วันจันทร์, เมษายน 20, 2026
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกINSIDE - INSIGHTวิกฤตฮอมุสพ่นพิษ!สหรัฐฯ-อิสราเอลถล่มอิหร่าน !

วิกฤตฮอมุสพ่นพิษ!สหรัฐฯ-อิสราเอลถล่มอิหร่าน !

เผยแพร่

spot_img

ทำน้ำมันโลกพุ่งกระฉูด  บททดสอบความมั่นคงพลังงานไทยภายใต้เปลวไฟสงคราม

จี้รัฐบาลเลิกอุ้มดีเซลแบบชั่วคราว ดัน “โซลาร์เซลล์ถ้วนหน้า” ผ่าทางตันพลังงานแพง

                             โลกเผชิญวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากถล่มอิหร่าน จนนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอมุส เส้นเลือดใหญ่ที่ลำเลียงน้ำมันดิบกว่า 20% ของโลก ส่งผลราคาน้ำมันโลกทะยานทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลทันที 

                            สำหรับประเทศไทยซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลักกำลังตกที่นั่งลำบาก ค่าครองชีพพุ่งสูงและเศรษฐกิจเสี่ยงชะงักตัว แม้รัฐบาลจะเร่งใช้เงินกองทุนน้ำมันเข้าอุดหนุนเพื่อประคองราคาดีเซล แต่เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและอาจสร้างภาระหนี้สาธารณะมหาศาล

                           เสนอให้รัฐบาลเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสด้วยการผลักดัน “นโยบายโซลาร์เซลล์ครัวเรือน” อย่างเต็มสูบ เพื่อสร้างความมั่นคงพลังงานจากแสงแดดเมืองไทย แทนการง้อน้ำมันดิบจากสมรภูมิสงครามที่คุมราคาไม่ได้อีกต่อไป

                           จุดเริ่มต้นของวิกฤตและการปิดตายเส้นเลือดใหญ่พลังงานโลก  ชนวนเหตุสำคัญเกิดขึ้นจากการที่สหรัฐฯ และอิสราเอล เปิดปฏิบัติการทางทหารโจมตีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ในอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงการสังหารผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ส่งผลให้สถานการณ์ลุกลามบานปลายอย่างรวดเร็ว อิหร่านตอบโต้ด้วยการประกาศปิด “ช่องแคบฮอมุส” ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของโลกในการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ (LNG) โดยมีการข่มขู่จะทำลายเรือทุกลำที่ฝ่าฝืน ส่งผลให้เส้นทางเดินเรือที่ลำเลียงน้ำมันดิบกว่า 20% ของโลกกลายเป็นอัมพาตในทันที

                             ผลกระทบนี้กระจายตัวไปทั่วโลกประดุจคลื่นยักษ์ ราคาน้ำมันดิบ Brent ทะยานทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี และมีแนวโน้มจะพุ่งสูงถึง 125-150 ดอลลาร์ หากการปิดช่องแคบยืดเยื้อ ไม่เพียงแต่น้ำมันเท่านั้น แต่ก๊าซ LNG ซึ่งยุโรปและเอเชียพึ่งพาอย่างหนักก็มีราคาสูงขึ้นเป็นเท่าตัว ทำให้เกิดความกังวลเรื่องภาวะเงินเฟ้อรุนแรงทั่วโลก และต้นทุนการขนส่งสินค้าทางเรือที่ต้องอ้อมผ่านแหลมกู๊ดโฮป ซึ่งใช้เวลานานขึ้นและค่าใช้จ่ายสูงขึ้นมหาศาล

                             สำหรับประเทศไทย ผลกระทบนั้นชัดเจนและรุนแรงเนื่องจากเราพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางเป็นสัดส่วนสูง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่าหากสงครามยืดเยื้อเกินหนึ่งเดือน อาจฉุด GDP ไทยให้ลดลงเหลือเพียง 1.3% และดันเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น 1% ทันที ค่าไฟฟ้าและราคาน้ำมันจะกลายเป็นภาระหนักอึ้งของภาคครัวเรือนและธุรกิจ SME ขณะที่ค่าเงินบาทเริ่มผันผวนอ่อนค่าลงจากการที่นักลงทุนย้ายเงินไปยังสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลซ้ำเติมต่อต้นทุนการนำเข้าพลังงานให้แพงขึ้นไปอีก

                          ปัจจุบัน รัฐบาลภายใต้การนำของรักษาการนายกรัฐมนตรีได้สั่งการด่วนให้ตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตรเป็นเวลา 15 วัน และใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าแทรกแซง พร้อมทั้งสั่งการให้เร่งจัดหาพลังงานจากแหล่งอื่น เช่น สหรัฐฯ และมาเลเซีย รวมถึงเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซในอ่าวไทย อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้ถือเป็นการ “ซื้อเวลา” และ “แก้ปัญหาเฉพาะหน้า” ซึ่งหากสถานการณ์ลากยาว กองทุนน้ำมันอาจแบกรับภาระหนี้ไม่ไหว และการนำเข้าพลังงานจากแหล่งที่ไกลกว่าเดิมย่อมมีต้นทุนที่สูงกว่าเดิมอย่างเลี่ยงไม่ได้

                       มีแนวทางรีบด่วนที่เป็นไปได้ ผู้เชี่ยวชาญเสนอให้รัฐบาลเปลี่ยนวิกฤตนี้เป็นโอกาสในการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานอย่างจริงจัง แทนที่จะมุ่งเน้นเพียงการหาแหล่งฟอสซิลใหม่ รัฐบาลควรผลักดัน “นโยบายโซลาร์รูฟท็อปถ้วนหน้า” และ “พลังงานทางเลือกระดับชุมชน” ให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยการยกเว้นภาษีนำเข้าอุปกรณ์แผงโซลาร์และแบตเตอรี่ทั้งหมด และเพิ่มราคาสัญญาซื้อคืนไฟฟ้า (Feed-in Tariff) ให้จูงใจประชาชน เพื่อเปลี่ยนบ้านทุกหลังให้เป็นโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก ลดภาระการนำเข้าก๊าซราคาแพงเพื่อผลิตไฟฟ้าในอนาคต

                              การแก้ปัญหาจะได้ผลหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความโปร่งใสและการบริหารจัดการวินัยการเงินการคลัง รัฐบาลต้องสื่อสารความจริงกับประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์พลังงานที่ยากลำบาก ขณะเดียวกันต้องเร่งปลดล็อกกฎหมายที่ล้าหลังเพื่อเปิดทางให้พลังงานสะอาดเติบโตได้ทันที หากรัฐบาลยังคงติดกับดักการใช้เงินอุดหนุนเพียงอย่างเดียว ประเทศไทยจะเผชิญกับวิกฤตหนี้สาธารณะควบคู่ไปกับวิกฤตพลังงาน ซึ่งจะเป็นภาระที่หนักเกินกว่าที่ระบบเศรษฐกิจไทยจะรับไหวในระยะยาว

2569-03-10   “ชัยทัศน์”

ข่าวล่าสุด

มันเริ่มต้นในชื่อ “Hey Jules”

เดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1968 ซินเธีย เลนนอน (Cynthia Lennon) เพิ่งกลับจากการพักผ่อนสองสัปดาห์ในกรีซ เธอแวะผ่านกรุงโรม ก่อนจะเดินทางถึงลอนดอนด้วยสภาพที่สดชื่นและผ่อนคลาย

“เทราฮอป” ผุดโรงงานแห่งที่ 2 หลัง ทุ่ม 3 หมื่นล้าน ปั้นไทยฐานผลิตอุปกรณ์ AI – Data Center

“เทราฮอป (Terahop)” ผู้ผลิตอุปกรณ์สื่อสารผ่านใยแก้วนำแสงความเร็วสูงอันดับ 1 ของโลกจากจีน ปักหมุดฐานผลิตหลักในไทย ลงทุนต่อเนื่องกว่า 3 หมื่นล้านบาท เป็นโรงงานที่ใหญ่ที่สุดในสระบุรี

เก่งแต่โกง ทิ้งหนี้ 30 ล้านให้คนค้ำประกันรับผิดชอบ

"เก่งแต่โกง? ย้อนรอยมหากาพย์ 'ดลฤดี' ทันตแพทย์สาวฮาร์วาร์ด ทิ้งหนี้ทุน 30 ล้านให้คนค้ำประกันรับกรรม ส่วนตัวเองเสวยสุขอยู่ต่างแดน"

อวสาน ‘ราชาจอแก้ว’! เมื่อ Sony ยอมศิโรราบให้ TCL

Sony อดีต "ราชาแห่งคุณภาพของภาพ" ประกาศตั้งบริษัทร่วมทุนกับ #TCL ของจีน โดยยกธุรกิจทีวีและโฮมเอนเตอร์เทนเมนต์ทั้งหมดให้จีนเป็นคนคุมบังเหียน

ข่าวอื่นๆ

รื้อระบบ  “ฟรีวีซ่า” ตัดวงจร“ทุนเทา“  หรือทุบหม้อข้าว…ท่องเที่ยว ?

เดินหน้าเขย่านโยบายคนเข้าเมืองครั้งใหญ่ เตรียมชงมาตรการลดวันพำนัก "ฟรีวีซ่า" (Visa Exemption) จากเดิมที่เคยขยายให้ถึง 60 วัน กลับมาสู่มาตรฐานเดิมที่ 30 วัน เพื่อยกระดับความมั่นคงและคัดกรอง "นักท่องเที่ยวคุณภาพ"

รัฐถือ“ไม้เรียว” จัดระเบียบทุนพลังงาน   รื้อโครงสร้างราคา “หน้าโรงกลั่น”

ภาพลักษณ์ใหม่ของกระทรวงพลังงานภายใต้การนำของ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ที่มีความชัดเจนและดุดันยิ่งขึ้นในการประกาศยุทธศาสตร์ “ไม่เกรงใจกลุ่มทุน”

“ใคร?” คือเจ้าของตัวจริงธุรกิจท่องเที่ยวไทย !เปิดโครงสร้างนอมินี 4 แสนล้าน 

สถิติจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยยอดตรวจสอบธุรกิจกลุ่มเสี่ยงนอมินีในปีที่ผ่านมาพุ่งสูงกว่า 16,000 ราย ใน 10 จังหวัดท่องเที่ยวหลัก