หน้าแรกINSIDE - INSIGHTไทยจูงมือ “สิงคโปร์ ลงเรือ  “แลนด์บริดจ์”   พลิกกระดานภูมิรัฐศาสตร์

ไทยจูงมือ “สิงคโปร์ ลงเรือ  “แลนด์บริดจ์”   พลิกกระดานภูมิรัฐศาสตร์

เผยแพร่

spot_img

จากคู่แข่งสู่คู่ค้า หรือเพียงฉากทัศน์สมประโยชน์

บนผลประโยชน์ทับซ้อน?

                             ชนวนเหตุสำคัญเริ่มต้นขึ้นจากเมื่อวันก่อน มีการเปิดทำเนียบรัฐบาลต้อนรับ นายชาง ชุน ชิง รัฐมนตรีจากสิงคโปร์ เพื่อเข้าเยี่ยมคารวะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีคนใหม่ การหารือครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ความร่วมมือด้านความมั่นคงหรือพิธีการทูตตามระเบียบวาระ แต่หัวใจสำคัญกลับอยู่ที่โครงการ “แลนด์บริดจ์” (Landbridge) ที่ฝ่ายไทยจงใจ “ส่งไมตรี” และทางสิงคโปร์ก็ “อ้าแขนรับ” ติดตามโครงการนี้อย่างใกล้ชิด ท่ามกลางสายตาของนักสังเกตการณ์ที่มองว่านี่คือการเดินเกมที่ซับซ้อนกว่าการร่วมลงทุนธรรมดา

                              ย้อนรอยตำนานเส้นทางลัดข้ามคาบสมุทร โครงการนี้มีดีเอ็นเอมาจาก “คลองไทย” หรือ “คอคอดกระ” ที่ถูกหยิบยกมาถกเถียงตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงรัตนโกสินทร์  ด้วยเป้าหมายตัดทางผ่านจากมหาสมุทรอินเดียสู่แปซิฟิกโดยไม่ต้องอ้อมแหลมมลายู   ทว่าด้วยข้อจำกัดด้านความมั่นคงและงบประมาณมหาศาล ทำให้การขุดคลองถูกแปรรูปมาเป็น “สะพานเศรษฐกิจ” เชื่อมสองฝั่งทะเล เพื่อลดแรงเสียดทานและพยายามสร้างวาทกรรม “ประตูเศรษฐกิจโลก” ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

                              การที่ไทยเลือกดึงสิงคโปร์เข้ามาร่วมหารือในจังหวะนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนเชิงกลยุทธ์ที่น่าสนใจ เพราะสิงคโปร์คือผู้กุมอำนาจเหนือช่องแคบมะละกาที่แลนด์บริดจ์ตั้งเป้าจะเข้ามาแบ่งเค้ก การที่คู่แข่งแสดงท่าทีสนใจย่อมช่วยสร้างความเชื่อมั่นในสายตานักลงทุนนานาชาติ ทว่าในมิติเชิงลึก นี่อาจเป็นการ “แบ่งสรรปันส่วน” ผลประโยชน์เพื่อไม่ให้เกิดการขัดขาในระดับภูมิภาค มากกว่าจะเป็นการแข่งขันอย่างเสรีตามที่เข้าใจกัน

                              ในมิติของ “ผู้ได้ประโยชน์” แน่นอนว่ากลุ่มทุนข้ามชาติและบริษัทก่อสร้างยักษ์ใหญ่ย่อมจ้องมองโครงการนี้เป็นเค้กก้อนโต รวมถึงชนชั้นนำทางการเมืองที่จะได้อ้างอิงผลงานระดับประวัติศาสตร์ ขณะที่สิงคโปร์เองก็ได้สิทธิ์ในการ “สังเกตการณ์” และควบคุมจังหวะการเติบโตของคู่แข่งอย่างใกล้ชิด ส่วน “ผู้เสียประโยชน์” ยังคงเป็นคนในท้องถิ่นที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของการเวนคืนที่ดินและวิถีชีวิตดั้งเดิมที่มักถูกมองเป็นเพียงตัวเลขบรรทัดสุดท้ายในรายงานประเมินผลกระทบ

                           ความน่ากังวลของเมกะโปรเจกต์ระดับล้านล้านเช่นนี้ คือการที่มันมักถูกห่อหุ้มด้วย “ม่านอิทธิพล” การเร่งรีบผลักดันในขณะที่ตัวเลขความคุ้มทุนยังคงเป็นข้อถกเถียง สะท้อนให้เห็นว่าแลนด์บริดจ์อาจกำลังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือปั่นความเชื่อมั่นทางการเมือง มากกว่าจะเป็นรากฐานเศรษฐกิจที่จับต้องได้จริงในระยะยาว ซึ่งเป็นวิสัยปกติของโครงการขนาดใหญ่ที่มักมาพร้อมกับการจัดสรรอำนาจในระดับสูง

                                โครงการยักษ์ใหญ่ในบ้านเรามักมีวงจรชีวิตที่น่าพิศวง เริ่มต้นด้วยการประกาศศักดาอันยิ่งใหญ่ราวกับจะพลิกโฉมหน้าโลก แต่บ่อยครั้งที่ลงเอยด้วยการเป็นเพียง “อนุสาวรีย์แห่งความพยายาม” หรือโครงการที่ต้องรอการอนุมัติในรายละเอียดอย่างไม่มีวันสิ้นสุด การที่รัฐบาลย้ำว่า “ไม่ใช่โครงการกระดาษเปล่า” ฟังดูเป็นความมุ่งมั่นที่น่ายกย่อง แต่ประวัติศาสตร์มักเตือนเราเสมอว่า ความชัดเจนที่รัฐบาลกล่าวถึง มักจะค่อยๆ ปรากฏขึ้นในรูปแบบของสัญญาที่ปรับแก้ในนาทีสุดท้ายเพื่อตอบโจทย์ผู้เล่นรายใหญ่มากกว่าประชาชนรายย่อย

                            บทสรุปของแลนด์บริดจ์ฉบับ “ไทย-สิงคโปร์” จึงยังคงเป็นสมการที่ทิ้งช่องว่างให้ตั้งคำถามมากมาย หากตัวเลขเม็ดเงินที่ไหลเข้าไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าคุ้มค่ากับทรัพยากรที่ต้องสูญเสียไป โครงการนี้ก็อาจเป็นเพียงการปัดฝุ่นตำนานการขายฝันครั้งใหม่ เพื่อให้เป็นทางผ่านของงบประมาณและอำนาจ มากกว่าจะเป็นเส้นทางเดินเรือโลกอย่างที่ถูกวาดหวังไว้

                           ท้ายที่สุด ในโลกของการเมืองและเมกะโปรเจกต์ คำว่า “มิตรแท้” อาจมีน้ำหนักน้อยกว่า “ผลประโยชน์ที่ลงตัว” การเปิดโต๊ะเจรจาระหว่างไทยและสิงคโปร์ในครั้งนี้ จึงอาจไม่ใช่เพียงการจับมือเพื่อสร้างอนาคตใหม่ของอาเซียน แต่เป็นการบริหารจัดการส่วนแบ่งให้ลงตัว เพื่อให้โครงการหมื่นล้านแสนล้านนี้สามารถเริ่ม “ตอกเสาเข็ม” ได้เสียที ท่ามกลางกระแสคลื่นแห่งผลประโยชน์ที่เชี่ยวกรากไม่แพ้คลื่นในมหาสมุทร

2569-05-01  “ชัยทัศน์”

ข่าวล่าสุด

สะโตรก-“ภัยเงียบ” จากแรงขับ “หวาน-มัน-เค็ม”

ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองรายใหม่เกิดขึ้นราว 1.5 แสน ถึง 250,000 รายต่อปี และคร่าชีวิตคนไทยสูงเป็นอันดับต้นๆ รองจากมะเร็งและโรคหัวใจตามบริบทปีนั้นๆ โดยมีผู้เสียชีวิตราว 30,000 - 50,000 คนต่อปี

 เรื่องสั้น   “คืน…ฝนตก”  | “ชัยทัศน์”

เสียงเครื่องยนต์ครางกระหึ่มก่อนจะสำลักไอเสียออกมาเป็นจังหวะสุดท้ายแล้วดับสนิทลง ท่ามกลางเสียงคำรามของท้องฟ้ากัมปนาททั่วหุบเขา “เอก” ทุบพวงมาลัยด้วยความโมโห เข็มความร้อนของรถคันเก่งพุ่งสูงจนมิดเกจ์แดงฉานเหมือนคำเตือนจากนรก

รัฐบาลเจอ “ศึกหนัก” ทั้งใน-นอกสภา ปมทุจริต-ฮั้ว สว.-เขากระโดง-ชายแดนใต้

สถานการณ์การเมืองไทยในห้วงเวลานี้กำลังทวีความร้อนระอุขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเสถียรภาพของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังถูกทดสอบอย่างหนักจากสารพัดปัญหารุมเร้า

ปริญญาตรีล้นตลาด พ่ายสมรภูมิ…เทคโนโลยี  เมื่อ AI “กำลังสอบ” ระบบการศึกษาไทย

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังเปลี่ยนทั้งลักษณะงาน วิธีทำงาน และทักษะที่นายจ้างต้องการอย่างรวดเร็ว คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าเด็กไทยเรียนจบอะไร แต่คือ สิ่งที่เรียนมานั้นยังมีมูลค่าในตลาดแรงงานวันพรุ่งนี้หรือไม่

ข่าวอื่นๆ

สะโตรก-“ภัยเงียบ” จากแรงขับ “หวาน-มัน-เค็ม”

ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองรายใหม่เกิดขึ้นราว 1.5 แสน ถึง 250,000 รายต่อปี และคร่าชีวิตคนไทยสูงเป็นอันดับต้นๆ รองจากมะเร็งและโรคหัวใจตามบริบทปีนั้นๆ โดยมีผู้เสียชีวิตราว 30,000 - 50,000 คนต่อปี

รัฐบาลเจอ “ศึกหนัก” ทั้งใน-นอกสภา ปมทุจริต-ฮั้ว สว.-เขากระโดง-ชายแดนใต้

สถานการณ์การเมืองไทยในห้วงเวลานี้กำลังทวีความร้อนระอุขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเสถียรภาพของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังถูกทดสอบอย่างหนักจากสารพัดปัญหารุมเร้า

ปริญญาตรีล้นตลาด พ่ายสมรภูมิ…เทคโนโลยี  เมื่อ AI “กำลังสอบ” ระบบการศึกษาไทย

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังเปลี่ยนทั้งลักษณะงาน วิธีทำงาน และทักษะที่นายจ้างต้องการอย่างรวดเร็ว คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าเด็กไทยเรียนจบอะไร แต่คือ สิ่งที่เรียนมานั้นยังมีมูลค่าในตลาดแรงงานวันพรุ่งนี้หรือไม่