วันอาทิตย์, เมษายน 5, 2026
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกINSIDE - INSIGHTถวายสัตย์ปฏิญาณเหนือเกล้าในวันจักรี บทพิสูจน์ "คณะรัฐมนตรีอนุทิน 1"

ถวายสัตย์ปฏิญาณเหนือเกล้าในวันจักรี บทพิสูจน์ “คณะรัฐมนตรีอนุทิน 1”

เผยแพร่

spot_img

จากบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญสู่จรรยาบรรณที่จับต้องได้… เพื่อเกียรติยศแห่งตำแหน่งหน้าที่

                          วันที่ 6 เมษายน  นี้ ถือเป็นศุภวาระอันศักดิ์สิทธิ์ “วันพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และวันที่ระลึกมหาจักรีบรมราชวงศ์” หรือ “วันจักรี” อันเป็นวันที่ปวงชนชาวไทยน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์แห่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ทุกพระองค์ที่ทรงแผ่พระบารมีคุ้มเกล้าเหล่าพสกนิกรให้มีความร่มเย็นเป็นสุขสืบมา

                        และในวันอันเป็นมหามงคลนี้ นายกรัฐมนตรี “อนุทิน ชาญวีรกูล” พร้อมคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ มีกำหนดเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายสัตย์ปฏิญาณ ฯ ก่อนเข้ารับหน้าที่ ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นห้วงเวลาสำคัญที่ฝ่ายบริหารจะต้องตระหนักถึงความซื่อสัตย์สุจริตอย่างสูงสุดต่อหน้าพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 

พันธะทางกฎหมายที่มาพร้อม “มโนธรรม”

                          ตามมาตรา 161 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 การถวายสัตย์ปฏิญาณมิใช่เพียงพิธีกรรมตามระเบียบราชการ แต่เป็น “พันธะทางกฎหมาย” (Legal Obligation) อันสำคัญยิ่งที่จะทำให้การเป็นคณะรัฐมนตรีนั้นสมบูรณ์ตามหลักกฎหมาย

                        ถ้อยคำที่ว่า “จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน” คือการถวายคำมั่นสัญญาต่อหน้าพระประมุขผู้ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของรัฐชาติ 

                         ดังนั้น รัฐมนตรีทุกคนจึงมีหน้าที่ต้องตระหนักถึงความศักดิ์สิทธิ์ของถ้อยคำ มิให้เป็นเพียงการกล่าวตามหน้าที่ แต่ต้องหยั่งรากลึกเป็นจิตสำนึกในการปกป้องผลประโยชน์ส่วนรวมและรักษาไว้ซึ่งธรรมาภิบาล

ส่องอารยประเทศ การให้คำมั่นสัญญาต่ออำนาจอธิปไตย

                         เมื่อเปรียบเทียบกับนานาอารยประเทศ กระบวนการนี้คือจุดเริ่มต้นของความรับผิดชอบ (Accountability) ต่อสาธารณะ

                 ที่สหรัฐอเมริกา  ประธานาธิบดีต้องสาบานตนโดยวางมือบนคัมภีร์หรือรัฐธรรมนูญต่อหน้าประธานศาลสูงสุด เพื่อยืนยันความยึดมั่นในหลักการและกฎหมาย

                 ที่เยอรมนี นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต้องปฏิญาณตนต่อหน้าสภาผู้แทนราษฎร ยืนยันการอุทิศตนเพื่อความ

ผาสุกของประชาชนและรักษาไว้ซึ่งกฎหมายพื้นฐาน

                       หัวใจสำคัญของนานาประเทศคือการแสดงความสง่างาม และความโปร่งใสในจุดเปลี่ยนผ่านอำนาจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ระบบการปกครองและตัวแทนของปวงชน

บทเรียนจากอดีต เกียรติประวัติหรือรอยด่างพร้อย

                       ประวัติศาสตร์การเมืองไทยมีบทเรียนที่แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่ละเลยต่อคำสัตย์ปฏิญาณและเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ มักประสบกับวิบากกรรมทางการเมืองและถูกกฎหมายลงโทษในที่สุด สิ่งเหล่านี้เตือนใจคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ว่า “การกระทำย่อมสะท้อนผล” เกียรติยศที่แท้จริงมิได้มาจากหัวโขนทางการเมืองที่สวมใส่ แต่มาจากความซื่อตรงต่อคำสัตย์ที่ได้ให้ไว้ในวาระสำคัญที่สุดของการเข้ารับตำแหน่งหน้าที่

ความคาดหวังต่อ “คณะรัฐมนตรีอนุทิน”

                       ประชาชนปรารถนาจะเห็นคณะรัฐมนตรีชุดนี้ปฏิบัติหน้าที่อย่างสมเกียรติ เป็นที่เชิดหน้าชูตาของประเทศชาติ การเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายสัตย์ปฏิญาณในวันจักรีนี้ จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะพิสูจน์ถึงความจงรักภักดีและความตั้งใจจริงในการแก้ปัญหาบ้านเมือง หากคณะรัฐมนตรีร่วมกันยึดถือแนวทางความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ตั้ง ย่อมจะเป็นที่เชื่อถือศรัทธาของประชาชนและนำพาสังคมไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้อย่างแท้จริง เพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่ตนเองและวงศ์ตระกูลสืบไป

แง่คิดหลังคำสัตย์ปฏิญาณ

                           การถวายสัตย์ปฏิญาณ เป็น”หัวใจสำคัญที่มากกว่าถ้อยคำ”  เป็นวินาทีแห่งเกียรติยศสูงสุดที่คณะรัฐมนตรีได้มีโอกาสเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าพระพักตร์ ถือเป็นมงคลและเป็นความภาคภูมิใจที่พึงรักษาไว้ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอย่างเคร่งครัด

                 การตระหนักรู้ว่าอำนาจที่ได้รับมานั้น มีไว้เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ประชาชนตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มิใช่เพื่อการแสวงหาประโยชน์ส่วนตนซึ่งขัดต่อคำสัตย์ปฏิญาณที่ได้ให้ไว้

                คณะรัฐมนตรีที่สง่างาม  คือกลุ่มบุคคลที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใสและเที่ยงธรรม เพื่อให้เป็นที่เชิดหน้าชูตาของประเทศชาติ และเป็นการสนองพระมหากรุณาธิคุณที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยให้เข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน

                   THAITRIBUNE  หวังเป็นอย่างยิ่งว่า คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ในวันที่ 6 เมษายนนี้ จะเปลี่ยน “คำมั่นสัญญา” ให้เป็น “การปฏิบัติจริง” เพื่อความวัฒนาสถาพรของชาติบ้านเมืองสืบไป

ข่าวล่าสุด

กรมทางหลวง มอบของขวัญสงกรานต์ วิ่งฟรี มอเตอร์เวย์ 5 สาย (M7-M9-M81-M6-M82) 7 วัน รวมระยะทาง 530 กม. เริ่ม 10 เม.ย. นี้

กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ประกาศยกเว้นค่าธรรมเนียมผ่านทางบนมอเตอร์เวย์ จำนวน 3 สาย ได้แก่ M7, M9 และ M81 เป็นเวลา 7 วันเต็ม

ภาพแผนที่และข่าว IEA Report 2 ชิ้นนี้  แชร์เพื่อให้คนไทยจับตาและเตรียมตัวล่วงหน้า

ในต่างประเทศพูดกันหนาหูแล้วเรื่อง Energy Lockdown  เหมือน Covid Lockdown แต่รุนแรงและยาวนานกว่ามาก องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ออก Report & Recommendations ให้แต่ละประเทศเริ่มทำ Energy...

สหรัฐอเมริกาถูกระบุว่าเป็นรัฐอันธพาล 

Stephen Walt ระบุว่าสหรัฐฯ ได้เปลี่ยนจาก "มหาอำนาจผู้คุมกฎ" กลายเป็น "มหาอำนาจนักล่า" (Predatory Hegemon) ที่คอยรีดไถแม้กระทั่งพันธมิตรของตัวเอง

ทรัมป์ชั่งใจส่งทหารบุกยึดยูเรเนียมอิหร่าน ผู้เชี่ยวชาญเตือน “ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนแวะโกดังยกของแล้วกลับ”

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพิจารณาส่งกองกำลังทหารสหรัฐฯ เข้าสู่ประเทศอิหร่านเพื่อยึดยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูง ซึ่งเป็นปฏิบัติการที่มีความเสี่ยงสูงและผู้เชี่ยวชาญระบุว่าอาจต้องใช้เวลาหลายวันและต้องใช้กำลังทหารจำนวนมหาศาล

ข่าวอื่นๆ

สงคราม..ลามถึงระบบ “สาธารณสุขไทย”

วิกฤติระลอกใหม่กำลังคืบคลานเข้าสู่ "ตู้ยา" ของคนไทย หลังพบสัญญาณโรงพยาบาลหลายแห่งเริ่มปรับลดระยะเวลาจ่ายยาให้ผู้ป่วยเรื้อรังจาก 6 เดือนเหลือเพียง 3 เดือน

ผ่าทางตันชำแหละค่าการกลั่น 14 บาท ปลุก “ภาษีลาภลอย” กู้ซากกองทุนน้ำมัน

วิกฤตน้ำมันแพงปี 2569 กำลังเผยให้เห็นความลักลั่นของตัวเลข เมื่อค่าการกลั่นพุ่งสูงถึง 14 บาทต่อลิตร สร้าง "กำไรส่วนเกิน" มหาศาลกว่า 1.8 พันล้านบาทต่อวันให้กลุ่มโรงกลั่น

รีดกำไรโรงกลั่นปลุก “ภาษีลาภลอย” แก้วิกฤตพลังงาน

ท่ามกลางสภาวะที่“กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” ติดลบพุ่งทะยานแตะ 4.7 หมื่นล้านบาท รัฐบาลภายใต้การนำของ คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง