INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์”
ประจำวันที่ 26 สิงหาคม 2569
ไทยจะเลือก “ตรึงราคา อุดหนุน แทรกแซง” หรือช่วยประชาชนให้ตรงจุด ?
ราคาสินค้าจำเป็นกำลังกลายเป็นบททดสอบประสิทธิภาพรัฐบาล เพราะประชาชนไม่ได้วัดเศรษฐกิจจากตัวเลขมหภาคเพียงอย่างเดียว แต่จากราคาที่ต้องจ่ายทุกวัน คำถามจึงไม่ใช่ใครกำลัง “ชนกำแพง” ทางการเมือง หากคือรัฐบาลจะลดกำแพงค่าครองชีพให้ประชาชนได้อย่างไร
ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคกำลังกลับมาเป็นโจทย์สำคัญของเศรษฐกิจปากท้อง โดยเฉพาะไข่ไก่ซึ่งปรับขึ้นต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ล่าสุดเครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ 4 แห่งปรับราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มจาก 3.80 บาท เป็น 4.00 บาทต่อฟอง มีผลตั้งแต่ 7 สิงหาคม 2569 ขณะที่ข้อมูลราคาขายปลีกที่อัปเดต 24 สิงหาคม พบว่าไข่เบอร์ 4 อยู่ราว 4.05 บาท และเบอร์ 3 ราว 4.35 บาทต่อฟอง สะท้อนว่าราคาหน้าฟาร์มไม่ได้เป็นราคาที่ผู้บริโภคจ่ายจริงทั้งหมด
รัฐบาลไม่ได้ปล่อยให้กลไกตลาดเดินไปโดยไม่มีมาตรการ กรมการค้าภายในเตรียมและดำเนินโครงการ “ไข่ไก่ไทยช่วยไทย” ผ่านจุดจำหน่ายทั่วประเทศระหว่างวันที่ 13-31 สิงหาคม รวม 3.42 ล้านฟอง โดยตั้งเป้าจำหน่ายในราคาต่ำกว่าท้องตลาดประมาณ 10% พร้อมนำสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นอื่น เช่น น้ำมันพืชและข้าวสาร เข้าร่วมจุดจำหน่ายธงฟ้าด้วย มาตรการเช่นนี้ช่วยบรรเทาภาระผู้บริโภคได้ในระยะสั้น แต่โจทย์ที่ใหญ่กว่าคือ จะทำอย่างไรให้ระบบการผลิตและต้นทุนกลับมาสมดุลโดยไม่กดราคาจนเกษตรกรต้องแบกรับภาระแทน
เพราะราคาสินค้าไม่ได้เกิดจากผู้ค้าปลีกเพียงจุดเดียว ต้นทุนอาหารสัตว์ พลังงาน การขนส่ง สภาพอากาศ ปริมาณผลผลิต และความต้องการของตลาดล้วนเชื่อมโยงกันเป็นห่วงโซ่ ดังนั้นการแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพจึงต้องทำทั้งสองด้านพร้อมกัน คือ ช่วยผู้บริโภคไม่ให้รับภาระหนักเกินไป และรักษารายได้ของผู้ผลิตไม่ให้ต่ำจนการผลิตหดตัวในระยะต่อไป การที่กรมการค้าภายในใช้มาตรการเพิ่มทางเลือกในการซื้อ ขณะที่ภาครัฐติดตามต้นทุนและปริมาณผลผลิต จึงเป็นแนวทางที่ควรประเมินจากผลลัพธ์มากกว่าจำนวนมาตรการที่ประกาศ
ประเด็นที่น่าสนใจคือ ประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้ใช้สูตรเดียวกันในการรับมือกับราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น มาเลเซียกำลังเดินหน้า “ปล่อยราคา-ช่วยคน” มากขึ้น โดยรัฐบาลยุติการควบคุมราคาและทยอยยกเลิกเงินอุดหนุนไข่ตั้งแต่ปี 2568 และในปี 2569 ใช้ระบบช่วยเหลือแบบเจาะจงผ่านโครงการ SARA ซึ่งให้เครดิตผ่าน MyKad เพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น รวมถึงไข่และน้ำมันปรุงอาหาร กระทรวงการคลังมาเลเซียระบุล่าสุดว่าการปรับระบบอุดหนุนแบบมุ่งเป้ารวมถึงราคาไข่และไก่ ช่วยประหยัดงบประมาณ และนำทรัพยากรไปช่วยรองรับภาระพลังงานที่สูงขึ้น
อินโดนีเซียใช้แนวทางที่แตกต่างออกไป คือผสมทั้งการติดตามราคา การแทรกแซงตลาด การช่วยเหลือด้านอาหาร และการบริหารต้นทุนในห่วงโซ่อุปทาน รัฐบาลยังใช้โครงการ “ตลาดอาหารราคาถูก” และเตรียมมาตรการช่วยเหลือด้วยไข่และเนื้อไก่แก่ผู้รับประโยชน์จำนวนมาก ขณะเดียวกันยังใช้มาตรการควบคุมราคาสินค้าบางรายการ เช่น น้ำมันพืช ซึ่งมีราคาขายปลีกสูงสุดที่กำหนดไว้
บทเรียนจากสองประเทศจึงน่าสนใจสำหรับไทย มาเลเซียกำลังเปลี่ยนจากการอุดหนุนราคาไปสู่การช่วยเหลือผู้บริโภคแบบเจาะจง ขณะที่อินโดนีเซียใช้การแทรกแซงตลาดและการบริหารห่วงโซ่อุปทานควบคู่กับการช่วยเหลือประชาชน ส่วนไทยยังใช้มาตรการเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดและธงฟ้าเป็นเครื่องมือสำคัญในการบรรเทาภาระระยะสั้น
นี่ทำให้คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่า รัฐบาลไทยควบคุมราคาสินค้าได้หรือไม่ แต่อยู่ที่ว่า ประเทศไทยควรเลือกโมเดลใดในระยะยาว ระหว่างการตรึงราคา การอุดหนุนต้นทุน การเพิ่มปริมาณสินค้า การลดต้นทุนโลจิสติกส์ หรือการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยโดยตรง เพราะแต่ละวิธีมีต้นทุนทางการคลังและผลกระทบต่อผู้ผลิตแตกต่างกัน
ส่วนประเด็นทางการเมืองเรื่อง “กำแพง” จึงควรถูกวางไว้ในบริบทที่กว้างกว่าเกมระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้าน เพราะสำหรับประชาชน กำแพงที่สำคัญที่สุดไม่ใช่กำแพงในสภา แต่คือกำแพงระหว่างรายได้กับรายจ่าย หากค่าอาหาร พลังงาน และการเดินทางเพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้ ต่อให้รัฐบาลสามารถอธิบายตัวเลขเศรษฐกิจได้ดีเพียงใด ความรู้สึกว่า “ของแพง” ก็ยังคงอยู่ในชีวิตประจำวัน
ดังนั้น รัฐบาลไม่จำเป็นต้องทำให้สินค้าทุกชนิดราคาถูกตลอดเวลา เพราะบางครั้งราคาที่สูงขึ้นเป็นผลจากต้นทุนและกลไกตลาดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สิ่งที่ประชาชนมีสิทธิ์คาดหวังคือ รัฐบาลต้องรู้ว่าอะไรแพงเพราะอะไร รู้ว่าใครกำลังแบกรับต้นทุน และมีมาตรการที่ตรงจุดและทันเวลา เพราะเมื่อกำแพงค่าครองชีพสูงขึ้นเรื่อย ๆ ประชาชนไม่ได้ถามว่ารัฐบาลกำลังชนะฝ่ายค้านหรือไม่ หากกำลังถามง่าย ๆ ว่า “เงินในกระเป๋าของเรายังพอถึงสิ้นเดือนไหม ?“
#ค่าครองชีพสูง#มาตรการควบคุมราคา#INSIDE INSIGHT#ชัยทัศน์วิเคราะห์#THAITRIBUNE#ปรับราคาไข่ไก่



