INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์”
ประจำวันที่ 27 ตุลาคม 2569
กระเป๋าถูกเปิด ใครต้องรับผิดชอบ ?
ความปลอดภัยต้องเข้มงวด แต่ความโปร่งใสต้องไม่ตกหล่น
บททดสอบมาตรการตรวจสัมภาระใหม่ของไทย เมื่อความปลอดภัยของเที่ยวบินต้องเดินคู่กับการคุ้มครองทรัพย์สิน ความรวดเร็ว และความเชื่อมั่นของผู้โดยสาร
กรณีผู้โดยสารสายการบินไหหนาน (Hainan Airlines) พบกระเป๋าเดินทางมีร่องรอยคล้ายถูกเปิดหลังเดินทางจากไทยถึงจีน กลายเป็นคำถามต่อมาตรการตรวจสัมภาระลงทะเบียนที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ขณะที่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ชี้แจงเมื่อวันที่ 21 ตุลาคมว่า การตรวจสอบเบื้องต้นของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไม่พบหลักฐานว่าเจ้าหน้าที่สนามบินเป็นผู้เปิดกระเป๋า และยังต้องอาศัยข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุ ต่อมาเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม CAAT เปิดเผยผลตรวจสอบกรณีกระเป๋าถูกเปิดที่เป็นข่าว 4 กรณี พบว่ามี 1 กรณีที่เปิดตรวจตามมาตรการใหม่จริง
ขณะเดียวกัน ท่าอากาศยานดอนเมืองประชาสัมพันธ์ว่า ในช่วง 16-22 ตุลาคม ตรวจสัมภาระลงทะเบียน 927 ใบ และพบสิ่งของต้องห้ามหรือไม่เป็นไปตามข้อกำหนด 1,122 รายการ ตัวเลขดังกล่าวตอกย้ำความจำเป็นของการตรวจค้นที่เป็นระบบอย่างเคร่งครัดและเป็นแบบอย่าง แต่คำถามที่ต้องตอบให้ชัดคือ จะทำอย่างไรให้มาตรการเข้มงวด ตรวจสอบย้อนหลังได้ และไม่บั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้โดยสาร
มาตรการใหม่เปิดทางให้เจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเปิดตรวจสัมภาระลงทะเบียนโดยไม่ต้องมีเจ้าของอยู่ด้วยได้ เฉพาะเมื่อมีเหตุอันควรสงสัยจากการตรวจคัดกรอง เช่น พบสิ่งของต้องห้ามหรือสิ่งที่อาจกระทบต่อความปลอดภัยในการบิน ไม่ใช่อำนาจเปิดกระเป๋าทุกใบตามอำเภอใจ โดยการตรวจต้องดำเนินการในพื้นที่ที่กำหนด มีการบันทึกภาพ และใส่เอกสารแจ้งการตรวจค้นสัมภาระ (Notice of Baggage Inspection) ไว้ภายในกระเป๋าเพื่อให้เจ้าของทราบ
เหตุผลสำคัญคือแบตเตอรี่สำรอง (Power Bank) ห้ามบรรจุในสัมภาระโหลดใต้ท้องเครื่อง เพราะแบตเตอรี่ลิเธียมที่ลัดวงจรหรือเกิดความร้อนสูงอาจก่อให้เกิดเพลิงไหม้ ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่ออากาศยานและผู้โดยสาร ดังนั้น การเปิดตรวจเมื่อมีเหตุสงสัยจึงเป็นมาตรการที่มีเหตุผลด้านความปลอดภัย แต่ความจำเป็นดังกล่าวต้องมาพร้อมการปฏิบัติตามขั้นตอนและการเก็บหลักฐานที่ตรวจสอบได้
ในสหรัฐอเมริกา สำนักงานความปลอดภัยด้านการขนส่ง (Transportation Security Administration TSA) ระบุว่า หากเจ้าหน้าที่เปิดตรวจสัมภาระลงทะเบียน จะใส่ใบแจ้งการตรวจไว้ภายในกระเป๋าเพื่อให้เจ้าของทราบ และมีช่องทางเรียกร้องเมื่อทรัพย์สินสูญหายหรือเสียหายระหว่างกระบวนการตรวจค้น หากความเสียหายเกิดระหว่างการขนส่งสัมภาระไปยังเครื่องบินหรือพื้นที่รับกระเป๋า ผู้โดยสารควรติดต่อสายการบิน
กรณีนี้เป็นตัวอย่างของการแยกความรับผิดชอบและจัดให้มีช่องทางตรวจสอบ ไม่ใช่หลักฐานว่าทุกสนามบินทั่วโลกใช้ขั้นตอนเหมือนกัน สำหรับไทย มาตรการใหม่กำหนดทั้งการบันทึกภาพและการแจ้งตรวจค้นไว้แล้ว จึงควรให้ความสำคัญกับการปฏิบัติจริง ความครบถ้วนของหลักฐาน และความชัดเจนว่าเมื่อเกิดปัญหา ผู้โดยสารควรติดต่อหน่วยงานใด โดยไม่สร้างความคาดหวังเกินกว่าข้อกำหนดที่มีอยู่
ผลตรวจสอบล่าสุดของ CAAT ระบุว่า ใน 4 กรณีที่เป็นข่าว มี 2 กรณีที่ผลตรวจภาพจากกล้องวงจรปิดของสนามบินไม่พบว่าเจ้าหน้าที่ตรวจค้นของสนามบินไทยเป็นผู้เปิดกระเป๋า อีก 1 กรณีเป็นเที่ยวบินจากต่างประเทศเข้าไทย ซึ่งการตรวจค้นก่อนออกเดินทางอยู่ภายใต้กฎของสนามบินต้นทางต่างประเทศ ส่วนอีก 1 กรณีเป็นเที่ยวบินภายในประเทศที่มีการเปิดตรวจตามมาตรการใหม่ หลังพบอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีแบตเตอรี่อยู่ในกระเป๋าและผู้โดยสารไม่ได้ใช้ตัวล็อกที่เจ้าหน้าที่เปิดตรวจได้ตามระบบ จึงจำเป็นต้องตัดซิปและใส่ใบแจ้งการตรวจค้นไว้ภายใน. ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่าไม่ควรนำกรณีทั้งหมดมารวมเป็นข้อกล่าวหาเดียวกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้โดยสารพบความผิดปกติ ควรมีการประสานตรวจสอบตั้งแต่การคัดกรอง การคัดแยก การขนส่ง ไปจนถึงการส่งมอบสัมภาระ โดยให้สายการบินและผู้ให้บริการภาคพื้นร่วมตรวจสอบตามหน้าที่ ส่วนสนามบินและ CAAT ต้องสนับสนุนข้อมูลในขอบเขตอำนาจของตน ผู้โดยสารเองควรตรวจสิ่งของก่อนเช็กอิน ถ่ายภาพกระเป๋าและสิ่งของภายในไว้เป็นหลักฐาน และหลีกเลี่ยงการใส่ของมีค่าในสัมภาระโหลดใต้ท้องเครื่อง
แม้สนามบินมีเครื่องตรวจสัมภาระทันสมัยเพียงใด แต่ถ้ากระเป๋าถึงปลายทางแล้วเจ้าของไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ใครเป็นผู้เปิด และจะขอให้ตรวจสอบได้ที่ไหน ความทันสมัยก็ยังทำงานไม่ครบวงจร เพราะความปลอดภัยไม่ควรจบลงที่การตรวจพบวัตถุต้องห้าม แต่ต้องรวมถึงการอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างมีหลักฐาน ใบแจ้งการตรวจค้นจึงไม่ควรเป็นเพียงกระดาษที่ใส่ไว้ให้ครบขั้นตอน ขณะที่ผู้โดยสารก็ไม่ควรต้องทำหน้าที่เป็นนักสืบส่วนตัวเพื่อติดตามหาความจริงในกระเป๋าของตนเอง ระบบที่ดีต้องทำให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานได้อย่างมั่นใจ ผู้โดยสารเข้าใจเหตุผลของการตรวจ และทุกฝ่ายมีหลักฐานให้ตรวจสอบเมื่อเกิดข้อสงสัย
ความปลอดภัย รวดเร็ว โปร่งใส ต้องไปด้วยกัน
CAAT และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ควรติดตามการใช้มาตรการใหม่อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ความถูกต้องของการเปิดตรวจ การบันทึกภาพและเก็บรักษาหลักฐาน การใส่เอกสารแจ้งตรวจค้น ไปจนถึงการรับเรื่องร้องเรียนและการแจ้งผลแก่ผู้โดยสาร ควรเผยแพร่ข้อมูลผลการดำเนินงานในระดับที่สาธารณะตรวจสอบได้ โดยไม่เปิดเผยรายละเอียดที่อาจกระทบต่อความปลอดภัย ขณะเดียวกัน สายการบินและผู้ให้บริการภาคพื้นต้องร่วมรับผิดชอบต่อการติดตามสัมภาระในช่วงที่อยู่ภายใต้การดูแลของตน ผู้โดยสารต้องตรวจสอบสิ่งของต้องห้ามและเงื่อนไขของสายการบินก่อนเดินทาง เป้าหมายไม่ใช่การลดความเข้มงวด แต่คือการทำให้มาตรการรักษาความปลอดภัยมีประสิทธิภาพและไม่สร้างความคลุมเครือเกินจำเป็น
สนามบินที่ได้มาตรฐานไม่ใช่เพียงสนามบินที่ตรวจพบสิ่งของต้องห้ามได้มาก แต่ต้องเป็นสนามบินที่ตรวจสอบการทำงานได้ อธิบายเหตุผลได้ และสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้โดยสารได้ด้วย



