หน้าแรกINSIDE - INSIGHTเจาะลึก EEC อภิมหาโปรเจ็คแสนล้าน   มาตรฐานโลกหรือภาพลวงตาประวัติศาสตร์ ?

เจาะลึก EEC อภิมหาโปรเจ็คแสนล้าน   มาตรฐานโลกหรือภาพลวงตาประวัติศาสตร์ ?

เผยแพร่

spot_img

เกมเปลี่ยนตัวขุนพลคุมเค้ก อีอีซี. รอยร้าวภายในหรือนัยซ่อนเร้นสัญญาร่วมทุน ?

                              การประกาศดึงอำนาจกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) กลับคืนไปอยู่ในมือของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยยกเลิกคำสั่งเดิมที่เคยมอบหมายให้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี คุมบังเหียน กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนที่แวดวงนักวิเคราะห์เศรษฐกิจและการเมืองระดับสากลต้องจับตามองอย่างไม่กะพริบตา 

                            ฝ่ายบริหารแถลงว่านี่คือ “การปรับทัพเพื่อเดินหน้าทำการตลาดเชิงรุกและสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน” ทว่าในมิติทางประวัติศาสตร์การบริหารราชการแผ่นดินของไทย ภาพการโยกย้ายขุนพลผู้คุมเมก้าโปรเจ็คในจังหวะเวลาที่สำคัญเช่นนี้ มักทิ้งร่องรอยปุจฉาสำคัญไว้เสมอ  คล้ายคลึงกับกรณีที่รัฐบาลเคยปรับเปลี่ยนตัวประธานบอร์ดพลังงานและน้ำมันจากนายพิพัฒน์ ไปสู่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส ในช่วงวิกฤตความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่าโครงสร้างการลงทุนมหาศาลในโครงการระดับแสนล้านของประเทศ กำลังก้าวเข้าสู่ “จุดเปลี่ยน” ที่ต้องอาศัยผู้ถือตราประทับสูงสุดลงมาจัดระเบียบด้วยตนเอง

                         มี  โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา มูลค่า 224,544 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันยังติดหล่มอยู่ในขั้นตอนการเจรจาปมเอกชนขอปรับเงื่อนไขการจ่ายเงิน 

                       โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก มูลค่ารวมกว่า 290,000 ล้านบาท เพื่อหวังสร้างเมืองการบินระดับโลก 

                      โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 วงเงิน 114,000 ล้านบาท เพื่อขยายศักยภาพการขนส่งตู้สินค้าสู่ 18 ล้านทีอียูต่อปี

                     และ โครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 มูลค่า 55,400 ล้านบาท เพื่อรองรับการนำเข้าก๊าซความมั่นคงทางพลังงาน โดยทุกโครงการถูกออกแบบภายใต้สัญญาร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) ที่ผูกพันยาวนานถึงครึ่งศตวรรษ

                   หากทุกโครงการยังคงได้รับการผลักดันและดำเนินการอย่างต่อเนื่องตามกรอบเวลาที่มีการปรับปรุงล่าสุด คาดว่าระบบนิเวศโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดของ EEC จะทยอยแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการอย่างเป็นระบบภายในช่วงปี 2570 ถึง 2572 โดยท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 และท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 จะเริ่มเปิดดำเนินการในเฟสแรกได้ราวปี 2570 ขณะที่โครงการขนาดใหญ่อย่างรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และเมืองการบินอู่ตะเภา มีเป้าหมายสูงสุดที่จะเปิดให้บริการเต็มรูปแบบไม่เกินปี 2572 ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวจะเป็นหมุดหมายสำคัญในการชี้วัดความสามารถของรัฐบาลในการรักษาวินัยการก่อสร้างและการบริหารสัญญาร่วมทุน

                             ในภูมิภาคอาเซียน ประเทศเพื่อนบ้านต่างก็กำลังดำเนินกลวิธีตัดหน้าชิงเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ  ด้วยอภิมหาโครงการในลักษณะเดียวกันอย่างดุเดือด มาเลเซียกำลังเร่งเครื่องโครงการรถไฟเชื่อมฝั่งตะวันออก ร่วมกับกลุ่มทุนจีนเพื่อเชื่อมสองมหาสมุทร ขณะที่อินโดนีเซียสามารถเปิดให้บริการรถไฟความเร็วสูงสายแรกของภูมิภาคภายใต้ชื่อ “Whoosh” ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แม้จะต้องเผชิญภาวะงบบานปลาย มหาศาลจนรัฐบาลต้องควักเงินคลังเข้าไปพยุง ด้านเวียดนามก็กำลังกวาดเค้กชิ้นปลามันจากการย้ายฐานผลิตของกลุ่มเทคโนโลยีโลก ด้วยการอนุมัติโครงการรถไฟความเร็วสูงเหนือ-ใต้ มูลค่าเฉียด 2 ล้านล้านบาท ควบคู่กับการขยายท่าเรือน้ำลึกหลัก 

                           การเปรียบเทียบในเวทีสากลจึงชี้ให้เห็นชัดเจนว่า เมก้าโปรเจ็คของไทยไม่ได้ขับเคลื่อนอยู่บนสุญญากาศ แต่กำลังวิ่งแข่งบนลู่วิ่งที่มีคู่ต่อสู้ที่พร้อมและเร็วกว่าขนาบข้างอยู่ตลอดเวลา

                           เมื่อเมก้าโปรเจ็คทั้ง 4 รากแก้วของไทยสามารถดำเนินการจนเสร็จสิ้นสมบูรณ์และเปิดใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพตามกำหนดเวลาดังกล่าว ผลประโยชน์มหาศาลที่จะตกสู่ประเทศไทยคือการหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางอย่างเป็นรูปธรรม ประเทศจะเปลี่ยนสถานะจาก “โรงงานรับจ้างผลิตแรงงานต่ำ” สู่การเป็น “ศูนย์กลางเทคโนโลยีและโลจิสติกส์ชั้นนำของเอเชีย” สามารถดึงดูดสำนักงานใหญ่ของบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติเข้ามาตั้งรกรากในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ เกิดการจ้างงานทักษะสูง  สำหรับวิศวกรและนักวิจัยไทยรุ่นใหม่มากกว่า 500,000 ตำแหน่ง พร้อมส่งรายได้ค่าเช่า ส่วนแบ่งผลประโยชน์ และเม็ดเงินภาษีกลับคืนสู่ถังเงินคลังของรัฐบาลมูลค่าหลายแสนล้านบาทตลอดอายุสัมปทาน เป็นการวางรากฐานความมั่งคั่งให้คนไทยไปอีกอย่างน้อยสองถึงสามเจเนอเรชั่น

                          นักวิเคราะห์มองว่า บนเส้นทางที่โรยด้วยเม็ดเงินแสนล้าน “หายนะ” ย่อมพร้อมจะเกิดขึ้นได้เสมอหากระบบตรวจสอบภายในล้มเหลวและปล่อยให้เชื้อร้ายอย่างทุจริตคอร์รัปชันฝังตัว ความเสี่ยงสูงสุดของโครงการประเภท PPP ไม่ใช่เรื่องการจัดซื้อจัดจ้างแบบโบราณ แต่คือ “การทุจริตเชิงนโยบายผ่านการแก้ไขสัญญา” ซึ่งเป็นจุดสลบที่อันตรายที่สุด เมื่อเอกชนอ้างเหตุสุดวิสัยจากวิกฤตเศรษฐกิจหรือโรคระบาด เพื่อขอปรับเปลี่ยนข้อตกลง เช่น เปลี่ยนรูปแบบเป็น “สร้างไปจ่ายไป” หรือขอลดสัดส่วนผลตอบแทนที่ต้องส่งให้รัฐ หากคณะกรรมการนโยบายหรือประธานบอร์ดโอนอ่อนผ่อนตามเพื่อรักษาภาพลักษณ์ไม่ให้โครงการ “ล่ม” ผลประโยชน์มหาศาลที่เคยสัญญากับประชาชนจะกลายเป็นเพียงภาพลวงตา ทิ้งไว้เพียงโครงสร้างคอนกรีตที่ไร้ชีวิตและภาระหนี้สินค้ำประกันก้อนโตที่ส่งต่อเป็นมรดกบาปให้ผู้เสียภาษีแบกรับแทน

                                ภาพฝันของอภิมหาโครงการ 4 รากแก้ว ที่มุ่งหมายจะพลิกโฉมประเทศไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมและการขนส่งของภูมิภาคภายในปี 2572 นั้น ถูกขับเคลื่อนด้วยตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจและรายได้ภาษีมหาศาลตามแผนยุทธศาสตร์ที่วางไว้ ทว่าในความเป็นจริง สิ่งสำคัญที่จะชี้ขาดไม่ให้โครงการแสนล้านนี้แปรสภาพเป็นเพียงภาระผูกพันระยะยาว คือความโปร่งใสและสุจริตของกลไกภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายละเอียดของเอกสารแนบท้ายสัญญาร่วมทุน ที่ต้องไม่ถูกใช้เป็นช่องทางเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มทุนอิทธิพล จนนำไปสู่ปัญหาการทุจริตเชิงนโยบายเหมือนดังบทเรียนในอดีต

                             ท่ามกลางการจับตามองของนักลงทุนทั่วโลก ความโปร่งใสในสัญญาร่วมทุนจะเป็นตัวตัดสินว่า โครงการแสนล้านนี้จะสร้างความมั่งคั่งให้ประเทศ หรือจะกลายเป็นหนี้ก้อนโตที่ประชาชนคนไทยต้องร่วมกันชดใช้ในอนาคต

2569-06-21   “ชัยทัศน์”

ข่าวล่าสุด

คมดาบแห่ง “อำนาจ” บนคานงัด “ความเป็นธรรม !”   เมื่อคำสั่งต้องเดินตามกฎ แต่ผู้มีอำนาจต้องไม่ลืมว่า…ปลายทางคือประชาชน !

ในประวัติศาสตร์การปกครองของมนุษย์ “อำนาจ” (Power) ไม่เคยเป็นเพียงเครื่องมือสำหรับออกคำสั่ง หากแต่เป็นความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากคำสั่งนั้นด้วย

“สิงห์คลาสสิก” ปะทะ “สิงห์ดิจิทัล”   เมื่อสายบังคับบัญชา ปะทะโลกโซเชียล ปมร้อนนายอำเภอบ้านสร้าง

คำสั่งกรมการปกครองที่ให้นายเสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ นายอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ไปช่วยราชการที่วิทยาลัยการปกครอง ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม ถึง 5 พฤศจิกายน 2569 กลายเป็นประเด็นร้อนทันที

“รถฉุกเฉิน” …สิทธิใช้ทาง กับ..“ฉุกเฉินจริงไหม ?”  กฎหมายต้องให้ทาง แต่ระบบต้องตอบให้ได้ว่า…ใครคือ “รถฉุกเฉิน”

รัฐเร่งตรวจสอบและเดินหน้า ระบบการแพทย์ฉุกเฉินดิจิทัล Digital EMS และ แพลตฟอร์มดิจิทัลกลางการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ NDEMS National Digital Emergency Medical

เรื่องสั้น  “บ้านชายป่า”

ศพแรกถูกพบในเช้าวันจันทร์ ชายวัยกลางคนหายออกจากบ้านไปตั้งแต่คืนก่อน และไม่มีใครรู้ว่าเขาเข้าไปในป่าทำไม กระทั่งรุ่งเช้า ชาวบ้านพบร่างของเขานอนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ห่างจากถนนไม่ถึงสองกิโลเมตร หนึ่งสัปดาห์ต่อมา มีศพที่สอง

ข่าวอื่นๆ

คมดาบแห่ง “อำนาจ” บนคานงัด “ความเป็นธรรม !”   เมื่อคำสั่งต้องเดินตามกฎ แต่ผู้มีอำนาจต้องไม่ลืมว่า…ปลายทางคือประชาชน !

ในประวัติศาสตร์การปกครองของมนุษย์ “อำนาจ” (Power) ไม่เคยเป็นเพียงเครื่องมือสำหรับออกคำสั่ง หากแต่เป็นความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากคำสั่งนั้นด้วย

“สิงห์คลาสสิก” ปะทะ “สิงห์ดิจิทัล”   เมื่อสายบังคับบัญชา ปะทะโลกโซเชียล ปมร้อนนายอำเภอบ้านสร้าง

คำสั่งกรมการปกครองที่ให้นายเสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ นายอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ไปช่วยราชการที่วิทยาลัยการปกครอง ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม ถึง 5 พฤศจิกายน 2569 กลายเป็นประเด็นร้อนทันที

“รถฉุกเฉิน” …สิทธิใช้ทาง กับ..“ฉุกเฉินจริงไหม ?”  กฎหมายต้องให้ทาง แต่ระบบต้องตอบให้ได้ว่า…ใครคือ “รถฉุกเฉิน”

รัฐเร่งตรวจสอบและเดินหน้า ระบบการแพทย์ฉุกเฉินดิจิทัล Digital EMS และ แพลตฟอร์มดิจิทัลกลางการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ NDEMS National Digital Emergency Medical