หน้าแรกINSIDE - INSIGHTระวัง...“กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้”  ผ่าปม “ปิดชื่อ-ถือพฤติกรรม” กับมหากาพย์ทุจริตสอบท้องถิ่น 4,500 ล้าน

ระวัง…“กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้”  ผ่าปม “ปิดชื่อ-ถือพฤติกรรม” กับมหากาพย์ทุจริตสอบท้องถิ่น 4,500 ล้าน

เผยแพร่

spot_img

INSIDE INSIGHT ประจำวันที่ 5 กรกฎาคม 2569

โดย-  “ชัยทัศน์”

                               มหากาพย์การทุจริตสอบแข่งขันเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่นที่มีมูลค่าความเสียหายสูงถึง 4,500 ล้านบาท กำลังเดินเข้าสู่ตำรา “กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าเมื่อครบกำหนด 7 วัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะออกมาให้สัมภาษณ์ด้วยท่าทีขึงขังเด็ดขาด โดยประกาศนโยบายชัดเจนให้ “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” พร้อมทั้งให้คำมั่นสัญญากับสังคมว่าจะ “ไม่มีมวยล้มต้มคนดู” ทว่าในมิติของการสืบสวนสอบสวนคดีอาญาเชิงรุก การระดมหน่วยงานตรวจสอบถึง 6-7 องค์กรลงพื้นที่สับหลีกหน้าเสื่อ พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวนชุดต่างๆ กลับสวนทางกับหลักปราบปรามหน้างาน เพราะหัวใจของการพิสูจน์คำมั่นสัญญานั้น ไม่ใช่การตั้งโต๊ะสอบสวนภาพรวมอันเนิ่นนานจนคนโกงไหวตัวทัน แต่คือการทยอยออกหมายจับและควบคุมตัวผู้กระทำความผิดอย่างต่อเนื่องทันทีจากพยานหลักฐานประจักษ์ที่มีอยู่แล้ว

                              เม็ดเงินมหาศาลกว่าสี่พันล้านบาทที่สะพัดอยู่ในขบวนการนี้ เกิดจากการเรียกเก็บหัวคิวจากผู้สมัครสอบในอัตราสูงถึงรายละ 300,000 ถึง 500,000 บาท แลกกับการการันตีผลสอบผ่าน 100% ซึ่งในทางสืบสวนสอบสวน เครือข่ายอาชญากรรมทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่เช่นนี้ ย่อมต้องมีกลไกเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่กลุ่มโมเดลลิ่งคนเดินเงินในพื้นที่  ข้าราชการ  ไปจนถึงเจ้าหน้าที่ระบบ IT ของสถาบันที่จัดสอบ เพื่อเข้าถึงฐานข้อมูลและทำการแก้ไขดัดแปลงคะแนนดิบจากน้อยให้กลายเป็นสอบได้   ซึ่งหลักฐานสำคัญเหล่านี้ทิ้งร่องรอยเอาไว้มากมาย ทั้งเส้นทางการเงินและข้อมูล Log File ในคอมพิวเตอร์

                           ข้อเท็จจริงที่หลบหนีไม่ได้ในคดีนี้  ที่พบก่อนแล้วคือพฤติการณ์ของอดีตปลัดจังหวัดภูเก็ตที่มีการเรียกเก็บเงินจากผู้สมัครสอบรายละ 300,000 บาท เพียงพอในการดำเนินคดี ครั้นต่อมาคืนเงินให้แก่ผู้สมัครยิ่งเขม็งเกลียวว่ากระทำผิดแน่  ในทางปฏิบัติของการสอบสวนคดีอาญาทั่วไปเพียงพอที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของฐานความผิดแล้ว

ประตูแห่งคดีอาญาถูกเปิดออกทันทีอย่างไม่อาจหมุนเวลากลับ และนี่คือสารตั้งต้นชั้นเลิศที่พนักงานสอบสวนสามารถใช้เป็นแกนหลักในการสอบเค้นและขยายผลจับกุมผู้เกี่ยวข้องรายต่อไปได้ทันที 

                            ในภาคปฏิบัติของการทำคดีอาญา ยุทธวิธีที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดของพนักงานสอบสวนคือ “การสืบสวนขยายผลจากการพบการกระทำความผิดที่ปรากฏชัดเจน” เพื่อเป็นหัวเจาะนำทางไปสู่ผู้กระทำความผิดรายอื่น ๆ ยิ่งเมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่มีผู้สมัครสอบจำนวนไม่น้อยกว่า 3,000 คน ยอมจ่ายเงินรวมกันจนเป็นมูลค่ามหาศาลเกือบห้าพันล้านบาท ย่อมหมายความว่าพนักงานสอบสวนมีบัญชีรายชื่อและกระดาษคำตอบของผู้สมัครเหล่านี้เป็นแผนที่นำทางอยู่แล้ว เมื่อการสืบสวนสอบสวน พบความผิดปกติของการแก้ไขคะแนนหรือเส้นทางการเงินโยงไปถึงใคร พนักงานสอบสวนตรวจสอบว่าเข้าองค์ประกอบของฐานความผิด ก็ย่อมมีอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในการจับกุมคุมขัง ได้อย่างต่อเนื่องเหมือนโดมิโน่ โดยไม่ต้องรอให้เสร็จสิ้นการสอบของคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ที่ตั้งขึ้น

                          การที่รัฐบาลเลือกใช้วิธีแยกส่วนให้หลายหน่วยงานเข้ามาตรวจสอบ และตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหลายชุด แม้จะดูเป็นการเอาจริงเอาจังเพื่อให้สอดรับกับเจตนารมณ์ที่มหาดไทยประกาศว่าจะ “ต้องสาวให้ถึงไอ้โม่ง” แต่อุปสรรคในทางปฏิบัติมักนำไปสู่ข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาในการทำงาน ซึ่งในที่สุดการอ้างว่ามีพยานหลักฐานจำนวนมาก มีผู้สมัครสอบที่ต้องสอบปากคำเป็นพันราย หรือต้องใช้เวลาตรวจพิสูจน์เอกสารคะแนนในห้องมั่นคงอย่างละเอียด มักทำให้คดีลากยาวจนเข้าข่าย “กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้”    กลายเป็นปล่อยให้เวลาล่วงเลยจนพยานหลักฐานถูกบิดเบือน ทั้งที่ในความเป็นจริง หากหันมาเน้นการเดินหน้าคดีอาญาควบคู่กับการจับกุมต่อเนื่องจากจุดอดีตปลัดจังหวัดและรายชื่อในกระดาษคำตอบ ย่อมจะกวาดล้างผู้กระทำความผิดได้เป็นจำนวนมากและถึงตัวบงการใหญ่ได้รวดเร็วกว่า

                            ในส่วนของการจัดการข้าราชการหรือผู้สมัครสอบที่ทุจริตและได้รับการบรรจุแต่งตั้งเข้าทำงานไปแล้วนั้น กระบวนการทางกฎหมายปราบปรามการทุจริตได้วางช่องทางด่วนเอาไว้ชัดเจนเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเมื่อพนักงานสอบสวนจับกุมคดีอาญาแล้วส่งสำนวนต่อให้คณะกรรมการ ปปช.ภายใน 30 วัน   เมื่อไต่สวนจนมีการชี้มูลความผิด สำนวนไต่สวนก็ถือว่าเป็นสำนวนวินัยที่จะให้ต้นสังกัดได้พิจารณาให้ออก ปลดออก หรือไล่ออก ได้ทันที พร้อมไปกับส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดพิจารณาต่อในคดีอาญา แยกต่างหากจากบุคคลอื่น ๆ ที่กระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน

                           บทสรุปของมหากาพย์โกงเก้าอี้ท้องถิ่น 4,500 ล้านบาทในครั้งนี้ จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับท่วงทำนองการแถลงข่าวที่ขึงขัง ดุดัน หรือความแน่นหนาพรั่งพร้อมเวรยาม รปภ.หน้าห้องมั่นคงเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความเด็ดขาดและรวดเร็วในการบังคับใช้กฎหมายอาญานำทาง 

หากกระบวนการยุติธรรมเลือกเดินหน้าสืบสวนสอบสวนขยายผลและทำการจับกุมอย่างต่อเนื่องจากจุดอดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต ไล่ตรวจเอกสารคำตอบของผู้สมัครสอบทุกคนและผู้เข้าสอบตามบัญชีรายชื่อ  ย่อมสามารถสาวไปถึงตัวการผู้บงการระดับสูงและเคลียร์เนื้อร้ายออกจากระบบราชการได้อย่างรวดเร็ว 

                        การใช้หลักนิติธรรมที่เฉียบคม ทันเกม และไม่ปล่อยให้ขั้นตอนธุรการดึงเวลาจน “งาไหม้” ต่างหากที่จะเป็นหลักประกันความโปร่งใสและพิสูจน์ว่า นโยบาย “ปิดชื่อ-ถือพฤติกรรม”   ที่พูดอยู่บ่อยหนของเจ้ากระทรวงมหาดไทยนั้น เป็นการปราบปรามเพื่อความถูกต้องจริงโดยไม่มีมวยล้ม หรือเป็นเพียงถ้อยคำหรูที่ปล่อยให้เวลากลบฝังความจริงไปในที่สุด

ข่าวล่าสุด

“รถฉุกเฉิน” …สิทธิใช้ทาง กับ..“ฉุกเฉินจริงไหม ?”  กฎหมายต้องให้ทาง แต่ระบบต้องตอบให้ได้ว่า…ใครคือ “รถฉุกเฉิน”

รัฐเร่งตรวจสอบและเดินหน้า ระบบการแพทย์ฉุกเฉินดิจิทัล Digital EMS และ แพลตฟอร์มดิจิทัลกลางการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ NDEMS National Digital Emergency Medical

เรื่องสั้น  “บ้านชายป่า”

ศพแรกถูกพบในเช้าวันจันทร์ ชายวัยกลางคนหายออกจากบ้านไปตั้งแต่คืนก่อน และไม่มีใครรู้ว่าเขาเข้าไปในป่าทำไม กระทั่งรุ่งเช้า ชาวบ้านพบร่างของเขานอนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ห่างจากถนนไม่ถึงสองกิโลเมตร หนึ่งสัปดาห์ต่อมา มีศพที่สอง

ทุเรียนไทยขายมาก…แต่เงินได้น้อย  “ล้ง” จุดตัดสำคัญของราคา จากสวนถึงตลาดจีน  เงินอยู่ที่ใคร?

ทุเรียนไทยยังส่งออกเกือบล้านตัน แต่ปี 2568 มูลค่ากลับลดลงอย่างชัดเจน ขณะที่จีนยังเป็นตลาดหลักกว่า 97% ของมูลค่าทุเรียนสดไทย ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ “ขายไม่ได้”

เอลนีโญจ่อแรงมาก…ไทย-เพื่อนบ้านต้องรับมือก่อนวิกฤต

เอลนีโญมีโอกาสเกือบ 100% ที่จะต่อเนื่องถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2570 ขณะที่ สำนักงานบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NOAA/ National Oceanic and Atmospheric Administration) ประเมินโอกาสมากกว่า 90% ที่จะพัฒนาเป็นระดับรุนแรงมาก

ข่าวอื่นๆ

“รถฉุกเฉิน” …สิทธิใช้ทาง กับ..“ฉุกเฉินจริงไหม ?”  กฎหมายต้องให้ทาง แต่ระบบต้องตอบให้ได้ว่า…ใครคือ “รถฉุกเฉิน”

รัฐเร่งตรวจสอบและเดินหน้า ระบบการแพทย์ฉุกเฉินดิจิทัล Digital EMS และ แพลตฟอร์มดิจิทัลกลางการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ NDEMS National Digital Emergency Medical

ทุเรียนไทยขายมาก…แต่เงินได้น้อย  “ล้ง” จุดตัดสำคัญของราคา จากสวนถึงตลาดจีน  เงินอยู่ที่ใคร?

ทุเรียนไทยยังส่งออกเกือบล้านตัน แต่ปี 2568 มูลค่ากลับลดลงอย่างชัดเจน ขณะที่จีนยังเป็นตลาดหลักกว่า 97% ของมูลค่าทุเรียนสดไทย ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ “ขายไม่ได้”

เอลนีโญจ่อแรงมาก…ไทย-เพื่อนบ้านต้องรับมือก่อนวิกฤต

เอลนีโญมีโอกาสเกือบ 100% ที่จะต่อเนื่องถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2570 ขณะที่ สำนักงานบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NOAA/ National Oceanic and Atmospheric Administration) ประเมินโอกาสมากกว่า 90% ที่จะพัฒนาเป็นระดับรุนแรงมาก