หน้าแรกINSIDE - INSIGHTความสัมพันธ์ 170 ปี “ไทย-ฝรั่งเศส”   ...

ความสัมพันธ์ 170 ปี “ไทย-ฝรั่งเศส”   “การทูตเชิงรุก”ต้องดับฝัน กัมพูชา-ใช้ปารีสเคลมพรมแดน

เผยแพร่

spot_img

                         การเดินทางเยือนกรุงปารีสอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล พร้อมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจและความมั่นคง ระหว่างวันที่ 21-27 พฤษภาคม 2569 ถูกฉายภาพต่อสาธารณะในฐานะการเฉลิมฉลองครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต และการลงนามแผนปฏิบัติการร่วม (Joint Action Plan 2026-2028) เพื่อมุ่งสู่ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ทว่าในฉากหลังที่ทรงพลัง ยุทธศาสตร์การทูตครั้งนี้คือ “ปฏิบัติการเชิงรุก” เพื่อนำข้อเท็จจริงปมพรมแดนและพื้นที่ทับซ้อน (OCA) ไปแสดงต่อประธานาธิบดี เอมานูเอล  มาครง หวังหักล้างร่องรอยการเดินเกมล็อบบี้ของกัมพูชาที่รุกคืบปารีสไปก่อนหน้านี้ พร้อมประกาศจุดยืนสากลว่าไทยคือ “ผู้ขายที่เข้มแข็ง” บนผลประโยชน์ชาติที่ไม่ยอมให้ใครบิดเบือน

                             การสลับฉากจากสนามการเมืองภายในสู่เวทีสากลของผู้นำไทยในรอบนี้ สะท้อนถึงการปรับกระบวนทัศน์การต่างประเทศครั้งสำคัญของตึกไทยคู่ฟ้า วาระทวิภาคีที่ดูเป็นทางการ ณ ทำเนียบประธานาธิบดีฝรั่งเศส แท้จริงแล้วคือจังหวะก้าวทางการเมืองระหว่างประเทศที่ไทยจำเป็นต้อง “แก้เกม” หลังจากที่ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เดินสายเข้าพบ ปธน. มาครง อย่างเป็นทางการเพื่อสร้างความสนิทสนมและหวังดึงอดีตเจ้าอาณานิคมผู้ถือครองพิมพ์เขียวแผนที่พรมแดนอินโดจีนมาเป็นแต้มต่อ

                            การขยับตัวของคณะผู้แทนไทยในห้วงเวลานี้ จึงไม่ใช่เพียงการเสาะแสวงหาเม็ดเงินลงทุนใหม่ แต่คือการเดินเข้าหา “ศูนย์กลางข้อมูลหลัก” เพื่อปิดช่องว่างทางภูมิรัฐศาสตร์ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

                           สาระสำคัญในการนำข้อเท็จจริงไปแสดงต่อฝรั่งเศสรอบนี้ วางอยู่บนฐานรากของประวัติศาสตร์ที่มีร่วมกันมานานถึง 170 ปี ซึ่งส่งผลให้ปารีสเป็นผู้ที่เข้าใจ “ไส้ใน” ของแนวเขตแดนและสนธิสัญญาโบราณดีที่สุดกลุ่มหนึ่งในโลก นายกฯ อนุทินเตรียมความพร้อมในการหักล้างวาทกรรมฝ่ายเดียว โดยแสดงเจตจำนงที่แน่วแน่ว่าไทยยึดมั่นในกรอบกฎหมายระหว่างประเทศและการเจรจาอย่างตรงไปตรงมา การเปิดไพ่ข้อเท็จจริงในวาระมื้อค่ำแห่งไมตรี จึงเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังประเทศเพื่อนบ้านว่า เล่ห์เหลี่ยมทางการทูตที่ไร้ความจริงใจ หรือพฤติกรรมก้าวร้าวแฝงเร้นในเวทีโลก จะถูกทลายลงด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ที่รัฐบาลไทยนำไปกางบนโต๊ะเจรจาต่อหน้าผู้นำฝรั่งเศสโดยตรง

                               ขณะเดียวกัน การเดินเกมครั้งนี้ยังผูกโยงมิติความมั่นคงเข้ากับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีสมัยได้อย่างเป็นเนื้อเดียว  ผ่านการเข้าหารือกับทั้งสมาคมนายจ้างฝรั่งเศส (MEDEF International) และทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA)   รัฐบาลไทยกำลังฉายภาพให้ชาติมหาอำนาจยุโรปเห็นว่า การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดและการพัฒนาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล (OCA) ในอนาคต จะต้องดำเนินไปภายใต้มาตรฐานสากลและความโปร่งใส

                             การดึงฝรั่งเศสเข้ามามีส่วนร่วมในฐานะพันธมิตรทางนวัตกรรมขั้นสูงและการบินอวกาศ ถือเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ที่เปลี่ยนให้ฝรั่งเศสกลายเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในความมั่นคงของไทย มากกว่าจะปล่อยตัวเป็นเพียงผู้ชมที่เอนเอียงไปตามการชักจูงทางการเมืองของกัมพูชา

                            นอกจากนี้ ท่วงทำนองการเจรจาภายใต้หลักคิด “Strong Seller” หรือ “ผู้ขาย-ที่เข้มแข็ง” ที่ผู้นำไทยประกาศกร้าวว่า “จะไม่มีการเจรจาต่อรองเพื่อลดแลกแจกแถมแบบไร้มูลค่าเพิ่ม” นับเป็นการส่งสารเตือนสติทั้งบริบทการค้าและการทูตในภูมิภาค ว่า“ประเทศไทย” ในศตวรรษที่ 21 จะไม่ยอมตกเป็นรองในฐานะผู้ร้องขออีกต่อไป การสร้างมูลค่าให้แก่สินทรัพย์ของชาติ ตั้งแต่การผลักดันแฟชั่น ผ้าไทย และ “ชุดไทย” สู่บัญชียูเนสโก (UNESCO) ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมไฮเทค ล้วนเป็นองคาพยพที่สร้างอำนาจต่อรองระดับสูง เพื่อพิสูจน์ให้ปารีสเห็นว่าการเป็นพันธมิตรกับกรุงเทพฯ นั้น ให้ผลตอบแทนที่จับต้องได้และมีความเสถียรมากกว่าการเล่นเกมการเมืองชายแดนที่ไม่มีวันจบสิ้น

                            การทูตเชิงรุก ณ กรุงปารีส เที่ยวนี้ จึงเป็นภาพสะท้อนของการต่างประเทศที่เปลี่ยนจากการตั้งรับมาเป็นการ “ดับไฟตั้งแต่ต้นลม” ชัยชนะในสมรภูมิข่าวสารและการทูตยุคใหม่ไม่ได้วัดกันที่จำนวนครั้งในการเข้าพบผู้นำระดับโลก แต่วัดกันที่ความลึกซึ้งของข้อเท็จจริงและความสามารถในการรักษาดุลอำนาจ การปิดประตูความก้าวร้าวทางการทูตของกัมพูชา ในฝรั่งเศสครั้งนี้ ถือเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่แสดงให้เห็นว่า หากคิดจะใช้เวทีสากลเพื่อบิดเบือนสิทธิอธิปไตยของไทย ชาติผู้นั้นจะต้องเผชิญกับการโต้กลับทางยุทธศาสตร์ที่สุขุม คมชัด และทรงพลังอย่างยิ่ง

                          การทูตและการรักษาเสถียรภาพพรมแดน มิใช่การแสวงหากลไกภายนอกมาเพื่อสร้างอำนาจต่อรองที่บิดเบือน หากแต่คือสำนึกความรับผิดชอบของผู้นำประเทศที่พึงระลึกว่า ประชากรตามแนวชายแดนที่มีสายเลือดและวิถีชีวิตผูกพันกันฉันท์ญาติมิตร ย่อมต้องการนโยบายที่ตั้งอยู่บนรากฐานของความจริงใจและการเคารพในกติกาโลกอย่างบริสุทธิ์ใจ 

                        น่าเสียดายที่กระบวนทัศน์การอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพาอาศัยนี้ มักถูกมองข้ามไปสู่เกมการเมืองระหว่างประเทศที่ไร้แก่นสารของผู้นำประเทศเพื่อนบ้านบางราย  คราวนี้ก็เป็นเครื่องเตือนสติให้ตระหนักว่า ความจริงและความเป็นมิตรที่ยั่งยืนนั้น ย่อมเกิดจากการสบตาและเจรจากันด้วยความซื่อตรง หาใช่การเดินสายเอาความเท็จไปแสวงหาความชอบธรรมอย่างไร้เหตุผลที่ไร้ยางอาย 

2569-05-24  “ชัยทัศน์”

ข่าวล่าสุด

สแกนทางแยก “ครัวโลก” ไทย ในวันที่ปัจจัย“ลบรอบทิศ”

ยุทธศาสตร์ “ครัวของโลก” ถูกผลักดันมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2540 โดยมุ่งหวังใช้ความโดดเด่นด้านเกษตรกรรม การแปรรูป และการทูตอาหาร เป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ

“โดรน” เปลี่ยนโลก !  จากเทคโนโลยีพลเรือน สู่ขีดความสามารถความมั่นคง   ที่ไทยต้อง “ใช้ให้เป็น-ป้องกันให้ทัน !”

“โดรน” ไม่ใช่เพียงอุปกรณ์ถ่ายภาพหรือเครื่องมือเกษตรอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญทั้งในเศรษฐกิจ การกู้ภัย การรักษาความปลอดภัย และสนามรบ

อนุทิน บิน 3 ประเทศ เปิดประตูโลก…แล้วไทยได้อะไรกลับบ้าน ?

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีกำหนดเดินทางระหว่างวันที่ 20-27 กันยายน 2569 เยือนญี่ปุ่น เข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 หรือ UNGA81 (United Nations General Assembly) ที่นครนิวยอร์ก และต่อไปยังสหราชอาณาจักร

“ท่วม” หรือ “แล้ง” ยังเป็นภัยเงียบ ?   พายุเงียบในอ่างเก็บน้ำ ! เมื่อ “80%” ต้องไม่กลายเป็นกับดัก

กรมชลประทานประเมินว่า ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 อ่างเก็บน้ำทั่วประเทศอาจมีน้ำประมาณ 61,064 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือราว 80% ของความจุอ่าง

ข่าวอื่นๆ

สแกนทางแยก “ครัวโลก” ไทย ในวันที่ปัจจัย“ลบรอบทิศ”

ยุทธศาสตร์ “ครัวของโลก” ถูกผลักดันมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2540 โดยมุ่งหวังใช้ความโดดเด่นด้านเกษตรกรรม การแปรรูป และการทูตอาหาร เป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ

“โดรน” เปลี่ยนโลก !  จากเทคโนโลยีพลเรือน สู่ขีดความสามารถความมั่นคง   ที่ไทยต้อง “ใช้ให้เป็น-ป้องกันให้ทัน !”

“โดรน” ไม่ใช่เพียงอุปกรณ์ถ่ายภาพหรือเครื่องมือเกษตรอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญทั้งในเศรษฐกิจ การกู้ภัย การรักษาความปลอดภัย และสนามรบ

อนุทิน บิน 3 ประเทศ เปิดประตูโลก…แล้วไทยได้อะไรกลับบ้าน ?

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีกำหนดเดินทางระหว่างวันที่ 20-27 กันยายน 2569 เยือนญี่ปุ่น เข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 หรือ UNGA81 (United Nations General Assembly) ที่นครนิวยอร์ก และต่อไปยังสหราชอาณาจักร