หน้าแรกINSIDE - INSIGHTพรรคการเมืองล้นสนาม 2569  เมื่อ "จำนวน" สวนทางกับ "คุณภาพ" ?

พรรคการเมืองล้นสนาม 2569  เมื่อ “จำนวน” สวนทางกับ “คุณภาพ” ?

เผยแพร่

spot_img

ปรากฏการณ์ 90 พรรคการเมืองลงชิงชัย 

กับดักอำนาจหรือโอกาสของประชาชน?

                        เปิดสถิติ กกต. ผู้สมัครทะลุ 5,000 คน แคนดิเดตนายกฯ เฉียดร้อย สะท้อนภาพการเมืองที่อาจใช้พรรคเป็น “โพรไฟล์” มากกว่า “นโยบาย”

                      สถิติจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง กกต. สำหรับการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เผยตัวเลขที่น่าตกใจเมื่อมีพรรคการเมืองเสนอตัวเข้าสู่ระบบมากกว่า 90 พรรคการเมือง โดยมีผู้สมัคร สส. รวมกว่า 5,000 คน และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีสูงถึง 94 รายชื่อ ตัวเลขที่สูงเป็นประวัติการณ์นี้กำลังสะท้อนภาพว่า พรรคการเมืองไทยกำลังกลายเป็น “เครื่องมือสร้างตัวตน” ทางการเมืองมากกว่าสถาบันทางนโยบาย ซึ่งอาจส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพและการบริหารราชการแผ่นดินหลังการจัดตั้งรัฐบาล

                            จากการตรวจสอบข้อมูล กกต. สรุปภาพรวมการรับสมัครพบว่า มีพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครแบบแบ่งเขตจำนวน 60 พรรค มีผู้สมัคร 3,526 คน  ขณะที่มีพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อรวม 57 พรรค มีผู้สมัคร 1,570 คน และที่น่าสนใจที่สุดคือการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีรวม 94 รายชื่อ จาก 43 พรรคการเมือง ซึ่งในเชิงรัฐศาสตร์ถือว่าเป็นจำนวนที่สูงเกินกว่าความเป็นจริงของการชิงตำแหน่งบริหารสูงสุด ทำให้เกิดคำถามว่า “แคนดิเดต” จำนวนมากถูกใช้เป็นเพียงสัญลักษณ์ทางการตลาดเพื่อสร้างความน่าจดจำให้พรรคมากกว่าความตั้งใจจะเข้าสู่อำนาจจริง

                       ปรากฏการณ์ “พรรคการเมืองล้นสนาม” นี้ วิเคราะห์ได้ว่าเป็นผลมาจากระบบเลือกตั้งและแรงจูงใจในการเข้าสู่วงโคจรอำนาจ พรรคขนาดเล็กจำนวนมากไม่ได้เกิดจากฐานอุดมการณ์ที่แตกต่างชัดเจน แต่ถูกตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็น “พรรคเฉพาะกิจ” หรือพรรคที่สร้างขึ้นเพื่อเพิ่มโอกาสในการสะสมคะแนนจากกลุ่มเฉพาะ  หวังเพียงผลคะแนนรวมที่จะนำไปคำนวณที่นั่ง สส. บัญชีรายชื่อ เพื่อใช้เป็นอำนาจต่อรองในการร่วมรัฐบาลหรือแลกเปลี่ยนตำแหน่งในอนาคต มากกว่าการแข่งขันในทัศนคติทางการเมือง

                            เมื่อพิจารณาผลที่จะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง คาดการณ์ว่าจะเกิดกลุ่มก้อนอำนาจใหญ่เพียง 2-3 พรรคหลัก เท่านั้น ขณะที่พรรคเล็กพรรคน้อยที่ผ่านเกณฑ์เข้าสู่สภาจะถูกดึงเข้าสู่กระบวนการ “บีบตัวร่วมรัฐบาล” ทันที

                            ผลดีของการมีพรรคเล็กจำนวนมากคือการสะท้อนความหลากหลาย แต่ผลเสียที่ร้ายแรงกว่าคือ “เสถียรภาพของรัฐบาล” ที่อาจต้องเผชิญกับเงื่อนไขการต่อรองที่ไม่มีสิ้นสุด นำไปสู่การจัดสรรกระทรวงแบบ “บุฟเฟต์-คาบิเนต” หรือการบริหารงานที่ขาดเอกภาพเพราะแต่ละพรรคมีวาระซ่อนเร้นของตนเอง

                         ระบบการเมืองไทยในครั้งนี้จึงแตกต่างจากหลายประเทศ  อาทิ สหรัฐ ฯ หรือญี่ปุ่น ที่ระบบพรรคมีการคัดกรองตามธรรมชาติจากฐานคะแนนเสียงที่แท้จริง แต่ในไทย พรรคการเมืองถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้าง “โพรไฟล์ส่วนตัว” ของนักการเมืองหน้าใหม่หรือกลุ่มผลประโยชน์ที่ต้องการพื้นที่สื่อ 

                          การมีพรรคจำนวนมากจึงไม่ได้หมายความว่าประชาชนมีทางเลือกมากขึ้นเสมอไป แต่อาจหมายถึงความกระจัดกระจายของคะแนนเสียงที่ทำให้การตัดสินใจเชิงนโยบายระดับประเทศทำได้ยากขึ้นภายใต้รัฐบาลผสมหลายพรรค

                          ข้อกังวลที่สำคัญคือ การที่พรรคการเมืองและผู้สมัครจำนวนมากมุ่งเพียงการ “เข้าสู่วงโคจร” เพื่อต่อยอดอำนาจและสถานะส่วนตัว จะส่งผลให้การแข่งขันเชิงนโยบายถูกลดทอนคุณค่าลง การเลือกตั้งอาจถูกมองว่าเป็นเพียงเกมการแสวงหาสถานะ มากกว่ากระบวนการคัดเลือกผู้แทนเข้าไปทำหน้าที่นิติบัญญัติหรือตรวจสอบอย่างมีคุณภาพ สังคมจึงต้องตั้งคำถามว่า จำนวนพรรคที่ล้นสนามในวันนี้ ได้ช่วยแก้ปัญหาพื้นฐานของประชาชน หรือเพียงแค่ช่วยสร้างอาชีพให้แก่คนกลุ่มหนึ่งในคราบนักการเมืองเท่านั้น

                           การมีพรรคการเมืองอาสาเข้าสู่สนามเลือกตั้งจำนวนมาก อาจดูเหมือนเป็นทางเลือกที่หลากหลาย แต่ในมิติของคุณภาพระบบรัฐสภา ปริมาณที่ล้นเกินอาจเป็นเพียงกลยุทธ์ในการสร้างตัวตนทางการเมืองมากกว่าการมุ่งเน้นที่ตัวนโยบาย       

หากผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งจะพิจารณาเพียงภาพลักษณ์ภายนอกโดยไม่ตรวจสอบความพร้อมในการบริหาร เสียงอันมีค่าของท่านอาจถูกนำไปใช้เป็นเพียง “แต้มต่อ” ในการเจรจาผลประโยชน์เพื่อจัดตั้งรัฐบาลผสมที่ขาดเอกภาพ 

                           สุดท้ายผลกระทบจากการบริหารที่ไร้ทิศทางย่อมตกอยู่กับประชาชนโดยตรง หากไม่อยากให้ประเทศเป็นเพียงเวทีสร้างโพรไฟล์ของกลุ่มผลประโยชน์ การตัดสินใจในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ จึงต้องตั้งอยู่บนการคัดกรองพรรคการเมืองที่พร้อมจะทำงานเพื่อมหาชนอย่างแท้จริง มิใช่ทเพียงพรรคที่หวังจะเข้าสู่วงโคจรอำนาจเพื่อเป้าหมายส่วนตน

2569-02-03 “ชัยทัศน์“ 

ข่าวล่าสุด

“A Spectacular Convergence of Faith and Culture: Wat Sarod Celebrates New Preceptor”

"Bangkok’s historic Wat Sarod, located in the Rat Burana District, is set to host an extraordinary cultural and religious milestone on May 30, 2026.

โปรดเกล้าฯ ให้ผู้นำเวียตนาม เข้าเฝ้าฯ  มุ่งเจรจาการค้าพลิกฟื้น…เสถียรภาพอินโดจีน

ในวโรกาสอันเป็นนิมิตหมายอันดีนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายโต เลิม และคณะผู้แทนเวียดนาม เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

หรือ…ตราชั่งชำรุดที่จุดเริ่มต้น ?  เมื่อศาลตัดสินจำคุกอดีต ประธาน ปปช.กับพวก

วานนี้ คำพิพากษาของศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลางที่สั่งจำคุกอดีตประธาน ปปช. และกรรมการ กรณีปกปิดข้อความเอกสารคดีนาฬิกาหรู แม้จะเป็นเพียงเสี้ยวแรกของกระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลต้นที่ยังไม่ถึงที่สุด

ครบรอบ 120 ปี ชาตกาล พุทธทาสภิกขุ

วันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เป็นวาระอันประเสริฐและทรงความหมายยิ่งสำหรับพระพุทธศาสนาและสังคมโลก เนื่องในโอกาสครบรอบ 120 ปี วันชาตกาล ของ พระธรรมโกศาจารย์ หรือ พุทธทาสภิกขุ

ข่าวอื่นๆ

โปรดเกล้าฯ ให้ผู้นำเวียตนาม เข้าเฝ้าฯ  มุ่งเจรจาการค้าพลิกฟื้น…เสถียรภาพอินโดจีน

ในวโรกาสอันเป็นนิมิตหมายอันดีนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายโต เลิม และคณะผู้แทนเวียดนาม เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

หรือ…ตราชั่งชำรุดที่จุดเริ่มต้น ?  เมื่อศาลตัดสินจำคุกอดีต ประธาน ปปช.กับพวก

วานนี้ คำพิพากษาของศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลางที่สั่งจำคุกอดีตประธาน ปปช. และกรรมการ กรณีปกปิดข้อความเอกสารคดีนาฬิกาหรู แม้จะเป็นเพียงเสี้ยวแรกของกระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลต้นที่ยังไม่ถึงที่สุด

ศึกศรัทธา 2 ขั้ว “สายวัด“ VS   ”สายวัง”  คลื่นใต้น้ำวงการพระเครื่อง เดิมพันนับแสนล้าน

การเผชิญหน้าครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การโต้เถียงเรื่องความแท้-เก๊ในแผงพระทั่วไป หากแต่เป็นสงครามช่วงชิง “ความชอบธรรม” ในการกำหนดทิศทางมูลค่าทรัพย์สินที่ขับเคลื่อนด้วยแรงศรัทธา