INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์”
ประจำวันที่ 25 สิงหาคม 2569
เจาะลึกสถิติสาธารณสุขวิกฤตชาติ เมื่อเส้นเลือดในสมองแตก-ตีบกลายเป็นมัจจุราชคร่ามนุษย์
ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองรายใหม่เกิดขึ้นราว 1.5 แสน ถึง 250,000 รายต่อปี และคร่าชีวิตคนไทยสูงเป็นอันดับต้นๆ รองจากมะเร็งและโรคหัวใจตามบริบทปีนั้นๆ โดยมีผู้เสียชีวิตราว 30,000 – 50,000 คนต่อปี
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงรอยร้าวครั้งใหญ่ในระบบโครงสร้างสาธารณสุขไทย ที่ไม่เพียงแต่สร้างภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้ป่วยติดเตียงมหาศาล แต่ยังคุกคามกำลังแรงงานของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในแต่ละปี
เมื่อย้อนดูสถิติ 3 ปีที่ผ่านมา อัตราการป่วยและเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ในประเทศไทยไม่มีทีท่าว่าจะลดลง ซ้ำร้ายกราฟผู้ป่วยยังมีแนวโน้มดิ่งตัวเด็กลงอย่างน่าใจหาย จากเดิมที่เคยกระจุกตัวในกลุ่มผู้สูงอายุวัย 60 ปีขึ้นไป ปัจจุบันกลุ่มคนวัยทำงานตอนกลางช่วงอายุ 30 ถึง 50 ปี กลับล้มป่วยด้วยอาการอัมพฤกษ์อัมพาตเฉียบพลันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นปัญหาสังคมที่กัดเซาะเศรษฐกิจระดับจุลภาคและมหภาคพร้อมๆ กันอย่างเงียบเชียบ
เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน ประเทศไทยเผชิญความท้าทายที่ใกล้เคียงกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ เช่น อินโดนีเซียและเวียดนาม ที่วิถีชีวิตเมือง และวัฒนธรรมอาหารเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว ทว่าหากเทียบกับประเทศที่มีระบบสาธารณสุขปฐมภูมิเข้มข้นอย่างสิงคโปร์ ไทยยังคงเสียเปรียบในเรื่องความหนาแน่นและการกระจายตัวของแพทย์เฉพาะทางด้านสมอง รวมถึงความรวดเร็วในการเข้าถึงบริการ “Stroke Fast Track” ในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความเป็นความตายของผู้ป่วย
ต้นตอสำคัญที่ทำให้คนไทยป่วยเป็นโรคนี้ในปริมาณมหาศาลมาจาก 5 ปัจจัยเสี่ยงหลักที่ประชาชนควรตระหนักอย่างเร่งด่วน ได้แก่ 1) โรคเรื้อรัง NCDs ที่ไม่ได้รับการควบคุมอย่างจริงจัง ทั้งความดันโลหิตสูงและเบาหวาน 2) พฤติกรรมการบริโภคติดเค็ม ติดมัน และติดหวานตามกระแสวัฒนธรรมอาหารสมัยใหม่ 3) ความเครียดเรื้อรังและการพักผ่อนไม่เพียงพอของวิถีชีวิตคนเมือง 4) การขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และ 5) พฤติกรรมทำลายหลอดเลือดอย่างการสูบบุหรี่จัดและดื่มแอลกอฮอล์เกินพิกัด
ผู้เชี่ยวชาญโรคหลอดเลือดสมองระบุว่า วิกฤตนี้จึงเรียกร้องให้ภาครัฐและทุกภาคส่วนต้องปรับยุทธศาสตร์จากการตั้งรับมารุกคัดกรองที่ต้นทาง พร้อมทั้งยกระดับความตระหนักรู้เรื่องสัญญาณเตือนภัย B.E.F.A.S.T ให้ฝังรากลึกในทุกครัวเรือน เพื่อจดจำอาการผิดปกติและนำส่งโรงพยาบาลได้ทันท่วงที ประกอบด้วย
B (Balance) มีอาการทรงตัวไม่ได้ เดินเซ หรือวิงเวียนศีรษะฉับพลัน
E (Eyes) ตามัว มองเห็นภาพซ้อน หรือสูญเสียการมองเห็นชั่วขณะ
F (Face) หน้าเบี้ยว มุมปากตก หรือยิ้มแล้วไม่เท่ากัน
A (Arm) แขนหรือขาอ่อนแรง ชาข้างเดียว ยกไม่ขึ้น
S (Speech) พูดไม่ชัด พูดอ้อแอ หรือนึกคำพูดไม่ออก
T (Time) รีบนำส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุดภายในเวลาทอง (Golden Period)
ท้ายที่สุดแล้ว ในเมื่อระบบสาธารณสุขพยายามทุ่มเททรัพยากรทุกวิถีทางเพื่อยื้อชีวิตผู้ป่วยถึงหน้าห้องฉุกเฉิน คงถึงเวลาแล้วที่พวกเราทุกคนจะต้องหันมาใส่ใจดูแลต้นทุนชีวิตของตนเองอย่างจริงจัง ด้วยการยึดมั่นในคติ “ลดหวาน ลดเค็ม ลดมัน” ให้เป็นวิถีปฏิบัติประจำวัน มิฉะนั้น เราอาจต้องมานั่งทบทวนบทเรียนราคาแพงในวันที่สายเกินแก้ ว่าความอร่อยชั่วครู่บนปลายลิ้นนั้น… แท้จริงแล้วแลกมาด้วยอนาคตทั้งชีวิตของตัวเราเอง
#โรคหลอดเลือดสมอง#สะโตรก#INSIDE INSIGHT#ชัยทัศน์วิเคราะห์#THAITRIBUNE#Stroke Fast Track



