หน้าแรกINSIDE - INSIGHTวางกลยุทธ…“เสร็จนาฆ่าโคถึก..!” 

วางกลยุทธ…“เสร็จนาฆ่าโคถึก..!” 

เผยแพร่

spot_img

 เบื้องหลังรัฐบาลสีน้ำเงินหมางเมิน “ธรรมนัส” สู่แผนล้างภาพลักษณ์ใหม่

   “ฉีกสัญญาใจ ล้างคราบบ้านใหญ่! จับตา อนุทิน เปิดยุทธการ “เสร็จนาฆ่า..โคถึก”    รอ.ธรรมนัส พ้นวงโคจรพรรคร่วมรัฐบาล   หวังใช้จังหวะ  “กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ” 

                                   วางแผนทำ  Rebrand ภูมิใจไทยใหม่ด้วยการนำ 5 เทคโนแครตชั้นนำนั่งเก้าอี้เสนาบดี ดึงภาพลักษณ์มืออาชีพกลบกระแสยี้ การเมืองสีน้ำเงินยุคใหม่กำลังเดิมพันด้วย “ความน่าเชื่อถือ”  ที่แลกมาด้วยการสัญญาใจไปไหนไปด้วยกันเป็นพันธมิตรผู้สร้างทางเดินสู่เก้าอี้นายกฯ”

                                หากจะนิยามสถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาลภายใต้การนำของภูมิใจไทยในขณะนี้ คำว่า ตระบัดสัตย์ อาจไม่เทียบเท่ากับสำนวนเพื่อนรักมาหักหลัง   หรืออาจดูน้อยไปสำหรับความรู้สึกของกลุ่ม รอ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เพราะหากย้อนรอยกลับไปในช่วง “สุญญากาศอำนาจ” ก่อนที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะก้าวขึ้นสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรีได้นั้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “ผู้จัดการรัฐบาล” ตัวจริงที่เดินสายล็อบบี้ ดีลลับ และทุบโต๊ะรวบรวมเสียงสนับสนุนจากพรรคน้อยใหญ่คือ รอ.ธรรมนัส หากปราศจาก “มือประสานสิบทิศ” ที่ชื่อธรรมนัสในวันนั้น อนุทินอาจเป็นได้เพียงแคนดิเดตนายกฯ ที่รอเก้ออยู่ข้างสนาม 

                             แต่เมื่ออำนาจเบ็ดเสร็จมาอยู่ในมือ วันนี้ “พรรคกล้าธรรม” กลับถูกหมางเมินหรือเขี่ยทิ้งให้ไปนั่งเก้าอี้ฝ่ายค้านอย่างไร้เยื่อใย นี่คือตำราการเมืองบทที่ว่าด้วย “เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล” อย่างแท้จริง

                            การสลัดทิ้ง “กลุ่มธรรมนัส” และไม่สนใจ “พรรคประชาธิปัตย์” ไม่ใช่เพียงความขัดแย้งเชิงตัวเลข 300 เสียง แต่มันคือ “แผนศัลยกรรมทางการเมือง” ครั้งใหญ่ของภูมิใจไทย ที่นายอนุทินรู้ดีว่าภาพลักษณ์เดิมของพรรคที่ถูกครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและเครือข่ายนักการเมืองรุ่นเก่า คือ “โซ่ตรวน” ที่จะรั้งไม่ให้รัฐบาลชุดนี้อยู่ยาว กลยุทธ์ที่นำมาใช้จึงเป็นการเลือก “ตัดส่วนเกิน” ที่มีภาพลักษณ์สีเทาออกไป แล้วแทนที่ด้วยความพยายามสร้างมาตรฐานใหม่เพื่อซื้อใจชนชั้นกลางและตลาดทุน เป็นการทำธุรกิจการเมืองที่เน้นการ Rebranding เพื่อความอยู่รอดในระยะยาว

                              จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในกระดานนี้ คือการตัดสินใจ “เปิดตัวเทคโนแครต” ระดับพระกาฬอย่างน้อย 5 คน ที่มีทั้งการเงิน,การคลัง,เศรษฐิจ,พลังงาน ต่างประเทศ และปรมาจารย์กฏหมาย เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย นี่คือการส่งสัญญาณชัดเจนว่ารัฐบาลสีน้ำเงินกำลังเปลี่ยนผ่านจาก “พรรคบ้านใหญ่” ไปสู่ “พรรคบริหารมืออาชีพ” การดึงตัวบุคลากรที่มีโปรไฟล์สะอาดและมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเข้ามานั่งเก้าอี้กระทรวงเกรด A คือการสร้างเกราะกำบังชั้นดีเพื่อป้องกันแรงเสียดทานจากฝ่ายแค้นและกระแสวิจารณ์ของสังคม เป็นการประกาศว่า “เราไม่ได้มีดีแค่จำนวนเสียง แต่เรามีสมองระดับบริหารด้วย”

                              อย่างไรก็ตาม การลงทุนด้วย “ความเชื่อมั่น” ครั้งนี้ต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่สูงลิบ เพราะการผลัก รอ.ธรรมนัส และประชาธิปัตย์ ไปเป็นฝ่ายค้านเท่ากับเป็นการสร้าง “ศัตรูที่รู้ไส้รู้พุง” มากที่สุดไว้ข้างตัว รอ.ธรรมนัสไม่ใช่คนที่จะยอมเจ็บแล้วจบง่ายๆ ข้อมูลเชิงลึกและ “ดีลลับ” ในอดีตที่เขาถืออยู่อาจถูกนำมาใช้เป็นอาวุธร้ายแรงในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือการขุดคุ้ยความไม่โปร่งใสในภายหลัง รัฐบาลสีน้ำเงินกำลังเดิมพันว่า “ภาพลักษณ์ใหม่จากเทคโนแครต” จะแข็งแกร่งพอที่จะต้านทาน “พายุข้อมูล” จากอดีตพันธมิตรที่ถูกหมางเมินเหมือนหักหลังได้หรือไม่

                          หากมองในเชิงธุรกิจการเมือง นี่คือการ “ปรับพอร์ตโฟลิโอ” ครั้งสำคัญของนายอนุทิน เขาเลือกที่จะถือหุ้นเทคโนแครต ที่มีมูลค่าสูง    และตัดกลุ่มอำนาจเก่าหรือหุ้นที่มีความเสี่ยงสูงออกไป แม้จะต้องเผชิญกับการฟ้องร้องหรือการโจมตีจากผู้ถือหุ้นเดิมก็ตาม ภูมิใจไทยในโหมดนี้ไม่ได้หวังเพียงแค่เป็นรัฐบาล แต่กำลังวางรากฐานเป็น “สถาบันการเมืองขั้วใหม่” ที่จะมาแทนที่ทั้งเพื่อไทยและพรรคประชาชนในอนาคต โดยใช้ความนิ่งและความเชี่ยวชาญเป็นอาวุธหลักในการสยบแรงกระเพื่อมรอบทิศ

                               บทสรุปของ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ในวันพรุ่งนี้จึงไม่ใช่เรื่องของการจัดสรรปันส่วนเก้าอี้ทั่วไป แต่เป็นบททดสอบว่า “ภาพลักษณ์ใหม่” ที่สร้างขึ้นจะสวยงามพอที่จะปิดบังรอยร้าวจากการหมางเมินหรือหักหลัง ได้นานแค่ไหน

                              ในโลกการเมืองที่ความจงรักภักดีมีอายุขัยสั้นกว่าวาระของรัฐมนตรี การเดิมพันครั้งนี้ของ อนุทิน อาจเป็นการก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด หรืออาจเป็นการเปิดทางให้ “ระเบิดเวลา” ที่เขาสร้างไว้ด้วยตัวเองทำงานในวันที่เขาเผลอเรอก็เป็นได้

                             ผู้กำคนละหนึ่งคะแนนอย่างเรา จะเฝ้าติดตามทุกย่างก้าวของทุกฝ่ายในปลายทางของประโยชน์สาธารณะ

2569-02-24  “ชัยทัศน์”

ข่าวล่าสุด

เกาหลีใต้ปูพรมแบน “4 จังหวัดอีสาน” บีบไทยล้างบาง “ผีน้อย”

มาตรการลงโทษทางภูมิศาสตร์ของรัฐบาลเกาหลีใต้ที่สั่งระงับวีซ่าเกษตรตามฤดูกาล (E-8) จาก 4 จังหวัดใหญ่ภาคอีสาน (อุดรธานี ขอนแก่น ชัยภูมิ มหาสารคาม)

“ทิ้งซิม” เท่ากับ“ทิ้งเงิน” ..พันล้านที่ถูกกลืนเงียบในระบบเติมเงินไทย

2569-07-14 INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์” ประจำวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 “เบอร์“เป็นของรัฐ ”วัน“เป็นของระบบ แต่ ”เงิน“ ต้องเป็นของประชาชน                            ท่ามกลางยุคสมัยที่เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยขับเคลื่อนด้วยความเร็วแสงและการเข้าถึงโครงข่ายโทรคมนาคมกลายเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ทว่ากลับมี “หลุมดำ” ขนาดใหญ่ที่ถูกมองข้ามมานานหลายทศวรรษ...

เชียงใหม่,กรุงเทพ ฯ ติด “เมืองงามอันดับโลก”  ภาพสะท้อนเบื้องหลังยังสอบตกผุกร่อนด้วยทุนเทา-สแกมเมอร์

Travel + Leisure ประกาศให้ "เชียงใหม่" คว้าอันดับ 3 และ "กรุงเทพมหานคร" ติดอันดับ 6 เมืองที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2569 คือยากระตุ้นหัวใจชั้นดีของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

อิจฉา…“คนรวย”  และ สงสาร…”คนจน”   มายาคติบน “กระดานเอียง..” ที่ไร้กติกา

“คนราย” กับ “คนจน” ปมปัญหาที่แท้จริงหาใช่เรื่องของบุญวาสนาหรือความเกียจคร้านไม่ แต่คือ “ความอยุติธรรมของกติกาเชิงโครงสร้าง” ที่เอื้อให้เกิดการผูกขาด ขัดขวางการขยับสถานะทางสังคม (Social Mobility)

ข่าวอื่นๆ

เกาหลีใต้ปูพรมแบน “4 จังหวัดอีสาน” บีบไทยล้างบาง “ผีน้อย”

มาตรการลงโทษทางภูมิศาสตร์ของรัฐบาลเกาหลีใต้ที่สั่งระงับวีซ่าเกษตรตามฤดูกาล (E-8) จาก 4 จังหวัดใหญ่ภาคอีสาน (อุดรธานี ขอนแก่น ชัยภูมิ มหาสารคาม)

“ทิ้งซิม” เท่ากับ“ทิ้งเงิน” ..พันล้านที่ถูกกลืนเงียบในระบบเติมเงินไทย

2569-07-14 INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์” ประจำวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 “เบอร์“เป็นของรัฐ ”วัน“เป็นของระบบ แต่ ”เงิน“ ต้องเป็นของประชาชน                            ท่ามกลางยุคสมัยที่เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยขับเคลื่อนด้วยความเร็วแสงและการเข้าถึงโครงข่ายโทรคมนาคมกลายเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ทว่ากลับมี “หลุมดำ” ขนาดใหญ่ที่ถูกมองข้ามมานานหลายทศวรรษ...

เชียงใหม่,กรุงเทพ ฯ ติด “เมืองงามอันดับโลก”  ภาพสะท้อนเบื้องหลังยังสอบตกผุกร่อนด้วยทุนเทา-สแกมเมอร์

Travel + Leisure ประกาศให้ "เชียงใหม่" คว้าอันดับ 3 และ "กรุงเทพมหานคร" ติดอันดับ 6 เมืองที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2569 คือยากระตุ้นหัวใจชั้นดีของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย