หน้าแรกINSIDE - INSIGHTแอปสั่งอาหาร ฟันกำไรแสนล้าน  เมื่อ "ความสะดวก" กลายเป็นกับดักดิจิทัล

แอปสั่งอาหาร ฟันกำไรแสนล้าน  เมื่อ “ความสะดวก” กลายเป็นกับดักดิจิทัล

เผยแพร่

spot_img

วิถีชีวิตคนไทยในกรงขังแอปฯ สั่งอาหาร เมื่อ “รัฐ” ทำได้แค่ยืนมอง.. ปล่อยตลาดไทยเป็นอาณานิคมแพลตฟอร์ม

                             ยุคสมัยที่การ “ออกไปหาอะไรกิน” กลายเป็นเรื่องเหนื่อยยากเกินทนสำหรับคนเมือง ได้ผลักดันให้สมรภูมิฟู้ดเดลิเวอรี่ในไทยพุ่งทะยานสู่มูลค่ากว่า 1.3 แสนล้านบาท ในปี 2025 ที่ผ่านมา

                            ทว่าภายใต้ความหรูหราของตัวเลขการเติบโต 22% ซึ่งสูงที่สุดในอาเซียน กลับมีรอยร้าวที่ซ่อนอยู่ เมื่อกำไรเกือบทั้งหมดถูกโอนออกสู่บัญชีบริษัทแม่ข้ามชาติ ทิ้งให้ร้านอาหารไทยและผู้บริโภคติดอยู่ในวงจร “ค่า GP”  Gross Profit หรือที่ในภาษาการตลาดเรียกว่า Commission Fee และ “ราคาแฝง” ที่ยากจะสลัดออก หากรัฐบาลยังไร้กลยุทธ์ปั้น “แชมป์เปี้ยนสัญชาติไทย” ขึ้นมาคานอำนาจอย่างจริงจัง

                             จากการสืบค้นพบว่า ตลาดเดลิเวอรี่ไทยในปัจจุบันกลายเป็น “พื้นที่กึ่งผูกขาด” โดย 2 ยักษ์ใหญ่ Grab (สิงคโปร์) และ LINE MAN (ลูกผสมไทย-ญี่ปุ่น) ที่คุมส่วนแบ่งรวมกันกว่า 80% หลังจากเจ้าเดิมอย่าง Foodpanda (เยอรมนี) เริ่มถอนตัวออกไป

                            ความมั่งคั่งมหาศาลนี้เกิดจากพฤติกรรมคนไทยที่เสพติดความสบายจนยอมจ่าย “ภาษีความสะดวก” ในรูปแบบราคาอาหารที่แพงกว่าหน้าร้าน 30% บวกกับค่าธรรมเนียมจุกจิกที่เพิ่มขึ้นทุกปี   ขณะที่ร้านอาหารรายย่อยต้องยอมเฉือนเนื้อจ่ายค่าคอมมิชชั่นเพื่อความอยู่รอดในโลกดิจิทัล

                            เมื่อหันมองเพื่อนบ้านในอาเซียนจะพบภาพที่ต่างออกไปอย่างน่าสนใจ ใน อินโดนีเซีย   พวกเขามี “Gojek” ที่เป็นความภูมิใจของชาติและสู้กับยักษ์ต่างชาติได้อย่างสมศักดิ์ศรี หรือใน เวียดนาม   ที่แม้แอปฯ ต่างชาติจะครองเมืองแต่รัฐบาลเข้มงวดเรื่องการควบคุมเพดานราคาและการสนับสนุนสตาร์ทอัพท้องถิ่นอย่างรุนแรง 

                            ตัดกลับมาที่ไทย แพลตฟอร์มที่ดูเหมือนจะเป็นของไทยอย่าง “Robinhood” ก็จำต้องถอยฉากหลังแบกรับภาวะขาดทุนไม่ไหว   ทิ้งให้ตลาดไร้คู่แข่งสัญชาติไทยที่แข็งแกร่งพอจะกำหนดทิศทางราคาเพื่อคนไทยเอง

                           สำหรับ “ไปรษณีย์ไทย” รัฐวิสาหกิจที่มีเครือข่ายเข้าถึงทุกหัวบันไดบ้าน  กลับทำได้เพียงเป็น “ผู้ชม” ในสนามอาหารปรุงสุก ปัญหาไม่ใช่เรื่องของจำนวนพนักงาน แต่คือระบบ “หลังบ้าน” ที่ไม่ถูกออกแบบมาเพื่อความเร็วระดับวินาที และวัฒนธรรมองค์กรแบบรัฐที่เดินช้ากว่าอัลกอริทึมของเอกชนหลายขุม ส่งผลให้ไปรษณีย์ไทยยังคงติดหล่มอยู่กับการส่งพัสดุและสินค้าเกษตรแห้ง ๆ ขณะที่เค้กชิ้นโตอย่าง “มื้อเที่ยงและมื้อเย็น” ถูกงับไปโดยแพลตฟอร์มสีเขียวและสีส้มจนเกลี้ยงจาน

                          ในฝั่งผู้บริโภค สถานะปัจจุบันไม่ต่างจาก “ลูกไก่ในกำมือ” ที่ต้องยอมรับสภาพราคากระเพราจานละ 80-100 บาท (ที่ปริมาณเท่าเดิม) ทางออกที่ทำได้เองคือการเปลี่ยนพฤติกรรมไปสั่งแบบ “Pick-up” หรือรับเองที่ร้านเพื่อเลี่ยงค่าธรรมเนียม แต่ก็นั่นแหละครับ มันขัดกับสัญชาตญาณความขี้เกียจที่ถูกฟูมฟักมาตั้งแต่ยุคโควิด การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุจึงต้องอาศัยกลไกราคาที่เป็นธรรมและการเปิดเผย “อัลกอริทึม” ที่ไม่เอารัดเอาเปรียบ ซึ่งปัจจุบันกฎหมายไทยยังตามหลังเทคโนโลยีอยู่หลายก้าว

                            บทบาทของรัฐบาลในเวลานี้ถูกวิจารณ์ว่าทำได้เพียง “แก้ผ้าเอาหน้ารอด” ด้วยการอุดหนุนค่าน้ำมันให้ไรเดอร์หรือขอความร่วมมือลดค่า GP เป็นครั้งคราว ซึ่งเป็นเพียงการแปะพลาสเตอร์บนแผลที่ติดเชื้อเรื้อรัง

                            หากรัฐยังไม่สามารถสร้าง Infrastructure หรือ “ซูเปอร์แอปแห่งชาติ” ที่รวมเอาความแข็งแกร่งของไปรษณีย์ไทยเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ หรือให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่จูงใจให้ทุนไทยกล้ากลับมาลงสนามอีกครั้ง เราก็ทำได้เพียงส่งส่วยดิจิทัลให้ต่างชาติต่อไป

                           เสียงหยอกเย้ากันว่า   ถ้าคนในรัฐบาลยังคงภูมิใจกับการเห็นกราฟยอดสั่งอาหารออนไลน์พุ่งสูง โดยไม่สนว่าเงินกำไรเหล่านั้นไหลไปเข้ากระเป๋าใครที่สิงคโปร์หรือโตเกียวแล้ว อีกไม่นานเราคงได้เห็น “ส้มตำปูปลาร้า” กลายเป็นอาหารหรูราคาพรีเมียมที่คนไทยต้องผ่อนจ่ายผ่านแอปฯ ต่างชาติ และเมื่อวันนั้นมาถึง เราคงสลัดแอปฯ เหล่านี้ไม่ได้   ไม่ใช่เพราะมันดีเลิศ แต่เพราะเรา “ลืมวิธี” เดินไปซื้อแกงที่ปากซอยด้วยตัวเองไปเสียแล้ว

2569-05-03  “ชัยทัศน์” 

ข่าวล่าสุด

“ใข่ไก่”..แพง… แซงหน้า “นำ้มัน”   วิกฤตปากท้องชนกำแพงอำนาจ

ล่าสุดเครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ 4 แห่งปรับราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มจาก 3.80 บาท เป็น 4.00 บาทต่อฟอง มีผลตั้งแต่ 7 สิงหาคม 2569 ขณะที่ข้อมูลราคาขายปลีกที่อัปเดต 24 สิงหาคม พบว่าไข่เบอร์ 4 อยู่ราว 4.05 บาท และเบอร์ 3 ราว 4.35 บาทต่อฟอง

สะโตรก-“ภัยเงียบ” จากแรงขับ “หวาน-มัน-เค็ม”

ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองรายใหม่เกิดขึ้นราว 1.5 แสน ถึง 250,000 รายต่อปี และคร่าชีวิตคนไทยสูงเป็นอันดับต้นๆ รองจากมะเร็งและโรคหัวใจตามบริบทปีนั้นๆ โดยมีผู้เสียชีวิตราว 30,000 - 50,000 คนต่อปี

 เรื่องสั้น   “คืน…ฝนตก”  | “ชัยทัศน์”

เสียงเครื่องยนต์ครางกระหึ่มก่อนจะสำลักไอเสียออกมาเป็นจังหวะสุดท้ายแล้วดับสนิทลง ท่ามกลางเสียงคำรามของท้องฟ้ากัมปนาททั่วหุบเขา “เอก” ทุบพวงมาลัยด้วยความโมโห เข็มความร้อนของรถคันเก่งพุ่งสูงจนมิดเกจ์แดงฉานเหมือนคำเตือนจากนรก

รัฐบาลเจอ “ศึกหนัก” ทั้งใน-นอกสภา ปมทุจริต-ฮั้ว สว.-เขากระโดง-ชายแดนใต้

สถานการณ์การเมืองไทยในห้วงเวลานี้กำลังทวีความร้อนระอุขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเสถียรภาพของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังถูกทดสอบอย่างหนักจากสารพัดปัญหารุมเร้า

ข่าวอื่นๆ

“ใข่ไก่”..แพง… แซงหน้า “นำ้มัน”   วิกฤตปากท้องชนกำแพงอำนาจ

ล่าสุดเครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ 4 แห่งปรับราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มจาก 3.80 บาท เป็น 4.00 บาทต่อฟอง มีผลตั้งแต่ 7 สิงหาคม 2569 ขณะที่ข้อมูลราคาขายปลีกที่อัปเดต 24 สิงหาคม พบว่าไข่เบอร์ 4 อยู่ราว 4.05 บาท และเบอร์ 3 ราว 4.35 บาทต่อฟอง

สะโตรก-“ภัยเงียบ” จากแรงขับ “หวาน-มัน-เค็ม”

ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองรายใหม่เกิดขึ้นราว 1.5 แสน ถึง 250,000 รายต่อปี และคร่าชีวิตคนไทยสูงเป็นอันดับต้นๆ รองจากมะเร็งและโรคหัวใจตามบริบทปีนั้นๆ โดยมีผู้เสียชีวิตราว 30,000 - 50,000 คนต่อปี

รัฐบาลเจอ “ศึกหนัก” ทั้งใน-นอกสภา ปมทุจริต-ฮั้ว สว.-เขากระโดง-ชายแดนใต้

สถานการณ์การเมืองไทยในห้วงเวลานี้กำลังทวีความร้อนระอุขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเสถียรภาพของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังถูกทดสอบอย่างหนักจากสารพัดปัญหารุมเร้า