หน้าแรกINSIDE - INSIGHTเสนอ“ยุบ กอ.รมน. ” เหมือนทิ้ง“เบาะรองรับวิกฤติ !“

เสนอ“ยุบ กอ.รมน. ” เหมือนทิ้ง“เบาะรองรับวิกฤติ !“

เผยแพร่

spot_img

INSIDE INSIGHT | THAITRIBUNE

ประจำวันที่ 10 กรกฎาคม 2569

โดย-  “ชัยทัศน์”

เมื่อฝ่ายกรรมาธิการท้วงติงเรื่องความสิ้นเปลืองงบประมาณ แต่ฝ่ายบริหารยังคงย้ำเด่นชัดถึงความจำเป็นเชิงบูรณาการ ทางออกของ กอ.รมน. ท่ามกลางสมการความมั่นคงตามแนวตะเข็บชายแดนและ 3 จังหวัดภาคใต้ จึงอาจไม่ใช่การ “ทุบทำลาย” แต่คือการ “จัดระเบียบหน้าที่” เพื่อประสานงาน ทหาร ตำรวจ พลเรือน ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

                             กระแสลมทางการเมืองที่พัดแรงในห้องประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปียามนี้  อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของการรื้อโครงสร้างรัฐอย่างเข้มข้น โดยมีสารตั้งต้นสำคัญด้วยการเปิดประเด็นของ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานสภาผู้แทนราษฏร  ผู้ซึ่งในปัจจุบันขยับบทบาทมาทำงานในฐานะประธานที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี  ทว่าด้วยภูมิหลังอันยาวนานในฐานะแกนนำทางการเมืองที่มีฐานที่มั่นเหนียวแน่นในพื้นที่จังหวัดยะลา ยื่นข้อเสนอให้ “ยุบ” กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ทิ้งเสีย ด้วยเหตุผลเชิงเม็ดเงินว่าองค์กรนี้ใช้ทรัพยากรที่ซ้ำซ้อนและสิ้นเปลืองงบประมาณ 

                       ใกล้เคียงกันนั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ตอบโต้เชิงหลักการทันควัน โดยยืนยันหนักแน่นว่ากลไกดังกล่าวไม่อาจยุบเลิกได้ เนื่องจากเป็นองค์กรที่ผูกพันและอยู่เคียงคู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน  อีกทั้งบทบาทหน้าที่ก็มิได้จำกัดอยู่เพียงมิติความมั่นคงด้านการทหารประการเดียว แต่ยังแปรสภาพเป็นเครื่องมือของฝ่ายบริหารในการประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ การปะทะทางความคิดในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่านิยามความคุ้มค่าในห้องแอร์กับความเป็นจริงของความมั่นคงหน้างานตามแนวตะเข็บชายแดน ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่มองกันคนละมุม

                              ย้อนประวัติศาสตร์ กอ.รมน. ก่อกำเนิดขึ้นเมื่อปี พศ.2508 ในชื่อ กอร.ปน. เพื่อทำหน้าที่ดับไฟสงครามคอมมิวนิสต์ ซึ่งเน้นการประสานงาน ทหาร ตำรวจ พลเรือน เข้าด้วยกัน จนกระทั่งฟื้นคืนชีพอย่างมั่นคงด้วย พรบ.ความมั่นคง ฯ  ปี 2551   ขณะที่ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ตั้งขึ้นเมื่อปี พศ. 2524 เพื่อเป็นดุลยภาพฝั่งพลเรือน เน้นงานพัฒนาและความเป็นธรรมในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้    ทว่าประวัติศาสตร์ได้จารึกบทเรียนราคาแพงลิบไว้ในปี พศ. 2545  เมื่อรัฐบาลในยุคนั้นตัดสินใจ “ทุบโต๊ะยุบ ศอ.บต.” ด้วยความเชื่อที่ว่าสถานการณ์สงบและต้องการประหยัดงบประมาณ ผลลัพธ์คือการปลุกไฟใต้ให้ระเบิดปะทุรุนแรงขึ้นในปี 2547 กลายเป็นจุดสำคัญของความวุ่นวายที่ยืดเยื้อไม่รู้จบ

                             บทเรียนอันบอบช้ำนี้สอดคล้องกับข้อกังวลของฝ่ายบริหารในปัจจุบันว่า การรื้อถอนกลไกความมั่นคงแบบฉับพลันมักตามมาด้วยสภาวะสุญญากาศที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนในทันที

                           ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงยืดเยื้อและสลับซับซ้อนเกินกว่าจะใช้มาตรการทางปกครองปกติเข้าจัดการได้ทั้งหมด ความพยายามดับไฟใต้ยังจำเป็นต้องใช้ทั้ง “ศาสตร์แห่งความมั่นคง” ของ กอ.รมน. และ “ศาสตร์แห่งการพัฒนา” ของ ศอ.บต. ควบคู่กันไป นอกจากนี้ บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา แม้การปะทะด้วยอาวุธหนักจะสิ้นสุดลงชั่วคราว แต่บรรยากาศความเปรอะเปื้อนของเพื่อนบ้านตามแนวตะเข็บชายแดนยังคงคุกรุ่นอยู่เนือง ๆ ในยามวิกฤตเช่นนี้ กลไกประสานงานที่กระจายอยู่ทุกพื้นที่ต่างหาก ที่แปรสภาพเป็น “เบาะรองรับ” คอยโอบอุ้ม จัดการผู้อพยพ และประสานงานเยียวยาชีวิตชาวบ้านนอกเขตกระสุนตก ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีที่ว่า กอ.รมน. ทำหน้าที่เป็นโซ่ข้อกลางในการประสานงานที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่ข้าราชการพลเรือนสายปกครองปกติไม่อาจเผชิญหน้าได้โดยลำพังในสถานการณ์ฉุกเฉิน

                             ในมิติการบริหารจัดการนั้น  ภาครัฐก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าข้อท้วงติงความซ้ำซ้อนนั้น มีมูลเหตุเชิงระบบที่ต้องนำมาพิจารณาอย่างจริงจัง ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นความต่างระหว่างฝ่ายนโยบายที่มุ่งเน้นความคุ้มค่าของตัวเลข กับกลไกข้าราชการประจำที่ต้องใช้โครงสร้างเดิมในการขับเคลื่อนภารกิจ การขยายบทบาทของ กอ.รมน. เข้าไปตั้งกลไกทำงานในจังหวัดภาคกลางหรือเมืองใหญ่ที่ไม่มีภัยคุกคามตามแนวชายแดน รวมถึงการส่งกำลังพลไปซ้อนทับกับงานด้านมวลชนสัมพันธ์ของกระทรวงมหาดไทย ความซ้ำซ้อนเหล่านี้คือจุดอ่อนเชิงระบบที่ต้องได้รับการ “แยกแยะบทบาทหน้าที่ให้ชัดเจน” การปรับบทบาทไม่ให้ทับซ้อนกับหน่วยงานพลเรือนปกติ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยลดแรงเสียดทานเรื่องงบประมาณตามที่มีการตั้งข้อสังเกต และทำให้ภาพลักษณ์ของกลไกความมั่นคงภายในกลับมาสง่างามในฐานะผู้พิทักษ์แนวหน้าอย่างแท้จริง

                            ดังนั้น การที่มีความพยายามให้ “ยุบ” กอ.รมน. ทิ้งไปเสียทั้งหมดเพียงเพราะมุมมองด้านงบประมาณแต่อาจซ่อนลึกในเรื่องอื่นใด  อีกก็ได้  จึงเป็นบทสรุปที่สร้างความเสี่ยงต่อความมั่นคงของประเทศไม่ต่างจากความผิดพลาดในอดีต   แต่ในขณะเดียวกัน การยืนยันรักษาทุกตารางนิ้วของโครงสร้างนี้ไว้โดยไม่มีการขยับเขยื้อน ก็เป็นทัศนคติที่เพิกเฉยต่อประสิทธิผลในยุคปัจจุบัน 

                         ทางออกที่สร้างประสิทธิผลและยึดโยงกับประโยชน์ของชาติที่สุดจึงไม่ใช่การทำลายทิ้งตามข้อเสนอ  และไม่ใช่การคงสภาพเดิมไว้ทั้งหมด แต่คือการปฏิรูปปรับเปลี่ยนบทบาทของ กอ.รมน. ให้กลับมาทรงพลัง เฉียบขาด ในมิติด้านความมั่นคงและการประสานงานจัดระเบียบตามที่ฝ่ายบริหารระบุ โดยจะต้องเดินหน้าควบคู่ไปกับ ศอ.บต. เพื่อสนับสนุนงานพัฒนาและสร้างความเข้าใจในหมู่มวลชน ย่อมสร้างผลประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติและคุ้มค่ากว่าการยุบเลิกหน่วยงานเป็นไหน ๆ

                      มหากาพย์ของ กอ.รมน. จึงขึ้นอยู่กับว่า ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองจะมีสายตาที่ยาวไกลพอจะมองเห็นความสมดุลระหว่าง “ความคุ้มค่าเชิงงบประมาณในห้องประชุม” กับ “เสถียรภาพและความปลอดภัยของประชาชนตามแนวชายแดน” หรือไม่ 

                     การผ่าตัดปรับแต่งโครงสร้าง กอ.รมน. ให้เหลือเพียงกลไกประสานงานเฉพาะพื้นที่เปราะบาง จึงเป็นทางเลือกเดียวที่จะรักษาทั้งความมั่นคงและตัวเลขภาษีเอาไว้ได้ ซึ่งในความเป็นจริงหน้างาน ฝ่ายทหาร ตำรวจ และพลเรือน ต่างยังคงมุ่งมั่นประสานพลังทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด แม้ในบางห้วงเวลา กรอบภารกิจที่ซับซ้อนชวนสับสนอาจทำให้เกิดความลักลั่นในการดำเนินนโยบายร่วมกันไปบ้างตามระเบียบวิธีการ แต่ท้ายที่สุด ข้าราชการทุกฝ่ายต่างพร้อมที่จะสลัดความแตกต่างทางโครงสร้างนั้นทิ้ง เพื่อร่วมกันบูรณาการเป็นหลังพิงที่แข็งแกร่ง น่าเกรงขาม และนำพาความสงบสุขกลับคืนสู่พี่น้องประชาชนตามแนวชายแดนอย่างยั่งยืนตลอดไป

ข่าวล่าสุด

คมดาบแห่ง “อำนาจ” บนคานงัด “ความเป็นธรรม !”   เมื่อคำสั่งต้องเดินตามกฎ แต่ผู้มีอำนาจต้องไม่ลืมว่า…ปลายทางคือประชาชน !

ในประวัติศาสตร์การปกครองของมนุษย์ “อำนาจ” (Power) ไม่เคยเป็นเพียงเครื่องมือสำหรับออกคำสั่ง หากแต่เป็นความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากคำสั่งนั้นด้วย

“สิงห์คลาสสิก” ปะทะ “สิงห์ดิจิทัล”   เมื่อสายบังคับบัญชา ปะทะโลกโซเชียล ปมร้อนนายอำเภอบ้านสร้าง

คำสั่งกรมการปกครองที่ให้นายเสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ นายอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ไปช่วยราชการที่วิทยาลัยการปกครอง ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม ถึง 5 พฤศจิกายน 2569 กลายเป็นประเด็นร้อนทันที

“รถฉุกเฉิน” …สิทธิใช้ทาง กับ..“ฉุกเฉินจริงไหม ?”  กฎหมายต้องให้ทาง แต่ระบบต้องตอบให้ได้ว่า…ใครคือ “รถฉุกเฉิน”

รัฐเร่งตรวจสอบและเดินหน้า ระบบการแพทย์ฉุกเฉินดิจิทัล Digital EMS และ แพลตฟอร์มดิจิทัลกลางการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ NDEMS National Digital Emergency Medical

เรื่องสั้น  “บ้านชายป่า”

ศพแรกถูกพบในเช้าวันจันทร์ ชายวัยกลางคนหายออกจากบ้านไปตั้งแต่คืนก่อน และไม่มีใครรู้ว่าเขาเข้าไปในป่าทำไม กระทั่งรุ่งเช้า ชาวบ้านพบร่างของเขานอนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ห่างจากถนนไม่ถึงสองกิโลเมตร หนึ่งสัปดาห์ต่อมา มีศพที่สอง

ข่าวอื่นๆ

คมดาบแห่ง “อำนาจ” บนคานงัด “ความเป็นธรรม !”   เมื่อคำสั่งต้องเดินตามกฎ แต่ผู้มีอำนาจต้องไม่ลืมว่า…ปลายทางคือประชาชน !

ในประวัติศาสตร์การปกครองของมนุษย์ “อำนาจ” (Power) ไม่เคยเป็นเพียงเครื่องมือสำหรับออกคำสั่ง หากแต่เป็นความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากคำสั่งนั้นด้วย

“สิงห์คลาสสิก” ปะทะ “สิงห์ดิจิทัล”   เมื่อสายบังคับบัญชา ปะทะโลกโซเชียล ปมร้อนนายอำเภอบ้านสร้าง

คำสั่งกรมการปกครองที่ให้นายเสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ นายอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ไปช่วยราชการที่วิทยาลัยการปกครอง ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม ถึง 5 พฤศจิกายน 2569 กลายเป็นประเด็นร้อนทันที

“รถฉุกเฉิน” …สิทธิใช้ทาง กับ..“ฉุกเฉินจริงไหม ?”  กฎหมายต้องให้ทาง แต่ระบบต้องตอบให้ได้ว่า…ใครคือ “รถฉุกเฉิน”

รัฐเร่งตรวจสอบและเดินหน้า ระบบการแพทย์ฉุกเฉินดิจิทัล Digital EMS และ แพลตฟอร์มดิจิทัลกลางการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ NDEMS National Digital Emergency Medical