หน้าแรกINSIDE - INSIGHTจากม่านหมอกที่ “ปาย”  เคลื่อนลงใต้ “เกาะพะงัน”

จากม่านหมอกที่ “ปาย”  เคลื่อนลงใต้ “เกาะพะงัน”

เผยแพร่

spot_img

สัญญาณเตือนภัย…นิคมแฝง ?

ถอดรหัส “อิสราเอล-โมเดล” กับวิกฤตนอมินีที่รัฐไทยต้องเลิกสายตาสั้น !

                              ปฏิบัติการสายฟ้าแลบบุกค้นศูนย์การเรียนรู้เถื่อนบนเกาะพะงันเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา คือสัญญาณเตือนภัยระดับสีแดงที่ชี้ให้เห็นว่า เกาะสวรรค์แห่งนี้กำลังถูกเปลี่ยนสภาพจากแหล่งท่องเที่ยวสู่ “นิคมต่างชาติ” อย่างเป็นระบบ โดยมีช่องโหว่ทางกฎหมายและความใจกว้างที่ไร้ขอบเขตของกลไกรัฐไทยเป็นสะพานทอดผ่าน

                           ปฏิบัติการสนธิกำลังบุกตรวจค้นสถานรับเลี้ยงเด็กผิดกฎหมายบนเกาะพะงันเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ไม่ใช่เพียงคดีลักลอบทำงานทั่วไป แต่คือการเปิดหน้าประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานอุบัติใหม่ เมื่อพบเด็กสัญชาติอิสราเอลถึง 89 คน ซุกซ่อนอยู่ในสถานที่ที่ขออนุญาตรับเด็กเพียง 18 คน   

                          ข้อมูลเชิงสังคมศาสตร์ระบุว่า การตั้งสถานศึกษาของตนเองคือ “ธงนำ” ของการเปลี่ยนสภาพจากผู้พำนักชั่วคราวสู่การลงหลักปักฐานถาวร เพื่อรักษาอัตลักษณ์ทางภาษาฮีบรูและวัฒนธรรมเดิมไว้ประหนึ่งการยกเอาบ้านเกิดมาตั้งไว้กลางอ่าวไทย โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบการศึกษาของประเทศเจ้าบ้านให้ผิดแผกไปจากเดิม

                              เมื่อกางสถิติย้อนหลัง 3 ปี จะเห็นอัตราการเติบโตที่น่าตื่นตระหนก จากปี 2567 ที่มีชาวอิสราเอลเดินทางเข้าไทยราว 2.8 แสนคน พุ่งสูงขึ้นเป็น 3.5 แสนคน ในปี 2568 และข้อมูลล่าสุด ณ มีนาคม 2569 พบชาวอิสราเอลพำนักในไทยกว่า 31,892 คน โดยในเขตสุราษฎร์ธานี  ที่เกาะสมุย และพะงัน มีกลุ่มที่ยื่นขออยู่ต่อสูงถึง 5,938 คน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับสัญชาติอื่นอย่างรัสเซียหรือยูเครน แม้จำนวนรวมจะน้อยกว่า แต่กลุ่มอิสราเอลกลับมีความโดดเด่นในการสร้าง “โครงสร้างพื้นฐานทางสังคม” ที่เข้มแข็งและเป็นเอกเทศ ราวกับกำลังประกาศกลายๆ ว่าที่นี่ไม่ใช่แค่ทางผ่าน แต่คือปลายทางของการใช้ชีวิต

                            เปิดโมเดลในต่างประเทศ จะพบ “พิมพ์เขียว” ที่คล้ายคลึงกันอย่างน่าอัศจรรย์ เช่นใน บราซิล (Santa Cruz do Sul) ที่ใช้การย้ายถิ่นฐานเชิงวัฒนธรรมจนเปลี่ยนโฉมหน้าเมือง หรือใน กรีซและไซปรัส ที่ใช้โมเดลการกว้านซื้ออสังหาริมทรัพย์สร้างคอมเพล็กซ์ที่พักอาศัยเฉพาะกลุ่มสัญชาติ  ต่างจากพะงันตรงที่ประเทศเหล่านั้นแลกมาด้วยการลงทุนอย่างเป็นระบบ แต่ของไทยมักเป็นการใช้ช่องโหว่เรื่องนอมินีและการเช่าช่วงที่ดินในจุดยุทธศาสตร์ เปรียบได้กับการที่เจ้าของบ้านยอมให้แขกเข้ามาต่อเติมบ้านตามใจชอบ โดยลืมไปว่าในอนาคตตนเองอาจทำได้เพียงยืนมองดูอยู่แค่หน้าประตู

                            ในพื้นที่ ปาตาโกเนีย อาร์เจนตินา ทุนต่างชาติใช้วิธีซื้อที่ดินมหาศาลเพื่อสร้างอาณาจักรส่วนตัว (Private Estates) จนคนท้องถิ่นเข้าไม่ถึงทรัพยากร ขณะที่พะงันกำลังพัฒนาสู่โมเดล “เศรษฐกิจหมุนเวียนภายในกลุ่ม” ซึ่งเงินตราจะสะพัดอยู่เฉพาะในเครือข่ายธุรกิจสัญชาติเดียวกัน ตั้งแต่ร้านอาหาร คาเฟ่ ไปจนถึงสถานศึกษา เม็ดเงินที่ควรจะกระจายสู่มือคนไทยจึงเหลือเพียงเศษเสี้ยวของค่าจ้างแรงงานระดับล่าง เป็นความสำเร็จทางการท่องเที่ยวที่น่าภาคภูมิใจในตัวเลข แต่ช่างเปล่าเปลี่ยวในกระเป๋าของคนในท้องถิ่นอย่างยิ่ง

                              ประเด็นที่น่าพิศวงที่สุดคือขีดความสามารถของหน่วยงานรัฐในพื้นที่ ซึ่งมักแสดงความเฉลียวฉลาดในการจับกุม “ปลายเหตุ” เช่น ครูต่างชาติไม่มีใบอนุญาต หรือวีซ่าที่หมดอายุลงอย่างพอดิบพอดี แต่กลับแสดงอาการ “สายตาสั้นเชิงโครงสร้าง” มองไม่เห็นเส้นทางการเงินของบริษัทนอมินีที่ถือครองวิลล่าหรูมูลค่า 50-100 ล้านบาท เป็นความลักลั่นในการบังคับใช้กฎหมายที่ทำให้เราได้เห็นภาพพจน์อันงดงามว่า รัฐไทยนั้นช่างมีเมตตาและอดทนต่อความผิดปกติที่มูลค่ามหาศาลได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ

                               ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่เกาะพะงัน แต่กำลังลุกลามไปยังพื้นที่เหนือสุดอย่าง อ.ปาย จว. แม่ฮ่องสอน ซึ่งพบสถิติชาวอิสราเอลยื่นขออยู่ต่อกว่า 139 ราย และมีการพำนักจริงสะพัดกว่า 3,000 คนต่อเดือน จนเกิดการร้องเรียนเรื่องการแย่งอาชีพคนท้องถิ่นในแทบทุกมิติ สะท้อนให้เห็นว่า “พะงันโมเดล” กำลังถูกขยายผลไปทั่วประเทศ ผ่านความร่วมมืออันดีเยี่ยมจากนอมินีชาวไทยผู้มีความกตัญญูต่อผลประโยชน์ส่วนตน จนลืมไปว่าสิทธิในที่ดินทำกินที่บรรพบุรุษรักษาไว้นั้น ไม่ได้มีไว้เพื่อแลกกับค่าจ้างเซ็นชื่อในกระดาษเพียงไม่กี่แผ่น

                           บทสรุปจากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่อำเภอเกาะพะงันไปจนถึงอำเภอปาย จึงเป็นโจทย์สำคัญที่ภาครัฐต้องเร่งจัดวางยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทุนและแรงงานต่างชาติให้มีความชัดเจนและรัดกุมกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมการท่องเที่ยวและการรักษาโครงสร้างสังคมท้องถิ่นให้เข้มแข็ง หากการบังคับใช้กฎหมายยังคงดำเนินไปเพียงเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า โดยขาดการตรวจสอบเชิงลึกถึงต้นทางของอำนาจการบริหารจัดการพื้นที่ เราอาจสูญเสียโอกาสในการกำหนดทิศทางอนาคตของชุมชนท่องเที่ยวสำคัญเหล่านี้ไปอย่างน่าเสียดาย และนั่นคือภาระหน้าที่อันหนักอึ้งที่คนรุ่นเราต้องตระหนัก เพื่อส่งต่อรากฐานที่มั่นคงและยั่งยืนให้แก่คนรุ่นถัดไปในฐานะเจ้าของพื้นที่อย่างแท้จริง

2569-05-08  “ชัยทัศน์”

ข่าวล่าสุด

“A Spectacular Convergence of Faith and Culture: Wat Sarod Celebrates New Preceptor”

"Bangkok’s historic Wat Sarod, located in the Rat Burana District, is set to host an extraordinary cultural and religious milestone on May 30, 2026.

โปรดเกล้าฯ ให้ผู้นำเวียตนาม เข้าเฝ้าฯ  มุ่งเจรจาการค้าพลิกฟื้น…เสถียรภาพอินโดจีน

ในวโรกาสอันเป็นนิมิตหมายอันดีนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายโต เลิม และคณะผู้แทนเวียดนาม เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

หรือ…ตราชั่งชำรุดที่จุดเริ่มต้น ?  เมื่อศาลตัดสินจำคุกอดีต ประธาน ปปช.กับพวก

วานนี้ คำพิพากษาของศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลางที่สั่งจำคุกอดีตประธาน ปปช. และกรรมการ กรณีปกปิดข้อความเอกสารคดีนาฬิกาหรู แม้จะเป็นเพียงเสี้ยวแรกของกระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลต้นที่ยังไม่ถึงที่สุด

ครบรอบ 120 ปี ชาตกาล พุทธทาสภิกขุ

วันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เป็นวาระอันประเสริฐและทรงความหมายยิ่งสำหรับพระพุทธศาสนาและสังคมโลก เนื่องในโอกาสครบรอบ 120 ปี วันชาตกาล ของ พระธรรมโกศาจารย์ หรือ พุทธทาสภิกขุ

ข่าวอื่นๆ

โปรดเกล้าฯ ให้ผู้นำเวียตนาม เข้าเฝ้าฯ  มุ่งเจรจาการค้าพลิกฟื้น…เสถียรภาพอินโดจีน

ในวโรกาสอันเป็นนิมิตหมายอันดีนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายโต เลิม และคณะผู้แทนเวียดนาม เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

หรือ…ตราชั่งชำรุดที่จุดเริ่มต้น ?  เมื่อศาลตัดสินจำคุกอดีต ประธาน ปปช.กับพวก

วานนี้ คำพิพากษาของศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลางที่สั่งจำคุกอดีตประธาน ปปช. และกรรมการ กรณีปกปิดข้อความเอกสารคดีนาฬิกาหรู แม้จะเป็นเพียงเสี้ยวแรกของกระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลต้นที่ยังไม่ถึงที่สุด

ศึกศรัทธา 2 ขั้ว “สายวัด“ VS   ”สายวัง”  คลื่นใต้น้ำวงการพระเครื่อง เดิมพันนับแสนล้าน

การเผชิญหน้าครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การโต้เถียงเรื่องความแท้-เก๊ในแผงพระทั่วไป หากแต่เป็นสงครามช่วงชิง “ความชอบธรรม” ในการกำหนดทิศทางมูลค่าทรัพย์สินที่ขับเคลื่อนด้วยแรงศรัทธา