หน้าแรกINSIDE - INSIGHTของต้องห้ามขึ่นเครื่องบิน ไม่ใช่ของฝากสาธารณะ

ของต้องห้ามขึ่นเครื่องบิน ไม่ใช่ของฝากสาธารณะ

เผยแพร่

spot_img

กรณีมีดพับโผล่ขายออนไลน์หลังถูกยึดที่สนามบินสุวรรณภูมิ กลายเป็นบทเรียนสำคัญให้ผู้โดยสารและเจ้าหน้าที่ตระหนักว่า ของต้องห้ามขึ่นเครื่องบิน ไม่ใช่ของฝากสาธารณะ

                          กรณีนี้เกิดเป็นข่าวขึ้นหลังผู้ใช้โซเชียลมีเดียชื่อ “Chongpriang Taonangam” โพสต์เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ว่าพบมีดพับของตนที่เคยถูกเจ้าหน้าที่สนามบินสุวรรณภูมิยึดไว้เมื่อเดือนสิงหาคม เนื่องจากเป็นของมีคม ปรากฏว่าถูกนำไปขายในกลุ่มออนไลน์ “Leatherman Thailand Club” 

                         เหตุการณ์นี้สร้างความกังวลต่อมาตรการจัดการสิ่งของต้องห้ามและความโปร่งใสของสนามบิน

                        ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิชี้แจงว่า สิ่งของต้องห้าม เช่น มีดพับ วัตถุมีคม หรือของเหลวเกินขนาด ไม่สามารถนำขึ้นเครื่องโดยสารได้ ผู้โดยสารสามารถเลือกส่งทางไปรษณีย์ด้วยตนเอง ใส่ในสัมภาระโหลดใต้ท้องเครื่อง หรือทิ้งในกล่องล็อกพิเศษที่สนามบินจัดเตรียมไว้ให้ 

                        การบริจาคสิ่งของต้องห้ามเคยเกิดขึ้น แต่กรณีนี้ทำให้ AOT ตัดสินใจ ยกเลิกการบริจาคทั้งหมด และดำเนินการ ทำลายสิ่งของต้องห้ามโดยมีคณะกรรมการ เพื่อความปลอดภัยและโปร่งใส

                          มาตรฐานสากล (Global Best Practice) ของการบริหารจัดการสิ่งของต้องห้าม เช่น TSA ของสหรัฐอเมริกา, EASA ของยุโรป และสนามบินญี่ปุ่นและสิงคโปร์ คือ เก็บสรรพสิ่งของนั้นไว้ชั่วคราว แล้วส่งคืนผู้โดยสารเอง หรือทำลายทันที 

ต่อหน้าเจ้าของ

                         การบริจาคสิ่งของต้องห้ามที่ยึดไว้ ถือเป็นเรื่องไม่ปกติและเสี่ยงต่อการเข้าถึงโดยบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง ดังเช่นกรณีข้างต้นนี้

                         สำหรับผู้โดยสาร การตรวจสอบสิ่งของต้องห้ามก่อนเดินทางและปฏิบัติตามขั้นตอนของสนามบินถือเป็นเรื่องสำคัญอันจะละเลยมิได้

                          ส่วนเจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด โปร่งใส และสื่อสารขั้นตอนให้ชัดเจน 

                          การทำเช่นนี้จะช่วยให้ ผู้โดยสารไม่ต้องลุ้นว่าของที่ยึดไว้จะไปโผล่ขายออนไลน์ และสนามบินยังคงรักษาภาพลักษณ์ไม่ให้เสียหน้า… เหมือนอย่างที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

                         ทั้งนี้  ไม่ว่าจะในสายตาของผู้โดยสารหรือมุมขำ ๆ ของโลกโซเชียล

ข่าวล่าสุด

“เล่าต๋า” จาก “ตลอดชีวิต“   เหลือ..”8 ปี“  ระบบ…กำลังบอกอะไรเรา ?

เมื่อคำพิพากษาเริ่มต้นที่ “จำคุกตลอดชีวิต” แต่ผลลัพธ์ปลายทางกลายเป็นระยะเวลารับโทษประมาณ 8-9 ปี ระบบกำลังบอกอะไรกับสังคมเกี่ยวกับความหมายของคำว่า “ตลอดชีวิต”

คนไทย “คลั่งกาแฟ” ล้นเมือง  แต่ไทยผลิตเมล็ดกาแฟไม่พอ  ช่องว่าง 8 หมื่นตันกำลังบอกอะไร?

คนไทยบริโภคกาแฟเฉลี่ยมากกว่า 340 แก้วต่อคนต่อปี และมูลค่าตลาดกาแฟไทยในปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 65,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.33% จากปีก่อน

ร้าน “ขายยา” จะถึงฉากอวสาน…หรือไม่ ?   20,000 กว่าร้านยังอยู่ -แต่กำไรถูกบีบ ทุนใหญ่กำลังเปลี่ยนเกม

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเคยประเมินยอดขายธุรกิจร้านขายยาในปี 2567 ประมาณ 43,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อน

เรื่องสั้น  “ตามล่า..มาเฟีย” |  “ชัยทัศน์”

เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นสัตว์ร้ายที่กำลังซุ่มเงียบในป่าคอนกรีตที่เต็มไปด้วยกิเลส ภารกิจขุดรากถอนโคนแก๊งยาเสพติดข้ามชาติที่ชื่อว่า "โทนี่" ลากยาวมาหลายเดือน ข้อมูลเดียวที่เขามีคือมันร่อนเร่ไปตามแหล่งบันเทิง และมี "นกต่อ" เป็นสาวสวยคอยกรองลูกค้าชั้นดี มันคือ “มาเฟีย..” ที่เขาต้องขจัดให้ได้

ข่าวอื่นๆ

“เล่าต๋า” จาก “ตลอดชีวิต“   เหลือ..”8 ปี“  ระบบ…กำลังบอกอะไรเรา ?

เมื่อคำพิพากษาเริ่มต้นที่ “จำคุกตลอดชีวิต” แต่ผลลัพธ์ปลายทางกลายเป็นระยะเวลารับโทษประมาณ 8-9 ปี ระบบกำลังบอกอะไรกับสังคมเกี่ยวกับความหมายของคำว่า “ตลอดชีวิต”

คนไทย “คลั่งกาแฟ” ล้นเมือง  แต่ไทยผลิตเมล็ดกาแฟไม่พอ  ช่องว่าง 8 หมื่นตันกำลังบอกอะไร?

คนไทยบริโภคกาแฟเฉลี่ยมากกว่า 340 แก้วต่อคนต่อปี และมูลค่าตลาดกาแฟไทยในปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 65,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.33% จากปีก่อน

ร้าน “ขายยา” จะถึงฉากอวสาน…หรือไม่ ?   20,000 กว่าร้านยังอยู่ -แต่กำไรถูกบีบ ทุนใหญ่กำลังเปลี่ยนเกม

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเคยประเมินยอดขายธุรกิจร้านขายยาในปี 2567 ประมาณ 43,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อน