หน้าแรกINSIDE - INSIGHTผ่าทางตันชำแหละค่าการกลั่น 14 บาท ปลุก “ภาษีลาภลอย” กู้ซากกองทุนน้ำมัน

ผ่าทางตันชำแหละค่าการกลั่น 14 บาท ปลุก “ภาษีลาภลอย” กู้ซากกองทุนน้ำมัน

เผยแพร่

spot_img

หยุดกำไรส้มหล่นบนคราบน้ำตาประชาชน รีดส่วนเกินหมื่นล้านคืนคลังก่อนพังทั้งระบบ

                             เปิดพิมพ์เขียว 5 ขั้นตอนดึงเงินโรงกลั่นล้างหนี้ 4.7 หมื่นล้าน บีบรัฐเลิกเกรงใจทุนใหญ่ ทวงคืนส่วนลดน้ำมัน 6 บาทให้คนไทยทันที

                            วิกฤตน้ำมันแพงปี 2569 กำลังเผยให้เห็นความลักลั่นของตัวเลข เมื่อค่าการกลั่นพุ่งสูงถึง 14 บาทต่อลิตร สร้าง “กำไรส่วนเกิน” มหาศาลกว่า 1.8 พันล้านบาทต่อวันให้กลุ่มโรงกลั่น ในขณะที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบวิกฤตกว่า 4.7 หมื่นล้านบาท

                           คำถามสำคัญคือ…เราจะจัดการกับกำไรมหาศาลนี้อย่างไรให้ถูกต้องตามกฎหมายและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

                            ผู้เชี่ยวชาญพลังงาน  จะแจกแจงลำดับการบังคับใช้ “ภาษีลาภลอย” (Windfall Tax) อย่างเป็นระบบ เพื่อดึงเม็ดเงินที่ควรเป็นของสาธารณะกลับมาลดราคาน้ำมันดีเซลทันที 5-6 บาทต่อลิตร โดยไม่ต้องกู้เงินเพิ่มให้เป็นภาระภาษีแก่ประชาชนในอนาคต

                           หัวใจสำคัญลำดับแรกคือการนิยาม “กำไรลาภลอย” ให้ชัดเจนตามหลักเศรษฐศาสตร์สากล โดยรัฐต้องกำหนดฐานกำไรที่เหมาะสม (Baseline) จากค่าการกลั่นเฉลี่ยย้อนหลังที่เคยอยู่เพียง 2-3 บาท เมื่อสถานการณ์โลกบีบคั้นจนดีดไปถึง 14 บาท ส่วนต่าง 11-12 บาทที่เกิดขึ้นจึงถือเป็นกำไรที่ไม่ได้เกิดจากการบริหารงาน แต่เกิดจาก“ปัจจัยภายนอก” ที่ซ้ำเติมความเดือดร้อนของสังคม 

                          รัฐบาลโดยคณะกรรมการศึกษาต้นทุนราคาน้ำมัน ฯ (คตร.) จึงมีอำนาจอันชอบธรรมในการเรียกคืนส่วนเกินนี้เพื่อประโยชน์สาธารณะตามหลักความเสมอภาค

                          ในส่วนของที่มาและกลไกการตรวจสอบ คตร. จำเป็นต้องชี้แจงโครงสร้างราคาหน้าโรงกลั่นที่อิงราคาตลาดสิงคโปร์บวกค่าขนส่งสมมติ ทั้งที่กลั่นในประเทศให้มีความโปร่งใสมากขึ้น การตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ต้องทำอย่างตรงไปตรงมาเพื่อเปิดเผยสัดส่วน “ส่วนต่างราคา” (Spread) ระหว่างน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนเห็นพ้องว่าการเก็บภาษีนี้มีเหตุผลรองรับที่หนักแน่นเพียงพอ โดยยึดถือความถูกต้องของข้อมูลที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตามมาตรฐานสากล

                        เพื่อให้การจัดเก็บไม่ขัดต่อข้อกฎหมาย รัฐบาลต้องดำเนินการผ่านการตราพระราชบัญญัติ หรือพระราชกำหนด ให้อำนาจกระทรวงการคลังและกรมสรรพากรโดยเฉพาะ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักกฎหมายมหาชนและไม่เป็นการละเมิดสิทธิในทรัพย์สินโดยมิชอบ การผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาจะช่วยคุ้มครองการใช้อำนาจให้เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวม (Public Interest) อย่างแท้จริง และเป็นเกราะป้องกันการฟ้องร้องทางแพ่งหรืออาญาจากกลุ่มทุนพลังงานที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง

                         ด้านมาตรการคุ้มครองข้อมูลและความโปร่งใสภายใต้กฎหมาย PDPA รัฐสามารถตรวจสอบยอดกำไรและปริมาณการผลิตได้ตามกฎหมายพลังงาน ซึ่งถือเป็นการใช้อำนาจตามหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ  ข้อมูลเหล่านี้จะถูกประมวลผลเพื่อคำนวณภาษีโดยไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลหรือความลับทางการค้าที่ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันที่เป็นธรรม สอดคล้องกับ พรบ. การจัดการข้อมูลภาครัฐ เพื่อให้การตรวจสอบครั้งนี้ใสสะอาดและเป็นธรรมต่อผู้ประกอบการไปพร้อมกัน

                       สำหรับปลายทางของเม็ดเงินภาษีลาภลอยที่คาดการณ์ว่าจะจัดเก็บได้ประมาณ 2.7 หมื่นล้านบาทต่อเดือนนั้น ต้องมีการ “ตีตรา” ไว้โดยเฉพาะเพื่อส่งตรงเข้าสู่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการล้างหนี้ 4.7 หมื่นล้านบาทโดยด่วน การทำเช่นนี้จะสร้างช่องว่างทางการคลัง  ให้รัฐสามารถลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลงได้อีก 3-5 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในตลาดลดลงทันทีอย่างเป็นรูปธรรม โดยไม่ต้องรอรอบงบประมาณหรือกู้เงินมาโปะหนี้ให้เสียระบบการคลัง

                        สุดท้ายนี้ การเก็บภาษีลาภลอยไม่ใช่การฉกฉวยโอกาสทุนใหญ่ แต่คือการ “ปัน” ผลประโยชน์ที่เกิดจากความเดือดร้อนของคนทั้งชาติกลับคืนสู่เจ้าของประเทศที่แท้จริง 

                        เราได้แต่หวังว่า คตร. และรัฐบาลจะมีความกล้าหาญพอที่จะคว้าภาษีนี้มาคืนให้คนไทยจริงๆ อย่าให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยที่ชื่อภาษีตัวนี้มักจะ “หลุดลอย” หายไปในอากาศทุกครั้งที่กลุ่มทุนขยับ  เพราะถ้ายังมัวแต่อ้ำอึ้งแกล้ง หวั่นเกรงจนลืมหยาดเหงื่อของคนทั้งประเทศ ประชาชนคงต้องสรุปอย่างปวดใจว่ารัฐบาลกำลังปล่อยให้ทุนใหญ่ “ลอยตัว” อยู่บนกองทุกข์ของชาวบ้านอย่างถาวร

2569-04-04  “ชัยทัศน์”  (ตอน 2)

ข่าวล่าสุด

เรียกร้องรัฐบาลและรัฐสภาเร่งผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จากการมีส่วนร่วมของประชาชน

80 องค์กรประชาธิปไตย ได้ออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้ประชาชนไทยกา “เห็นชอบ” เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

ครึ่งวัน ทะลุ 21 ล้านแห่ชิงสิทธิ “60/40”  สะท้อนวิกฤตเงินตึงมือทั่วหน้า

ปรากฏการณ์ประชาชนแห่หลั่งไหลเข้าสู่ระบบจนยอดลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” พุ่งทะลุเกินกว่า 21.5 ล้านคนภายในเวลาไม่ถึงครึ่งวันแรก

“รัฐมนตรี” ต้องไม่ใช่ “นักรบอารมณ์” บนเวทีการเมือง

กรณีวิวาทะระหว่าง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม กับ ปิยบุตร แสงกนกกุล ในประเด็น “อคติส่วนตัวของรัฐมนตรี” กำลังสะท้อนปัญหาที่ลึกกว่า “การเถียงกันทางการเมือง” มันกำลังสะท้อนว่าประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่ยุคที่“อารมณ์” เริ่มแทรกเหนือ “วุฒิภาวะ” และนั่นคือสัญญาณอันตรายของสังคมประชาธิปไตยทุกแห่งในโลก รัฐมนตรีไม่ใช่เพียง “คนชนะเลือกตั้ง” แต่คือ “ผู้ใช้อำนาจรัฐ” ซึ่งหมายความว่าทุกคำพูดทุกท่าทีทุกอคติล้วนส่งผลต่อประชาชนทั้งประเทศ หากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแสดงออกด้วยความโกรธ...

คนแก่กับหมาแก่…ในวันที่โลกทั้งใบ “ดับสัญญาณ”

เมื่อโลกดับสัญญาณ… คนแก่คือไฟดวงสุดท้าย ชายชราคนหนึ่งถูกไล่ออกจากงาน หลังทำงานดูแลโรงเรียนมานาน 42 ปี เหตุผลสั้นๆคือ “ตอนนี้มีเครื่องอัตโนมัติแล้ว เราไม่มีงบจ่ายบำนาญ”

ข่าวอื่นๆ

ครึ่งวัน ทะลุ 21 ล้านแห่ชิงสิทธิ “60/40”  สะท้อนวิกฤตเงินตึงมือทั่วหน้า

ปรากฏการณ์ประชาชนแห่หลั่งไหลเข้าสู่ระบบจนยอดลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” พุ่งทะลุเกินกว่า 21.5 ล้านคนภายในเวลาไม่ถึงครึ่งวันแรก

แบตเตอรี่ลิเธียมล้นเมือง  ความท้าทายใหม่ที่รัฐต้องเร่งจัดการ

จากเหตุการณ์ระทึกขวัญของข่าวรถขนส่งแบตเตอรี่บนทางด่วนบูรพาวิถีเกืดเหตุระเบิด เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่สร้างความตระหนกให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนน แต่ยังเป็น "กรณีศึกษา" สำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบโลจิสติกส์ขยะอันตรายในประเทศไทย

ความสัมพันธ์ 170 ปี “ไทย-ฝรั่งเศส”   “การทูตเชิงรุก”ต้องดับฝัน กัมพูชา-ใช้ปารีสเคลมพรมแดน

ยุทธศาสตร์การทูตครั้งนี้คือ "ปฏิบัติการเชิงรุก" เพื่อนำข้อเท็จจริงปมพรมแดนและพื้นที่ทับซ้อน (OCA) ไปแสดงต่อประธานาธิบดี เอมานูเอล มาครง