INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์”
ประจำวันที่ 27 สิงหาคม 2569
จากคลิปไวรัลในจีน สู่คำถามใหญ่เรื่องความปลอดภัยอาหารข้ามพรมแดน
เมื่อสารเคมีต้องห้ามถูกนำมาใช้ยืดอายุผัก คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “กินแล้วอันตรายหรือไม่” แต่คือระบบตรวจสอบสามารถสกัดความเสี่ยงได้ก่อนถึงจานอาหารหรือไม่
กรณีการใช้สารละลายฟอร์มาลดีไฮด์กับผักกาดขาวในมณฑลเหอเป่ยของจีน กลายเป็นประเด็นความปลอดภัยอาหารที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง หลังมีการเผยแพร่คลิปแสดงภาพการนำผักกาดขาวไปจุ่มสารละลายก่อนขนส่งเพื่อรักษาความสด เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยืนยันว่ากำลังเกิดการกระทำดังกล่าวและมีการดำเนินการตามกฎหมาย ขณะที่หน่วยงานส่วนกลางของจีนสั่งติดตามเส้นทางการกระจายสินค้าและตรวจสอบผักที่เน่าเสียง่ายในหลายพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีข้อยืนยันว่าผักล็อตที่เป็นปัญหาถูกส่งออกไปต่างประเทศ จึงไม่ควรสรุปว่าตลาดโลกกำลังเผชิญวิกฤตจากผักปนเปื้อนแล้วตามกระแสข่าวโซเชียลที่ทำให้ประชาชนตื่นตระหนก
ประเด็นที่ทำให้เรื่องนี้มีน้ำหนักทางสาธารณสุข คือ สารฟอร์มาลีน หรือ Formaldehyde ไม่ใช่สารที่สามารถนำมาใช้กับอาหารเพื่อยืดอายุได้อย่างเสรี และองค์การวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศ หรือ IARC ซึ่งอยู่ภายใต้ WHO จัดฟอร์มาลดีไฮด์เป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ Group 1 การจำแนกดังกล่าวหมายถึงมีหลักฐานเพียงพอเกี่ยวกับศักยภาพในการก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ไม่ได้หมายความว่าการสัมผัสทุกระดับหรือการบริโภคอาหารที่สงสัยเพียงครั้งเดียวจะนำไปสู่โรคมะเร็งโดยตรง การประเมินความเสี่ยงต้องพิจารณาปริมาณและลักษณะการสัมผัสร่วมด้วย
ปฏิกิริยาของประเทศต่าง ๆ จึงน่าสนใจในฐานะบททดสอบระบบความปลอดภัยอาหารมากกว่าการตีความว่าเกิด “วิกฤตระดับภูมิภาค” แล้ว เกาหลีใต้เพิ่มการตรวจสอบผักกาดขาวจีนตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม เพื่อยืนยันว่าผักจากพื้นที่ที่เกี่ยวข้องถูกส่งเข้าประเทศหรือไม่ และล่าสุดวันที่ 26 สิงหาคม กระทรวงความปลอดภัยอาหารและยาเกาหลีใต้รายงานว่า การตรวจผักกาดขาวจีนที่นำเข้าจำนวน 8 ล็อตในช่วงวันที่ 24-25 สิงหาคม ไม่พบฟอร์มาลดีไฮด์ ขณะที่ไต้หวันมีมาตรการห้ามนำเข้าผักกาดขาวจากจีนแผ่นดินใหญ่อยู่ก่อนแล้ว และข้อมูลของหน่วยงานไต้หวันระบุว่าไม่มีการนำเข้าผักกาดขาวจากจีนในปีนี้จนถึงวันที่ 20 สิงหาคม
สำหรับประเทศไทย บทเรียนสำคัญจึงไม่ควรอยู่ที่การทำให้ผู้บริโภคหวาดกลัวผักจากประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ควรอยู่ที่ ประสิทธิภาพของระบบตรวจสอบตลอดห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่แหล่งผลิต การรวบรวม การขนส่ง ด่านนำเข้า ตลาดค้าส่ง จนถึงตลาดค้าปลีก เพราะมาตรฐานสินค้าเกษตรของไทยเองกำหนดแนวทางการปฏิบัติที่ดีสำหรับการรวบรวมและขนส่งผักและผลไม้สดอยู่แล้ว ดังนั้นคำถามที่ควรถามหน่วยงานไทยจึงเป็นเรื่องที่ตรวจสอบได้ เช่น มีการนำเข้าผักกาดขาวจากพื้นที่หรือแหล่งที่เกี่ยวข้องหรือไม่ มีการสุ่มตรวจสารปนเปื้อนอย่างไร และสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงแหล่งผลิตได้รวดเร็วเพียงใด
ในระดับผู้บริโภค การเลือกซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้และการล้างผักก่อนบริโภคยังเป็นมาตรการพื้นฐานที่ควรทำ ซึ่ง อย. แนะนำให้ล้างผักโดยแช่น้ำแล้วล้างผ่านน้ำสะอาดไหล หรือใช้สารละลายโซเดียมไบคาร์บอเนตตามสัดส่วนที่กำหนดก่อนล้างออกด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง แต่สิ่งสำคัญคือ ไม่ควรทำให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าการล้างผักที่บ้านสามารถรับประกันความปลอดภัยจากสารเคมีทุกชนิดได้ 100% เพราะการควบคุมความปลอดภัยอาหารต้องเริ่มตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่โยนภาระทั้งหมดให้ผู้บริโภคปลายทาง
ดังนั้น กรณี“ผักกาดขาว” ในจีนจึงอาจไม่ใช่เพียงเรื่องของ “ผักหนึ่งชนิดกับสารเคมีหนึ่งชนิด” หากเป็นบททดสอบใหญ่ของระบบอาหารสมัยใหม่ เพราะเมื่ออาหารเดินทางข้ามจังหวัดและข้ามประเทศ ความปลอดภัยไม่ควรขึ้นอยู่กับสายตาของคนซื้อในตลาด แต่ต้องขึ้นอยู่กับระบบตรวจสอบที่สามารถรู้ว่าอาหารมาจากไหน ผ่านมือใคร และถูกจัดการอย่างไร
คำถามที่ประเทศไทยควรตอบจึงไม่ใช่เพียงว่า “ผักจากจีนปลอดภัยหรือไม่” แต่คือ “ถ้าวันหนึ่งอาหารที่มีความเสี่ยงกำลังเดินทางเข้าสู่ตลาดไทย เราจะรู้ก่อนที่มันจะถึงจานของประชาชนหรือไม่ ?”
#ผักปลอดภัยจากสารเคมี# สารฟอร์มาลีน#INSIDE INSIGHT#ชัยทัศน์วิเคราะห์#THAITRIBUNE#ผักปนเปื้อนจากจีน



