หน้าแรกINSIDE - INSIGHT“คนพิการไทย”....กำลังถูกปล่อยให้อยู่ข้างหลัง ?

“คนพิการไทย”….กำลังถูกปล่อยให้อยู่ข้างหลัง ?

เผยแพร่

spot_img

                              มติล่าสุดของคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ (กพช.) เห็นชอบให้ปรับเพิ่มเบี้ยความพิการจาก 800 บาท เป็น 1,000 บาทต่อเดือน พร้อมอุดหนุนเงินผู้ช่วยดูแลสูงสุด 10,800 บาท กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในเดือนมิถุนายนนี้ ทว่าท่ามกลางความยินดีกลับมีคำถามสำคัญสะท้อนมาจากสังคมว่า เงินจำนวนนี้เพียงพอจริงหรือกับค่าครองชีพในปัจจุบัน และเหตุใดกฎหมายสิ่งอำนวยความสะดวกอย่าง “ทางลาด” รวมถึงโควตาการจ้างงานผู้พิการในอัตราส่วน 100 ต่อ 1 จึงยังคงเป็นเพียงเสือกระดาษที่ไม่สามารถปฏิบัติได้จริงในทางปฏิบัติ 

                          การยกระดับคุณภาพชีวิตที่แท้จริงจึงไม่ใช่แค่การหยิบยื่นเงินสงเคราะห์ แต่คือการทลายกำแพงเชิงโครงสร้างเพื่อให้คนพิการพึ่งพาตนเองได้อย่างมีศักดิ์ศรีเทียบเท่าระดับสากล

                         เมื่อพลิกดูตัวเลขสถิติล่าสุด พบว่าประเทศไทยมีผู้พิการที่จดทะเบียนและถือบัตรประจำตัวอย่างถูกต้องประมาณ 2.25 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 3.45 ของประชากรทั้งประเทศ โดยกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดคือกลุ่มผู้พิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกายที่มีสัดส่วนสูงเกินกว่าร้อยละ 52 แต่ในความเป็นจริง ตัวเลขนี้เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง เพราะระบบนิยามตามกฎหมายไทยยังติด “คอขวด” ที่ขั้นตอนการเดินทางไปตรวจโรคเพื่อขอใบรับรองแพทย์และจดทะเบียน ส่งผลให้ผู้พิการในพื้นที่ห่างไกลหรือผู้ป่วยติดเตียงอีกเป็นจำนวนมากต้องตกสำรวจและเข้าไม่ถึงสิทธิประโยชน์พื้นฐานตั้งแต่ต้น

                        เมื่อนำมาตรการช่วยเหลือของไทยไปวางเทียบกับเพื่อนบ้านในอาเซียนและกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว จะเห็นความต่างในปรัชญาอย่างชัดเจน ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านส่วนใหญ่ยังเน้นการสงเคราะห์ตามยถากรรม และสิงคโปร์ใช้วิธีฝังงบไว้กับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (CPF) ควบคู่กับการอุดหนุนอาชีพ แต่ไทยกลับใช้ระบบเงินช่วยเหลือแบบคงที่ (Flat-rate) ซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับกลุ่มสแกนดิเนเวียหรือสหราชอาณาจักรที่แยกสวัสดิการเป็นสองขา คือเงินชดเชยการสูญเสียรายได้ตามฐานเงินเดือน และเงินสนับสนุนค่าใช้จ่ายส่วนเกินจากความพิการ ควบคู่ไปกับการออกแบบเมืองในลักษณะ Universal Design ที่ทำให้คนพิการสัญจรได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพาลูกหลาน

                             ในแง่ของกฎหมายสิ่งอำนวยความสะดวก ประเทศไทยมีกฎกระทรวงควบคุมอาคารที่กำหนดมาตรฐาน “ทางลาด” ไว้อย่างชัดเจนและเทียบเท่าสากล ด้วยอัตราส่วนความลาดเอียงสูงสุดไม่เกิน 1 ต่อ 12 พร้อมข้อบังคับเรื่องความกว้าง ชานพัก และราวจับ ทว่าปัญหาที่แท้จริงในภาคสนามคือ “ช่องว่างในการบังคับใช้กฎหมายและการตรวจรับงาน” ที่หย่อนยาน เราจึงมักพบเห็นทางลาดที่ชันจนกลายเป็นกระดานลื่น ทางลาดที่สิ้นสุดตรงเสาไฟฟ้า หรือฟุตบาทที่ขาดความต่อเนื่อง ซึ่งแปรสภาพสิ่งอำนวยความสะดวกให้กลายเป็นกับดักอันตรายในชีวิตประจำวัน แตกต่างจากประเทศแถวหน้าที่มีระบบชานชาลาเสมอภาค สำหรับรถเมล์และรถไฟอย่างแท้จริง

เช่นเดียวกับมาตรการส่งเสริมการทำงานตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 มาตรา 33 ที่บังคับให้องค์กรที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป ต้องรับคนพิการเข้าทำงานในอัตราส่วน 100 ต่อ 1 แต่กฎหมายกลับเปิดช่องว่างในมาตรา 34 ให้บริษัทสามารถ “ส่งเงินเข้ากองทุนแทนการจ้างงาน” ได้ บริษัทขนาดใหญ่จำนวนมากจึงเลือกวิธีจ่ายเงินเพื่อตัดรำคาญมากกว่าการปรับปรุงสถานที่ทำงาน ส่งผลให้เม็ดเงินไปกองอยู่ในกองทุนส่วนกลาง แต่ตัวเลขคนพิการที่ตกงานและขาดรายได้ที่มั่นคงในชีวิตจริงยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

                            ในขณะที่ระบบการศึกษาและหน่วยงานรัฐบาลเองก็ยังปรับตัวไม่ทันต่อความต้องการของตลาดงานยุคใหม่ การฝึกวิชาชีพผู้พิการในความดูแลของรัฐส่วนใหญ่ยังคงยึดติดอยู่กับอาชีพแบบดั้งเดิม เช่น งานฝีมือ หรืองานนวดแผนไทย ทั้งที่ในศตวรรษที่ 21 ภาคเอกชนมีความต้องการแรงงานที่มีทักษะดิจิทัล คอลเซ็นเตอร์ หรือผู้ดูแลระบบสารสนเทศ ยิ่งไปกว่านั้น หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจหลายแห่งกลับเป็นกลุ่มที่ปฏิบัติตามโควตาการจ้างงานคนพิการต่ำกว่าภาคเอกชน โดยมักยกข้ออ้างเรื่องข้อจำกัดด้านระเบียบบริหารงานบุคคลและงบประมาณ

                         เงิน 1,000 บาทที่รัฐบาลเตรียมอนุมัติเพิ่มให้ จึงเป็นได้เพียงเม็ดยาแก้ปวดที่ช่วยบรรเทาอาการไข้ แต่ไม่ได้รักษาโรคร้ายที่กัดกินโครงสร้างสังคม การเปลี่ยนผ่านผู้พิการจากสถานะ “ผู้รับความช่วยเหลือ”  ไปสู่การเป็น “ผู้เสียภาษีและร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐบาลหันมาเอาจริงเอาจังกับการบังคับใช้กฎหมายโควตาจ้างงาน และทลายกำแพงสถาปัตยกรรมเมืองที่ไม่เอื้ออำนวย ไม่เช่นนั้น ต่อให้รัฐบาลเพิ่มเบี้ยเลี้ยงให้อีกเท่าตัว แผ่นดินไทยก็ยังคงเป็นเมืองที่คนพิการถูกกักขังให้อยู่แต่ในบ้าน โดยมีทางลาดสวยหรูหน้าอาคารราชการเป็นเพียงสถานที่ประดับเมืองที่ใช้งานจริงไม่ได้เลย

2569-06-10  “ชัยทัศน์”

ข่าวล่าสุด

“รถฉุกเฉิน” …สิทธิใช้ทาง กับ..“ฉุกเฉินจริงไหม ?”  กฎหมายต้องให้ทาง แต่ระบบต้องตอบให้ได้ว่า…ใครคือ “รถฉุกเฉิน”

รัฐเร่งตรวจสอบและเดินหน้า ระบบการแพทย์ฉุกเฉินดิจิทัล Digital EMS และ แพลตฟอร์มดิจิทัลกลางการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ NDEMS National Digital Emergency Medical

เรื่องสั้น  “บ้านชายป่า”

ศพแรกถูกพบในเช้าวันจันทร์ ชายวัยกลางคนหายออกจากบ้านไปตั้งแต่คืนก่อน และไม่มีใครรู้ว่าเขาเข้าไปในป่าทำไม กระทั่งรุ่งเช้า ชาวบ้านพบร่างของเขานอนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ห่างจากถนนไม่ถึงสองกิโลเมตร หนึ่งสัปดาห์ต่อมา มีศพที่สอง

ทุเรียนไทยขายมาก…แต่เงินได้น้อย  “ล้ง” จุดตัดสำคัญของราคา จากสวนถึงตลาดจีน  เงินอยู่ที่ใคร?

ทุเรียนไทยยังส่งออกเกือบล้านตัน แต่ปี 2568 มูลค่ากลับลดลงอย่างชัดเจน ขณะที่จีนยังเป็นตลาดหลักกว่า 97% ของมูลค่าทุเรียนสดไทย ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ “ขายไม่ได้”

เอลนีโญจ่อแรงมาก…ไทย-เพื่อนบ้านต้องรับมือก่อนวิกฤต

เอลนีโญมีโอกาสเกือบ 100% ที่จะต่อเนื่องถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2570 ขณะที่ สำนักงานบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NOAA/ National Oceanic and Atmospheric Administration) ประเมินโอกาสมากกว่า 90% ที่จะพัฒนาเป็นระดับรุนแรงมาก

ข่าวอื่นๆ

“รถฉุกเฉิน” …สิทธิใช้ทาง กับ..“ฉุกเฉินจริงไหม ?”  กฎหมายต้องให้ทาง แต่ระบบต้องตอบให้ได้ว่า…ใครคือ “รถฉุกเฉิน”

รัฐเร่งตรวจสอบและเดินหน้า ระบบการแพทย์ฉุกเฉินดิจิทัล Digital EMS และ แพลตฟอร์มดิจิทัลกลางการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ NDEMS National Digital Emergency Medical

ทุเรียนไทยขายมาก…แต่เงินได้น้อย  “ล้ง” จุดตัดสำคัญของราคา จากสวนถึงตลาดจีน  เงินอยู่ที่ใคร?

ทุเรียนไทยยังส่งออกเกือบล้านตัน แต่ปี 2568 มูลค่ากลับลดลงอย่างชัดเจน ขณะที่จีนยังเป็นตลาดหลักกว่า 97% ของมูลค่าทุเรียนสดไทย ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ “ขายไม่ได้”

เอลนีโญจ่อแรงมาก…ไทย-เพื่อนบ้านต้องรับมือก่อนวิกฤต

เอลนีโญมีโอกาสเกือบ 100% ที่จะต่อเนื่องถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2570 ขณะที่ สำนักงานบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NOAA/ National Oceanic and Atmospheric Administration) ประเมินโอกาสมากกว่า 90% ที่จะพัฒนาเป็นระดับรุนแรงมาก