถนนมาทาบทับกับแนวเขตงบประมาณ ความจริงเชิงตัวเลขกลับฟ้องถึงความย้อนแย้งเชิงโครงสร้างเพราะแสงสว่างมูลค่ามหาศาลนี้จะฉายลงบนถนนเพียงแค่ 7% ของประเทศที่เป็นของส่วนกลาง ในขณะที่โครงข่ายถนนสายรองและทางเข้าหมู่บ้านอีกกว่า 86% ที่อยู่ภายใต้การดูแลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศ ยังคงต้องถูกทิ้งไว้ในความสลัวรางตามยถากรรมทางงบประมาณ

                             พลิกเอกสาร  แล้วกางตัวเลขสถิติถนนของประเทศไทยมาตรวจสอบร่วมกัน จะพบสัดส่วนที่น่าตกใจอย่างยิ่ง ประเทศไทยมีถนนทุกประเภทรวมกันกว่า 700,000 กิโลเมตร แต่เป็นถนนภายใต้การดูแลของกรมทางหลวงชนบท (ทช.) เพียงประมาณ 49,000 กิโลเมตร หรือคิดเป็นสัดส่วนเพียงแค่ 7% ของโครงข่ายทั้งหมดเท่านั้น   การที่กระทรวงคมนาคมเร่งทยอยเปลี่ยนหลอดไฟจนครบ 8 แสนดวง จึงน่าจะเป็นเพียงการแก้ปัญหาแบบ “สว่างกระจุก” อยู่บนถนนสายหลักและสายรองชั้นดีของส่วนกลาง   ขณะที่ถนนสายย่อยในชีวิตประจำวันของชาวบ้านอีกกว่า 600,000 กิโลเมตรที่ดูแลโดย อปท. ทั้ง 7,849 แห่ง กลับไม่มีส่วนแบ่งใดๆ ในอภิมูลค่างบประมาณก้อนนี้เลยแม้แต่หลอดเดียว

                                 ความลักลั่นที่เกิดขึ้นนี้กลายเป็นภาพเชิงสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึงระบบราชการไทย ที่ราวกับกำลังบอกประชาชนทางอ้อมผ่านแสงไฟว่า หากคุณต้องการความสว่างและความปลอดภัยระดับมาตรฐานสากล โปรดใช้บริการเฉพาะถนนสายหลักของส่วนกลางเท่านั้น เพราะทันทีที่ล้อรถของท่านแล่นผ่านรอยต่อเขตแดนจากถนนทางหลวงชนบทเข้าสู่ถนนของ อบต. แสงไฟ LED สีขาวนวลอันทันสมัยจะดับวูบลงทันที และแทนที่ด้วยความสลัวรางอันน่ากังวล ความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุบนท้องถนนเมืองไทยจึงไม่ได้เกิดขึ้นจากสภาพรถหรือคนเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากระบบราชการที่แบ่งแยกมาตรฐานความปลอดภัยของประชาชนตามกรรมสิทธิ์การถือครองถนนของหน่วยงาน ซึ่งเป็นเรื่องย้อนแย้งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในระบบบริหารจัดการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน

                              รากเหง้าของปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากความละเลยของ อปท. หากแต่เป็นผลจากโครงสร้างการกระจายอำนาจที่ยังมีช่องว่างขนาดใหญ่ แม้รัฐบาลจะถ่ายโอนถนนหลายแสนกิโลเมตรให้ท้องถิ่นดูแลตามกฎหมาย แต่ข้อจำกัดด้านเพดานงบประมาณอุดหนุนและรายได้จัดเก็บของท้องถิ่นกลับไม่เคยสอดคล้องกับความยาวถนนจริง ท้องถิ่นขนาดเล็กหลายแห่งทั่วประเทศต้องเผชิญภาวะงบประมาณตึงตัว มีงบพอเพียงแค่การปะผุถนนซ่อมแซมเบื้องต้น แต่ไม่มีงบลงทุนก้อนใหญ่เพียงพอสำหรับการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีไฟส่องสว่างอัจฉริยะราคาแพง และขาดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในการควบคุมระบบไฟฟ้าแรงสูง ส่งผลให้ในขณะที่ส่วนกลางกำลังเดินหน้าสู่ยุคควบคุมไฟผ่านระบบคลาวด์บนท้องฟ้า ท้องถิ่นส่วนใหญ่ยังคงต้องดิ้นรนซ่อมบำรุงไฟระบบเดิมไปตามมีตามเกิด

                          เหลียวมองซ้ายขวาเพื่อนบ้านในภูมิภาค เราจะเห็นทางออกที่ชัดเจนว่า  สิงคโปร์แก้ปัญหานี้ด้วยระบบ “หนึ่งเดียวทั้งเกาะ” ภายใต้หน่วยงาน LTA ที่ควบคุมระบบไฟอัจฉริยะในแพลตฟอร์มเดียวอย่างไร้รอยต่อ   ขณะที่มาเลเซียแม้จะมีรัฐท้องถิ่น แต่พวกเขาก็ควบคุมด้วย “มาตรฐาน JKR ร่วมกันทั่วประเทศ” โดยรัฐบาลกลางจะรับหน้าที่จัดซื้อในปริมาณมหาศาล  เพื่อให้ได้ราคาที่ถูกลงแล้วกระจายต่อให้ท้องถิ่นตามสเปกเดียวกัน

                        ผิดแผกแตกต่างกับประเทศไทยที่งบประมาณระบบไฟทางหลวงเปรียบเสมือนเค้กที่ถูกหั่นแบ่งตามกระทรวง ทบวง กรม   ต่างคนต่างซื้อ ต่างคนต่างกำหนดราคากลาง จนกลายเป็นช่องโหว่ให้สังคมตั้งข้อกังขาเรื่องความโปร่งใสและราคาต่อหน่วยอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

                       เรื่องนี้จึงไม่ใช่การตั้งคำถามว่าโครงการเปลี่ยนหลอดไฟของกระทรวงคมนาคมดีหรือไม่   เพราะโดยหลักการแล้วมันคือความจำเป็นสูงสุด  แต่ประเด็นสำคัญคือความล้มเหลวในการบูรณาการของรัฐบาลไทย หากรัฐบาลยังคงปล่อยให้การจัดการไฟฟ้าส่องสว่างแยกส่วนระหว่าง กระทรวงคมนาคม และ กระทรวงมหาดไทย ต่อให้เปลี่ยนหลอดไฟไปอีกกี่ล้านดวง ประเทศไทยก็ยังคงมืดมิดในพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ดี

                       ถึงเวลาแล้วที่ต้องยุติระบบ “ค่ายใครค่ายมัน” แล้วก้าวสู่การจัดตั้ง “แพลตฟอร์มบริหารจัดการไฟฟ้าสำหรับหน่วยงานรัฐแห่งชาติ” เพื่อรวมศูนย์เทคโนโลยีและกระจายความปลอดภัยไปสู่ทุกตารางนิ้วบนท้องถนนอย่างเท่าเทียม เพราะชีวิตของประชาชนไม่ควรถูกตีค่าและแบ่งแยกด้วยแนวเขตแดนของระบบราชการ

ข่าวล่าสุด

ครวญ “เถียนมี่มี่” การทูตเชิงวัฒนธรรมในสไตล์ ”อนุทิน“

ยุค พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ โดดเด่นด้วยนโยบาย “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” และยุคทักษิณ ชินวัตร ชูนโยบาย “การทูตปากท้องและพาณิชย์นิยม” ในยุคของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล กลับสร้างตัวตนทางการทูตที่แตกต่างด้วยการใช้ “การทูตเชิงวัฒนธรรมและเสียงดนตรี” (Music & Cultural Diplomacy) เป็นเครื่องมือหลักในการละลายพฤติกรรม

NENE ฟีเวอร์ จาก Zombie ถึง “Shadows of the Past”

ปรากฏการณ์ของ "เนเน่ รอยัล" Nene Royal หรือ น้องแพรว-รัตติการ อัมลอย สาวน้อยวัย 17 ปีจากภูเก็ต ที่สับคอร์ดกีตาร์ไฟฟ้าพร้อมระเบิดเสียงร้องในเพลง Zombie บนเวที America's Got Talent Season 21

ผ่าตัดงบ 1,600 ล้าน “THAI AI Passport” กับแผลสด “สำเพ็ง-ประตูน้ำ” ที่รัฐบาลกำลังหลงทิศในสมรภูมิล้านล้าน

ในขณะที่ระบบเศรษฐกิจฐานรากและย่านค้าส่งในตำนานอย่างสำเพ็ง ประตูน้ำ และโบ๊เบ๊ กำลังเผชิญภาวะ "ปฏิวัติเงียบ" จนร้านค้าดั้งเดิมล้มหายตายจากไปต่อหน้าต่อตาจากการทะลักของสินค้าราคาถูกข้ามชาติ

อวสาน “สำเพ็ง-ประตูน้ำ”? เมื่อทำเลทองพันล้าน กำลังถูกกลืนกินด้วย “ตลาดนัดลอยฟ้า” ข้ามชาติ

กลไกการทำกำไรของแพลตฟอร์มต่างชาติเหล่านี้ไม่ต่างจากห้างสรรพสินค้าผูกขาดขนาดใหญ่

ข่าวอื่นๆ

ครวญ “เถียนมี่มี่” การทูตเชิงวัฒนธรรมในสไตล์ ”อนุทิน“

ยุค พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ โดดเด่นด้วยนโยบาย “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” และยุคทักษิณ ชินวัตร ชูนโยบาย “การทูตปากท้องและพาณิชย์นิยม” ในยุคของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล กลับสร้างตัวตนทางการทูตที่แตกต่างด้วยการใช้ “การทูตเชิงวัฒนธรรมและเสียงดนตรี” (Music & Cultural Diplomacy) เป็นเครื่องมือหลักในการละลายพฤติกรรม

NENE ฟีเวอร์ จาก Zombie ถึง “Shadows of the Past”

ปรากฏการณ์ของ "เนเน่ รอยัล" Nene Royal หรือ น้องแพรว-รัตติการ อัมลอย สาวน้อยวัย 17 ปีจากภูเก็ต ที่สับคอร์ดกีตาร์ไฟฟ้าพร้อมระเบิดเสียงร้องในเพลง Zombie บนเวที America's Got Talent Season 21

ผ่าตัดงบ 1,600 ล้าน “THAI AI Passport” กับแผลสด “สำเพ็ง-ประตูน้ำ” ที่รัฐบาลกำลังหลงทิศในสมรภูมิล้านล้าน

ในขณะที่ระบบเศรษฐกิจฐานรากและย่านค้าส่งในตำนานอย่างสำเพ็ง ประตูน้ำ และโบ๊เบ๊ กำลังเผชิญภาวะ "ปฏิวัติเงียบ" จนร้านค้าดั้งเดิมล้มหายตายจากไปต่อหน้าต่อตาจากการทะลักของสินค้าราคาถูกข้ามชาติ