หน้าแรกINSIDE - INSIGHTครวญ “เถียนมี่มี่” การทูตเชิงวัฒนธรรมในสไตล์ ”อนุทิน“

ครวญ “เถียนมี่มี่” การทูตเชิงวัฒนธรรมในสไตล์ ”อนุทิน“

เผยแพร่

spot_img

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์”

ประจำวันที่ 22 กรกฎาคม 2569

เมื่อบทเพลงต้องห้ามในอดีต กลายเป็นสะพานเชื่อมมิตรภาพกลางมหาศาลาประชาชน

ย้อนรอย “ลายนิ้วมือการเมือง” จากยุคเปลี่ยนสนามรบสู่สนามการค้า มาถึงยุคใช้เพลงและเสียงดนตรี กับเบื้องหลังบทเพลงรักที่เคยสะเทือนจีนแผ่นดินใหญ่

                                  ประวัติศาสตร์การทูตไทยมักถูกบันทึกผ่าน “ลายนิ้วมือทางนโยบาย” ของนายกรัฐมนตรีในแต่ละยุคสมัย หากยุค พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ โดดเด่นด้วยนโยบาย “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” และยุคทักษิณ ชินวัตร ชูนโยบาย “การทูตปากท้องและพาณิชย์นิยม” ในยุคของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล กลับสร้างตัวตนทางการทูตที่แตกต่างด้วยการใช้ “การทูตเชิงวัฒนธรรมและเสียงดนตรี” (Music & Cultural Diplomacy) เป็นเครื่องมือหลักในการละลายพฤติกรรม สร้างมิตรภาพระดับส่วนตัว และเปิดประตูความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก่อนเริ่มวาระทางการ

                                ภาพสะท้อนสไตล์การทูตดังกล่าวปรากฏชัดเจนอีกครั้ง ในคราวเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ เมื่อนายกฯ อนุทิน ได้รับเชิญให้ขึ้นขับร้องเพลงภาษาจีนกลางยอดฮิตอย่าง “เถียนมี่มี่” กลางงานเลี้ยงอาหารกลางวัน ณ มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง ต่อหน้า หลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน และคณะผู้แทนระดับสูง ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นกันเองและเปี่ยมด้วยรอยยิ้มของเจ้าภาพ

                               ทว่าความน่าสนใจของบทเพลง “เถียนมี่มี่” หรือที่แปลว่า “หวานปานน้ำผึ้ง” ของนักร้องระดับตำนาน เติ้ง ลี่จวิน นั้น มีนัยทางประวัติศาสตร์การเมืองที่ลึกซึ้ง ย้อนกลับไปในยุค 1970-1980 ผลงานของเธอซึ่งเป็นศิลปินชาวไต้หวัน เคยถูกทางการจีนแผ่นดินใหญ่สั่งห้ามเปิดเผยแพร่เนื่องจากมองว่าเป็นวัฒนธรรมอ่อนหวานแบบทุนนิยม จนเกิดวาทะติดปากในหมู่ชาวจีนยุคนั้นว่า “กลางวันฟัง เติ้ง เสี่ยวผิง อดีตผู้นำจีน แต่กลางคืนฟัง เติ้ง ลี่จวิน” ก่อนที่กาลเวลาจะเปลี่ยนผ่านให้บทเพลงนี้ได้รับการยอมรับในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมภาษาจีนในที่สุด

                                การนำบทเพลงที่มีปูมหลังซับซ้อนมาร้องในสถานที่สัญลักษณ์ทางการเมืองของจีน ไม่ใช่ความผิดพลาดหรือเรื่องฉุกละหุกหน้างาน แต่คือ “บทการทูตที่ผ่านการทำการบ้านและประสานงานล่วงหน้าอย่างรัดกุม” ระหว่างฝ่ายพิธีการของทั้งสองประเทศ เช่นเดียวกับสถิติในอดีตที่นายกฯ อนุทิน เคยเป่าแซกโซโฟนร่วมกับนายกฯ มาเลเซีย หรือเคาะระนาดไม้ไผ่ที่เวียดนาม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเจ้าภาพจีนรับทราบ ยินดี และใช้โอกาสนี้ส่งสัญญาณถึงความสัมพันธ์ที่ก้าวข้ามบาดแผลในอดีตสู่ความสนิทสนมในปัจจุบัน

                              การทูตผ่านเสียงดนตรีจึงไม่ได้เป็นเพียงสันทนาการในงานเลี้ยง แต่เป็นยุทธศาสตร์ Soft Power ที่แยบยลในการสร้างความคุ้นเคยระหว่างผู้นำ  ซึ่งช่วยลดเกราะความเกร็งในเวทีการเมืองระดับโลก และทำให้การเจรจาความร่วมมือทางเศรษฐกิจและสังคมในก้าวถัดไปดำเนินไปบนฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจกันมากยิ่งขึ้น

                            ในโลกการทูตที่เต็มไปด้วยระเบียบวาระอันเคร่งเครียด การเปลี่ยนมหาศาลาประชาชนให้กลายเป็นเวทีเสียงเพลง ย่อมเป็นศิลปะการละลายพฤติกรรมที่สร้างรอยยิ้มและความประทับใจได้อย่างยอดเยี่ยม ทว่าเมื่อภารกิจกระชับมิตรต่างแดนประสบความสำเร็จเรียบร้อยแล้ว สิ่งสำคัญหลังจากนี้คือการไม่ลืมที่จะเร่งรัดขจัดปัญหาในบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทุจริตคอรัปชั่น การโกงสอบมโหฬารท้องถิ่นการกล่าวหา ฮั๊ว สว. หรือการแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชน   เพื่อให้เสร็จสิ้นโดยเร็วเช่นเดียวกัน

#อนุทินร้องเพลงภาษาจีน#เถียนมี่มี่#INSIDE INSIGHT#ชัยทัศน์วิเคราะห์#THAITRIBUNE#กรุงปักกิ่ง

ข่าวล่าสุด

สะโตรก-“ภัยเงียบ” จากแรงขับ “หวาน-มัน-เค็ม”

ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองรายใหม่เกิดขึ้นราว 1.5 แสน ถึง 250,000 รายต่อปี และคร่าชีวิตคนไทยสูงเป็นอันดับต้นๆ รองจากมะเร็งและโรคหัวใจตามบริบทปีนั้นๆ โดยมีผู้เสียชีวิตราว 30,000 - 50,000 คนต่อปี

 เรื่องสั้น   “คืน…ฝนตก”  | “ชัยทัศน์”

เสียงเครื่องยนต์ครางกระหึ่มก่อนจะสำลักไอเสียออกมาเป็นจังหวะสุดท้ายแล้วดับสนิทลง ท่ามกลางเสียงคำรามของท้องฟ้ากัมปนาททั่วหุบเขา “เอก” ทุบพวงมาลัยด้วยความโมโห เข็มความร้อนของรถคันเก่งพุ่งสูงจนมิดเกจ์แดงฉานเหมือนคำเตือนจากนรก

รัฐบาลเจอ “ศึกหนัก” ทั้งใน-นอกสภา ปมทุจริต-ฮั้ว สว.-เขากระโดง-ชายแดนใต้

สถานการณ์การเมืองไทยในห้วงเวลานี้กำลังทวีความร้อนระอุขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเสถียรภาพของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังถูกทดสอบอย่างหนักจากสารพัดปัญหารุมเร้า

ปริญญาตรีล้นตลาด พ่ายสมรภูมิ…เทคโนโลยี  เมื่อ AI “กำลังสอบ” ระบบการศึกษาไทย

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังเปลี่ยนทั้งลักษณะงาน วิธีทำงาน และทักษะที่นายจ้างต้องการอย่างรวดเร็ว คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าเด็กไทยเรียนจบอะไร แต่คือ สิ่งที่เรียนมานั้นยังมีมูลค่าในตลาดแรงงานวันพรุ่งนี้หรือไม่

ข่าวอื่นๆ

สะโตรก-“ภัยเงียบ” จากแรงขับ “หวาน-มัน-เค็ม”

ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองรายใหม่เกิดขึ้นราว 1.5 แสน ถึง 250,000 รายต่อปี และคร่าชีวิตคนไทยสูงเป็นอันดับต้นๆ รองจากมะเร็งและโรคหัวใจตามบริบทปีนั้นๆ โดยมีผู้เสียชีวิตราว 30,000 - 50,000 คนต่อปี

รัฐบาลเจอ “ศึกหนัก” ทั้งใน-นอกสภา ปมทุจริต-ฮั้ว สว.-เขากระโดง-ชายแดนใต้

สถานการณ์การเมืองไทยในห้วงเวลานี้กำลังทวีความร้อนระอุขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเสถียรภาพของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังถูกทดสอบอย่างหนักจากสารพัดปัญหารุมเร้า

ปริญญาตรีล้นตลาด พ่ายสมรภูมิ…เทคโนโลยี  เมื่อ AI “กำลังสอบ” ระบบการศึกษาไทย

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังเปลี่ยนทั้งลักษณะงาน วิธีทำงาน และทักษะที่นายจ้างต้องการอย่างรวดเร็ว คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าเด็กไทยเรียนจบอะไร แต่คือ สิ่งที่เรียนมานั้นยังมีมูลค่าในตลาดแรงงานวันพรุ่งนี้หรือไม่