หน้าแรกINSIDE - INSIGHTกระบวนการยุติธรรม…ทรุด!! ...

กระบวนการยุติธรรม…ทรุด!! คดีบิ๊กโจ๊กเขย่า ปปช.ตำรวจ และศาล?

เผยแพร่

spot_img

จากคลิปหลุดถึงข้อกล่าวหาสินบน เมื่อความคลุมเครือกัดกร่อนศรัทธาของสังคมไทย

คดีให้สินบนเจ้าพนักงาน ปปช. ที่พาดพิงถึง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แม้ยังไม่ถึงที่สุดในทางกฎหมาย แต่ได้สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อกระบวนการยุติธรรมไทยไปแล้ว ทั้งตำรวจ องค์กรอิสระ และศาล ถูกดึงเข้าไปอยู่ในวงความขัดแย้งเดียวกัน จนประชาชนไม่อาจแยกได้ว่า ใครคือผู้รักษากฎหมาย และใครกำลังถูกตรวจสอบ

ชื่อของ “บิ๊กโจ๊ก” ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับสำนักงาน ปปช. ทุกครั้งที่ชื่อดังกล่าวเข้าไปเชื่อมโยงกับองค์กรปราบโกง มักตามมาด้วยแรงสั่นสะเทือน

ครั้งหนึ่งคือกรณีคลิปหลุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ที่ปรากฏภาพประธานฝ่ายนิติบัญญัติและประธาน  ปปช. สนทนากัน ท่ามกลางกระแสข่าวการวิ่งเต้นให้ถอนเรื่องถอดถอนกรรมการ ปปช. ซึ่ง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ออกมายอมรับภายหลังว่าเป็นผู้พาไปพบด้วยตนเอง เหตุการณ์นั้นทำให้องค์กร ปปช. ปั่นป่วนและถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและความเป็นอิสระมาแล้วครั้งหนึ่ง

กระทั่งเกิดคดีล่าสุด เมื่อมีการร้องทุกข์กล่าวโทษผู้ต้องหารวม 6 ราย ในข้อหาร่วมกันให้และรับทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงาน โดยมีข้อกล่าวหาว่านำทองคำแท่งน้ำหนักรวม 246 บาท ไปเสนอให้กรรมการ ปปช. เพื่อแลกกับความช่วยเหลือทางคดี จุดสำคัญอยู่ที่การออกมาเปิดปากของ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย อดีตลูกน้องคนสนิท ซึ่งยืนยันว่าเป็นผู้นำทองคำไปมอบให้จริง พร้อมอ้างว่ามีคลิปวิดีโอบันทึกเหตุการณ์ คำกล่าวที่ว่า “ถ้าความจริงจะทำให้คนอื่นได้รับความเป็นธรรม ต่อให้ต้องทรยศอีกสิบครั้งก็ไม่ลังเล” ไม่เพียงซัดทอดอดีตเจ้านาย แต่ได้เขย่าหัวใจขององค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตโดยตรง

คลิปดังกล่าวสร้างแรงสั่นสะเทือนทันทีจนสำนักงาน ปปช.ต้องเรียกประชุมคณะกรรมการ ฯ เป็นการด่วน และมีมติให้กรรมการที่ถูกกล่าวหาพ้นจากการกำกับดูแลสำนักไต่สวนและสำนักตรวจสอบทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับคดี พร้อมมอบหมายกรรมการรายอื่นดูแลแทน ภาพที่ปรากฏต่อสาธารณะจึงไม่ใช่แค่การจัดการภายใน แต่สะท้อนภาวะ “อื้ออึง ทำอะไรไม่ถูก” ขององค์กรปราบโกง วิกฤตครั้งนี้ถูกมองว่ารุนแรงกว่ากรณีคลิปหลุดครั้งก่อน เพราะกระทบโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือของคดีทั้งในปัจจุบันและอดีตที่กรรมการรายดังกล่าวเคยรับผิดชอบ

ความเสียหายไม่ได้หยุดอยู่ที่ ปปช.ตำรวจในฐานะพนักงานสอบสวนถูกตั้งคำถาม ขณะที่ศาลปกครองเองก็ถูกดึงเข้ามาอยู่ในสมรภูมิความขัดแย้ง จากการที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยื่นฟ้องกรณีถูกให้ออกจากราชการไว้ก่อน ภาพรวมจึงกลายเป็นกระบวนการยุติธรรมที่หลายสถาบันต้องตรวจสอบกันเองในเวลาเดียวกัน ยิ่งในช่วงที่การเมืองร้อนแรง การอธิบายว่าเป็นเรื่อง “เฉพาะบุคคล” ยิ่งฟังไม่ขึ้น เมื่อความไม่ไว้วางใจได้แผ่ขยายไปทั้งระบบแล้ว

ฉายา “แมวเก้าชีวิต” ของบิ๊กโจ๊ก อาจสะท้อนความสามารถในการเอาตัวรอดของบุคคลหนึ่ง แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันคือภาพเสียดสีของระบบยุติธรรมที่ดูเหมือนจะบาดเจ็บทุกครั้งที่ชื่อเดิมปรากฏ 

วานนี้ เมื่อศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่าคำสั่งทางปกครองของสำนักงานตำรวจแห่งชาติชอบด้วยกฎหมาย บทหนึ่งของอาชีพตำรวจของ “บิ๊กโจ๊ก” คงปิดลงอย่างเป็นทางการแล้ว

แต่สิ่งที่ยัง“เปิดค้าง” อยู่คือ“บาดแผล” ของกระบวนการยุติธรรมไทย ที่ถูกฉีกให้เห็นโครงสร้างภายในอย่างไม่อาจปฏิเสธได้อีกต่อไป เพราะในคดีนี้ ไม่ได้มีเพียงบุคคลที่ถูกตรวจสอบ หากองค์กรตรวจสอบเองก็กลายเป็นผู้ถูกตั้งคำถาม และเมื่อประชาชนเริ่มแยกไม่ออกว่า ใครตรวจใคร ใครเป็นกลาง และใครควรเชื่อถือ ความยุติธรรมย่อมไม่พังเพราะคำพิพากษา หากพังเพราะความเงียบ ความคลุมเครือ และความล่าช้าของสถาบันที่ควรอธิบายความจริงต่อสังคมให้ชัดเจนกว่านี้

ชัยทัศน์  ผู้เขียน 2569-01-10 

ข่าวล่าสุด

แผ่นดินไหวเมียนมา เขย่าขวัญคนกรุงเทพ…  แต่ระบบรัฐ “เงียบสนิท” 

จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 5.3 ที่ประเทศเมียนมาเมื่อวันก่อน ได้กลายเป็นบททดสอบครั้งสำคัญที่อาจสะท้อนถึง “ความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง” ในการสื่อสารความเสี่ยงของรัฐไทย

โพลสินบนสะเทือน 10 หน่วยงาน ?  ภาพสะท้อนเงา คอร์รัปชันไทย  ขาลง

ปรากฏการณ์ “โพลสินบนสะเทือนภาครัฐ” ที่คณะทำงาน Zero Corruption ของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้เผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการ

รัฐบาลเปิดทำเนียบฯ ถก 38 กลุ่มธุรกิจชั้นนำ  ภาพสะท้อนนโยบายเศรษฐกิจที่พึ่งพิงทุนใหญ่

ครป. แถลงการณ์จี้เปิดเวทีฟังภาคประชาสังคม  ตีแผ่ปัญหาความเหลื่อมล้ำและผลประโยชน์ทับซ้อน เมื่อเสียงของกลุ่มทุนส่งผลต่อนโยบายรัฐมากกว่าเสียงของประชาชน และความท้าทายในการบริหารงานด้วยหลักธรรมาภิบาล                                เหตุการณ์ที่ผู้นำรัฐบาลเปิดห้องประชุมร่วมหารือแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจกับผู้แทนจาก 38 กลุ่มประเภทธุรกิจชั้นนำของประเทศ  กำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ออกมาเคลื่อนไหวส่งสัญญาณเตือนอย่างจริงจัง ชี้ให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่รัฐบาลมักเน้นการรับฟังกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ทว่ากลับละเลยเสียงสะท้อนจากภาคประชาชนและกลุ่มแรงงานอย่างเห็นได้ชัด นอกเหนือจากประเด็นความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงผู้กำหนดนโยบายแล้ว เหตุการณ์นี้ยังเชื่อมโยงไปถึงทัศนคติของคนในรัฐบาลต่อเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งถือเป็นดัชนีชี้วัดสำคัญว่า นโยบายสาธารณะของประเทศกำลังถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นธรรมและธรรมาภิบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน                              ชนวนเหตุของประเด็นข่าวในครั้งนี้...

“นอมินีข้ามชาติ” มหันตภัยเศรษฐกิจอำพราง

จากกระแสข่าวที่หนาหูขึ้นทุกวันเกี่ยวกับการรุกคืบของกลุ่มทุนต่างชาติที่พยายามเข้าถือครองย่านเศรษฐกิจสำคัญ จนเป็นเหตุให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต้องลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยตนเอง

ข่าวอื่นๆ

แผ่นดินไหวเมียนมา เขย่าขวัญคนกรุงเทพ…  แต่ระบบรัฐ “เงียบสนิท” 

จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 5.3 ที่ประเทศเมียนมาเมื่อวันก่อน ได้กลายเป็นบททดสอบครั้งสำคัญที่อาจสะท้อนถึง “ความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง” ในการสื่อสารความเสี่ยงของรัฐไทย

โพลสินบนสะเทือน 10 หน่วยงาน ?  ภาพสะท้อนเงา คอร์รัปชันไทย  ขาลง

ปรากฏการณ์ “โพลสินบนสะเทือนภาครัฐ” ที่คณะทำงาน Zero Corruption ของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้เผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการ

รัฐบาลเปิดทำเนียบฯ ถก 38 กลุ่มธุรกิจชั้นนำ  ภาพสะท้อนนโยบายเศรษฐกิจที่พึ่งพิงทุนใหญ่

ครป. แถลงการณ์จี้เปิดเวทีฟังภาคประชาสังคม  ตีแผ่ปัญหาความเหลื่อมล้ำและผลประโยชน์ทับซ้อน เมื่อเสียงของกลุ่มทุนส่งผลต่อนโยบายรัฐมากกว่าเสียงของประชาชน และความท้าทายในการบริหารงานด้วยหลักธรรมาภิบาล                                เหตุการณ์ที่ผู้นำรัฐบาลเปิดห้องประชุมร่วมหารือแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจกับผู้แทนจาก 38 กลุ่มประเภทธุรกิจชั้นนำของประเทศ  กำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ออกมาเคลื่อนไหวส่งสัญญาณเตือนอย่างจริงจัง ชี้ให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่รัฐบาลมักเน้นการรับฟังกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ทว่ากลับละเลยเสียงสะท้อนจากภาคประชาชนและกลุ่มแรงงานอย่างเห็นได้ชัด นอกเหนือจากประเด็นความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงผู้กำหนดนโยบายแล้ว เหตุการณ์นี้ยังเชื่อมโยงไปถึงทัศนคติของคนในรัฐบาลต่อเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งถือเป็นดัชนีชี้วัดสำคัญว่า นโยบายสาธารณะของประเทศกำลังถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นธรรมและธรรมาภิบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน                              ชนวนเหตุของประเด็นข่าวในครั้งนี้...