INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์”
ประจำวันที่ 29 สิงหาคม 2569
เส้นบางๆ ระหว่าง“เสรีภาพ”กับ..การละเมิด“ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์“
ถอดรหัสเบื้องหลังคำโต้ตอบสุดเจ็บแสบ ขัดแย้งอย่างไร ? กับกฎหมายสากลและจริยธรรมนักการเมือง
จากกรณีข้อพิพาททางวาจาระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและทนายความชื่อดัง ซึ่งลุกลามสู่การตั้งคำถามในระดับโครงสร้างทางสังคม กรณีการนำประวัติครอบครัวมาเป็นเครื่องมือโต้ตอบได้จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และภาคประชาสังคม สะท้อนให้เห็นถึงความย้อนแย้งอันน่ากังวลของผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรผู้พิทักษ์ความยุติธรรม ซึ่งขัดแย้งโดยตรงกับพันธกรณีสากลและปรัชญาพื้นฐานในการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
จุดเริ่มต้นของข้อถกเถียงนี้สืบเนื่องมาจากกรณีที่ทนายความอิสระคนหนึ่งเดินทางไปกระทรวงยุติธรรมเพื่อทวงถามความคืบหน้าคดีสำคัญ พร้อมกับใช้ถ้อยคำติดปากเฉพาะตัวในการให้สัมภาษณ์ ซึ่งแม้ถ้อยคำดังกล่าวจะถูกมองว่าขาดความสุภาพเรียบร้อยตามบรรทัดฐานสังคม แต่ปฏิกิริยาตอบโต้จากฝ่ายผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงกลับเลือกใช้วิธีการที่เข้มข้นยิ่งกว่า ผ่านการหยิบยกข้อมูลส่วนบุคคลในอดีตเกี่ยวกับสถานะทางอาญาของบุพการีของคู่กรณีมาตั้งเป็นคำถามเชิงเปรียบเทียบในที่สาธารณะ จนกลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและขอบเขตของการใช้วาทกรรมทางการเมือง
การโต้ตอบดังกล่าวไม่ใช่เพียงอารมณ์ชั่ววูบ หากแต่แฝงไว้ด้วยการคิดค้นไตร่ตรองและการเลือกสรรข้อมูลอย่างเฉพาะเจาะจง การที่ผู้นำองค์กรด้านความยุติธรรมเลือกดึงเอาตราบาปทางอาญาในอดีตมาใช้เป็นเครื่องมือเปรียบเทียบ ถือเป็นการสร้างวาทกรรมตีตรา (Stigmatization) ที่มุ่งลดทอนคุณค่าและเกียรติยศของบุคคลโดยอาศัยสถานะเชิงโครงสร้างและพื้นที่สื่อสาธารณะเป็นฐานอำนาจในการกดทับ ซึ่งพฤติกรรมลักษณะนี้ย่อมสร้างบรรทัดฐานอันตรายต่อวัฒนธรรมการวิพากษ์วิจารณ์ในระบอบประชาธิปไตย
ในมิติของกฎหมายและกติกาสากล ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR) และกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ได้บัญญัติรับรองหลักการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เกียรติยศ และชื่อเสียงไว้อย่างชัดเจน ประกอบกับหลักสากลที่ยึดถือว่า “ความผิดทางอาญาเป็นเรื่องเฉพาะตัว” การนำตราบาปของบิดามารดามาเชื่อมโยงเพื่อประจานบุตร จึงขัดแย้งกับหลักการสิทธิมนุษยชนสากลอย่างสิ้นเชิง และสะท้อนถึงการไม่ตระหนักรู้ในสิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์พึงมีอย่างเสมอภาคกัน
ท่าทีของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ที่ออกมาท้วงติงในกรณีนี้ จึงมีความชอบธรรมทั้งในแง่กฎหมายตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กสม. และในเชิงธรรมาภิบาลสากล องค์กรอิสระทำหน้าที่เป็นกลไกตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐไม่ให้ลุกล้ำสิทธิเสรีภาพของประชาชน การที่ผู้มีอำนาจรัฐกระทำการเสียเองย่อมอยู่ในข่ายที่ กสม. จำเป็นต้องออกโรงตักเตือน เพื่อมิให้เกิดบรรทัดฐานที่ยอมรับการใช้ถ้อยคำลดทอนความเป็นมนุษย์โดยผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
หัวใจสำคัญที่สร้างความเคลือบแคลงใจให้แก่สังคมมากที่สุด คือความย้อนแย้งระหว่างพฤติกรรมของผู้บริหารสูงสุดกับปรัชญาแก่นแท้ของกระทรวงยุติธรรม ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแล “กรมราชทัณฑ์” ภายใต้หลักการ“คืนคนดีสู่สังคม” การลบตราบาป และการให้โอกาสผู้พ้นโทษกลับคืนสู่เกียรติภูมิแห่งความเป็นมนุษย์ แต่เมื่อรัฐมนตรีผู้กำกับดูแลกลับนำคำว่า “คุก” สัญญลักษณ์ตราบาปแห่งความสะเทือนใจ และสถานะนักโทษมาใช้เป็นเครื่องมือเหยียดหยามและด้อยค่าผู้อื่นเสียเอง ย่อมเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของนโยบายการฟื้นฟูผู้กระทำผิดอย่างย่อยยับ
เรื่องนี้ ต้องยกเป็นกรณีศึกษาให้เห็นเป็นกระจกสะท้อนชั้นดีว่า ในขณะที่กระทรวงยุติธรรมทุ่มเทงบประมาณและนโยบายมหาศาลเพื่ออบรมขัดเกลาผู้ต้องขังให้ตระหนักถึงคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์และพร้อมคืนสู่สังคมอย่างมีศักดิ์ศรี บางทีภารกิจเร่งด่วนที่สุดในลำดับต่อไป อาจไม่ใช่การปฏิรูปเรือนจำ หากแต่เป็นการจัดหลักสูตรอบรมทัศนคติและจริยธรรมขั้นพื้นฐานว่าด้วยสิทธิมนุษยชนสากล ให้แก่ผู้บริหารระดับสูงผู้ทำหน้าที่กุมบังเหียนความยุติธรรมของประเทศ เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องได้ตระหนักอย่างแท้จริงว่า ปรัชญาของกระทรวงนั้น มีไว้เพื่อ “ค้ำจุนความยุติธรรม” มิใช่มีไว้เพื่อสร้างตราบาปซ้ำเติมเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง
#กระทรวงยุติธรรม#จริยธรรมนักการเมือง#INSIDE INSIGHT#ชัยทัศน์วิเคราะห์#THAITRIBUNE#ปฏิรูปเรือนจำ



