หน้าแรกINSIDE - INSIGHTไฟถนน.. “ไม่ฟรีอย่างที่คิด  ”สอดไส้บิลบ้านให้คนไทย “เฉลี่ยจ่าย”

ไฟถนน.. “ไม่ฟรีอย่างที่คิด  ”สอดไส้บิลบ้านให้คนไทย “เฉลี่ยจ่าย”

เผยแพร่

spot_img

                              หลักการจัดทำบริการสาธารณะ (Public Services) เพื่อความมั่นคงและปลอดภัยในชีวิตของพลเมือง ถือเป็นพันธกิจพื้นฐานที่สุดที่รัฐบาลต้องพึงปฏิบัติและหล่อเลี้ยงด้วยเงินงบประมาณแผ่นดินอันมาจากภาษี

                              ทว่าโครงสร้างราคาพลังงานของประเทศไทยในปัจจุบันกลับปรากฏความย้อนแย้งเชิงนโยบายอย่างรุนแรง เมื่อมีการเปิดเผยข้อมูลว่า “ค่าไฟฟ้าส่องสว่างสาธารณะ” หรือไฟทางตามถนนหนทางที่ประชาชนเข้าใจว่าได้รับบริการฟรี แท้จริงแล้วกลับถูกตราเป็น “ภาระซ่อนเร้น” หมกเม็ดไว้ในระบบบัญชีพลังงานเพื่อเฉลี่ยลงในบิลค่าไฟของภาคครัวเรือน กลายเป็นการสะท้อนภาพความพร่าเลือนทางหลักนิติธรรมที่รัฐผลักภาระหน้าที่ส่วนรวมมาสอดไส้ในกระเป๋าเงินส่วนบุคคลอย่างไม่เป็นธรรมมาเป็นเวลานาน

                               ปมทางนโยบายนี้ทวีความร้อนแรงในสปอตไลต์ของสังคมทันที หลังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  ออกมาเปิดเผยความจริงเชิงโครงสร้างที่เป็นความลับมานานว่า ระบบบัญชีพลังงานในปัจจุบันมีการนำต้นทุนส่วนที่ยกเว้นให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หรือโควตาไฟฟรี 10 หน่วยแรกต่อจุดติดตั้ง นำกลับมาคำนวณมัดรวมเป็น “ต้นทุนระบบ” ในการคิดค่า Ft เรียกเก็บจากประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าถ้วนหน้า 

                                คำแถลงนี้เหมือนเป็นการยอมรับกลาย ๆ ว่า “คำว่าฟรีไม่มีอยู่จริง” ในสัญญารัฐบาล แต่ยังเป็นการแฉกลไกในอดีตที่ปล่อยให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ผลักภาระค่าใช้จ่ายของรัฐไปอุ้มชูงบประมาณส่วนท้องถิ่นรวมกันกว่าหมื่นล้านบาทต่อปีบนหยาดน้ำตาของผู้บริโภคที่ไม่เคยรู้ความจริง

                              รัฐมนตรีพลังงานได้ออกคำสั่งด่วนที่สุดไปยังคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ให้เร่งเข้าไปตรวจสอบและทำการรื้อปรับโครงสร้างทางบัญชีใหม่ทั้งหมด โดยมีเป้าหมายยุทธศาสตร์ในการบีบให้กระทรวงมหาดไทย หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้ง อบต.และเทศบาล ต้องเป็นผู้ตั้งงบประมาณแผ่นดินและงบภาษีท้องถิ่นมาชำระค่าไฟฟ้าสาธารณะส่วนนี้เองแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย 100% พร้อมขีดเส้นใต้คำสั่งอย่างเด็ดขาดว่า ห้ามนำตัวเลขและต้นทุนไฟถนนเหล่านี้เข้ามาปะปนหรือสอดไส้ในบิลค่าไฟฟ้าของประชาชนอีกต่อไป ซึ่งถือเป็นความพยายามครั้งประวัติศาสตร์ในการแยก “กระเป๋าเงิน” ระหว่าง“รัฐ”กับ“ราษฎร์” ให้หลุดออกจากกัน

                              ความลักลั่นในหลักคิดบริหารจัดการทรัพย์สินของรัฐจะยิ่งฉายภาพเด่นชัดและสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อนำประเด็นค่าวัดหน่วยไฟถนนหนทางไปเปรียบเทียบเชิงสะท้อนคิดกับกลไกทางกฎหมายในกรณี (1) การจับกุมขบวนการค้ายาเสพติด และ (2) การจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายจราจร ซึ่งทั้งสองกรณีนั้น สังคมและประชาชนทั่วไปสามารถยอมรับได้ตามครรลองนิติรัฐ เนื่องจากเม็ดเงินที่นำมาจัดสรรเป็น “เงินรางวัลผลงาน” หรือเงินสินบนรางวัลนำจับให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน มีต้นทางที่มาเด่นชัดจาก “เงินของคนทำผิดกฎหมาย” ไม่ว่าจะเป็นเงินบาปของกลุ่มอาชญากรที่ไร้ผู้เสียหายจำเพาะเจาะจง หรือมาจากเงินค่าปรับของผู้จงใจละเมิดกฎหมาย การเอาเงินจากผู้ทำความผิดมาขับเคลื่อนงานปราบปรามจึงเป็นสิ่งที่มีความชอบธรรมในตัวเอง

                            ทว่าในกรณีของไฟฟ้าส่องสว่างบนถนนหนทาง ซึ่งมีสถานะทางกฎหมายและการคลังเป็น “สินค้าสาธารณะ” ที่เอื้อประโยชน์ให้แก่คนทุกคนในสังคม รัฐในอดีตกลับแสดงหลักคิดที่ย้อนแย้งบิดเบี้ยว ด้วยการยอมให้ระบบบัญชีพลังงานขูดรีดเอาจาก “ประชาชนผู้บริสุทธิ์” ที่ไม่ได้มีความผิดทางกฎหมายใด ๆ และได้ทำหน้าที่พลเมืองดีในการเสียภาษีไปอย่างครบถ้วนแล้ว การมัดมือชกด้วยการนำค่าวัดไฟฟ้าของเสาไฟริมทางมาบวกเพิ่มในบิลไฟบ้าน จึงฉายให้เห็นความแตกต่างของสองมาตรฐานอย่างชัดเจน    ว่าทีกับคนทำผิดกฎหมาย (คดียาเสพติด/จราจร) รัฐมีกลไกตรากฎหมายดึงเงินมาจ่ายเป็นรางวัลเจ้าหน้าที่ได้อย่างเป็นระบบ แต่ทีกับบริการสาธารณะที่คนดี ๆ ควรจะได้ฟรี รัฐกลับบกพร่องและเลือกใช้วิธีมาล้วงกระเป๋าชาวบ้านแทน

                               หันมองประเทศเพื่อนบ้านและระดับสากล จะพบการแบ่งแยกบัญชีที่โปร่งใสและเป็นธรรมกว่าไทยอย่างเห็นได้ชัด ในกลุ่มอาเซียนด้วยกันอย่างมาเลเซีย (TNB) หรืออินโดนีเซีย (PLN) รัฐวิสาหกิจไฟฟ้าจะทำการติดตั้งมาตรวัดไฟถนนแยกเป็นบัญชีเฉพาะ และส่งบิลเก็บเงินตรงไปยัง “สภาท้องถิ่น” หรือกระทรวงคมนาคมผู้รับผิดชอบพื้นที่นั้น ๆ โดยตรง เพื่อให้ท้องถิ่นนำเงินรายได้จากการเก็บภาษีทรัพย์สินมาจ่ายขาด 100% ขณะที่ในกลุ่มอารยประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาหรือสหราชอาณาจักร ค่าไฟถนนจะถูกหักจ่ายจาก “ภาษีสภาท้องถิ่น” โดยตรง บิลค่าไฟของภาคประชาชนจึงมีความสะอาดและโปร่งใส ปราศจากเศษเสี้ยวต้นทุนแฝงของรัฐมาปะปน

                               ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ จึงเป็นดัชนีชี้วัดสำคัญที่รัฐบาลต้องนำมาทบทวนหลักการบริหารราชการแผ่นดินในมิติธรรมาภิบาลอย่างจริงจัง ความแตกต่างระรานระหว่างระบบเงินรางวัลนำจับที่มีระเบียบกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน กับการปล่อยให้มีการสอดไส้ค่าไฟสาธารณะไว้ในบิลครัวเรือน สะท้อนให้เห็นถึงข้อบกพร่องเชิงโครงสร้างที่รัฐละเลยต่อการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมืองดีผู้เสียภาษี การออกอย่างเด็กขาดของกระทรวงพลังงานเพื่อแยกบัญชีในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่การปรับเปลี่ยนตัวเลขทางสถิติ แต่คือการคืนความถูกต้องโปร่งใสตามหลักนิติธรรมที่ควรจะเป็น และเป็นบทเรียนสำคัญว่าต่อจากนี้ บริการสาธารณะเพื่อความปลอดภัยของส่วนรวม จะต้องขับเคลื่อนด้วยงบประมาณแผ่นดินที่ถูกต้องตรงไปตรงมา ไม่ใช่ภาระแฝงเร้นที่แอบลดทอนเงินในกระเป๋าของประชาชนผู้บริสุทธิ์อีกต่อไป

2569-06-24   “ชัยทัศน์”

ข่าวล่าสุด

อิจฉา…“คนรวย”  และ สงสาร…”คนจน”   มายาคติบน “กระดานเอียง..” ที่ไร้กติกา

“คนราย” กับ “คนจน” ปมปัญหาที่แท้จริงหาใช่เรื่องของบุญวาสนาหรือความเกียจคร้านไม่ แต่คือ “ความอยุติธรรมของกติกาเชิงโครงสร้าง” ที่เอื้อให้เกิดการผูกขาด ขัดขวางการขยับสถานะทางสังคม (Social Mobility)

2572 คลื่นความถี่  ทำ ”จอดับ“ หรือไปต่อ !  “ลดช่องทีวี” หรือ   “เพิ่มมือถือ” ? 

นับถอยหลังอีกเพียงไม่ถึง 3 ปี ใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ดิจิทัลภาคพื้นดินประเภทธุรกิจทั้ง 15 ช่องที่เหลือรอด จะสิ้นสุดอายุลงพร้อมกันในอัสดงแห่งปี พศ. 2572

เปิดปฏิบัติการ ถอดเกล็ดมังกร ทลายขบวนการ “พ่อทิพย์”

​เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 กรมการปกครอง สนธิกำลังร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ป.ป.ท. และ ป.ป.ง. เปิดยุทธการเข้าจับกุมเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

สปสช.มีมติ ยาแก้มะเร็ง โครงการฟ้าหญิงฯ  เข้าบัตรทอง

บอร์ด สปสช. (สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) ได้มีมติเห็นชอบให้เพิ่มสิทธิประโยชน์ยารักษามะเร็งนวัตกรรมไทย ซึ่งเป็นยามะเร็งแบบมุ่งเป้า (Targeted Therapy) เข้าสู่ระบบ "บัตรทอง 30 บาท"

ข่าวอื่นๆ

อิจฉา…“คนรวย”  และ สงสาร…”คนจน”   มายาคติบน “กระดานเอียง..” ที่ไร้กติกา

“คนราย” กับ “คนจน” ปมปัญหาที่แท้จริงหาใช่เรื่องของบุญวาสนาหรือความเกียจคร้านไม่ แต่คือ “ความอยุติธรรมของกติกาเชิงโครงสร้าง” ที่เอื้อให้เกิดการผูกขาด ขัดขวางการขยับสถานะทางสังคม (Social Mobility)

2572 คลื่นความถี่  ทำ ”จอดับ“ หรือไปต่อ !  “ลดช่องทีวี” หรือ   “เพิ่มมือถือ” ? 

นับถอยหลังอีกเพียงไม่ถึง 3 ปี ใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ดิจิทัลภาคพื้นดินประเภทธุรกิจทั้ง 15 ช่องที่เหลือรอด จะสิ้นสุดอายุลงพร้อมกันในอัสดงแห่งปี พศ. 2572

เสนอ“ยุบ กอ.รมน. ” เหมือนทิ้ง“เบาะรองรับวิกฤติ !“

ทางออกของ กอ.รมน. ท่ามกลางสมการความมั่นคงตามแนวตะเข็บชายแดนและ 3 จังหวัดภาคใต้ จึงอาจไม่ใช่การ “ทุบทำลาย” แต่คือการ “จัดระเบียบหน้าที่” เพื่อประสานงาน ทหาร ตำรวจ พลเรือน ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด