หน้าแรกINSIDE - INSIGHTรีดกำไรโรงกลั่นปลุก "ภาษีลาภลอย" แก้วิกฤตพลังงาน

รีดกำไรโรงกลั่นปลุก “ภาษีลาภลอย” แก้วิกฤตพลังงาน

เผยแพร่

spot_img

หยุดส้มหล่นบนกองทุกข์ประชาชน ก่อนกองทุนน้ำมันล้มละลาย

  ท่ามกลางสภาวะที่“กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” ติดลบพุ่งทะยานแตะ 4.7 หมื่นล้านบาท รัฐบาลภายใต้การนำของ คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.)ชุดใหม่ กำลังถูกจับตามองอย่างหนักถึงความกล้าหาญในการบังคับใช้ “ภาษีลาภลอย” (Windfall Tax) เพื่อเรียกคืนกำไรส่วนเกินจากค่าการกลั่นที่สูงผิดปกติถึง 14 บาทต่อลิตร

                            ข้อเสนอทางนโยบายนี้ไม่ใช่เพียงการหาเงินมาอุดโปะตัวเลขที่ติดลบ แต่คือการจัดระเบียบโครงสร้างราคาพลังงานให้เป็นธรรม เพื่อไม่ให้กลุ่มทุนพลังงาน “ส้มหล่น” ในขณะที่ประชาชน “หลังแอ่น” จากค่าครองชีพที่พุ่งสูงจนกู่ไม่กลับ

                            ชนวนเหตุของวิกฤตครั้งนี้เกิดจากโครงสร้างราคาหน้าโรงกลั่นที่อิงราคาสิงคโปร์เป็นหลัก ส่งผลให้ในช่วงวิกฤตพลังงานโลก โรงกลั่นในไทยได้ “รับกำไร” จาก “ส่วนต่างราคา”  น้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป (GRM) สูงพุ่งพรวดเกินกว่ามาตรฐานปกติที่เคยอยู่เพียง 2-3 บาทต่อลิตร เมื่อค่าการกลั่นดีดตัวขึ้นไปถึง 14 บาทต่อลิตร จึงเกิดคำถามถึง “กำไรส่วนเกิน” ที่ไม่ได้มาจากฝีมือการบริหารจัดการ แต่มาจากสถานการณ์โลกที่บีบคั้น ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์เรียกกำไรส่วนนี้ว่า “ลาภลอย” ที่สมควรถูกเรียกคืนเข้าสู่รัฐเพื่อประโยชน์สาธารณะ

                              ความล่าช้าในการขยับตัวของภาครัฐได้สร้างความเสียหายเป็นลูกโซ่ กองทุนน้ำมันฯ ที่เคยเป็นเกราะป้องกันราคาต้องกลายเป็น “ลูกหนี้” รายใหญ่ที่ต้องกู้เงินมาอุดหนุนราคาดีเซลวันละนับพันล้านบาท ส่งผลให้สถานะทางการคลังของประเทศสั่นคลอน ขณะที่ภาคการผลิตและขนส่งต้องแบกรับต้นทุนน้ำมันที่สูงเกินจริง นำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อที่กัดกินเงินในกระเป๋าประชาชนอย่างรุนแรง

                              หากปล่อยให้ค่าการกลั่นยังคงค้างฟ้าโดยไม่มีการเรียกเก็บภาษีลาภลอย ความเหลื่อมล้ำระหว่าง “กำไรของบริษัทพลังงาน” กับ “หนี้สินของครัวเรือน” จะยิ่งถ่างกว้างจนกลายเป็นวิกฤตศรัทธาต่อรัฐบาล

                            ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจแนะวิธีแก้ไขและข้อเสนอแนะหาทางออกที่ยั่งยืน  คือการตรากฎหมายหรือออกระเบียบเร่งด่วนเพื่อจัดเก็บภาษีลาภลอยจากกลุ่มโรงกลั่นในอัตราที่เหมาะสม เช่น 30-50% ของกำไรส่วนเกิน โดยกำหนดเพดานค่าการกลั่นที่เป็นธรรมไม่เกิน 5 บาทต่อลิตร เงินที่ได้จากภาษีส่วนนี้ต้องถูกนำไป “รีไฟแนนซ์” หนี้กองทุนน้ำมันโดยตรง และลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลงเพื่อลดราคาขายปลีกทันที 

                         นอกจากนี้ รัฐต้องรื้อสูตรราคาอ้างอิงสิงคโปร์ให้สอดคล้องกับต้นทุนการกลั่นจริงในประเทศ เพื่อตัดวงจรลาภลอยในระยะยาว

                          หากเหลียวมองประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและอินโดนีเซีย จะพบว่ารัฐบาลของเขามีกลไก “Price Cap” หรือการแทรกแซงราคาหน้าโรงกลั่นที่เด็ดขาดกว่าไทย โดยมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษจากบริษัทพลังงานในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงเพื่อนำมาอุดหนุนภาคประชาชน ในขณะที่ยุโรปหลายประเทศได้บังคับใช้ Windfall Tax ไปแล้วอย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนว่าการเก็บภาษีลาภลอยไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด แต่เป็นมาตรฐานที่รัฐพึงกระทำเพื่อปกป้องความมั่นคงทางเศรษฐกิจของคนส่วนใหญ่

                          สุดท้ายนี้ วิกฤตพลังงานปี 2569 คือบทพิสูจน์ “กระดูกสันหลัง” ของฝ่ายนโยบายว่าเข้มแข็งพอจะงัดกับกลุ่มทุนใหญ่หรือไม่ เราหวังว่าคำว่า “ภาษีลาภลอย” ในครั้งนี้จะเป็นรายได้ที่ไหลกลับคืนสู่แผ่นดินจริงๆ เสียที อย่าให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยที่ชื่อภาษีตัวนี้มักจะ “หลุดลอย” หายไปในอากาศทุกครั้งที่กลุ่มทุนขยับปาก หรือต้องรอให้กองทุนน้ำมันกลายเป็นสูญญากาศจนรัฐบาลเองนั่นแหละที่จะ “ลอยตัว” หนีปัญหาทิ้งให้คนไทยจมอยู่กับกองหนี้เพียงลำพัง

2569-04-03  “ชัยทัศน์”  (ตอน 1)

ข่าวล่าสุด

เรียกร้องรัฐบาลและรัฐสภาเร่งผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จากการมีส่วนร่วมของประชาชน

80 องค์กรประชาธิปไตย ได้ออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้ประชาชนไทยกา “เห็นชอบ” เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

ครึ่งวัน ทะลุ 21 ล้านแห่ชิงสิทธิ “60/40”  สะท้อนวิกฤตเงินตึงมือทั่วหน้า

ปรากฏการณ์ประชาชนแห่หลั่งไหลเข้าสู่ระบบจนยอดลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” พุ่งทะลุเกินกว่า 21.5 ล้านคนภายในเวลาไม่ถึงครึ่งวันแรก

“รัฐมนตรี” ต้องไม่ใช่ “นักรบอารมณ์” บนเวทีการเมือง

กรณีวิวาทะระหว่าง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม กับ ปิยบุตร แสงกนกกุล ในประเด็น “อคติส่วนตัวของรัฐมนตรี” กำลังสะท้อนปัญหาที่ลึกกว่า “การเถียงกันทางการเมือง” มันกำลังสะท้อนว่าประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่ยุคที่“อารมณ์” เริ่มแทรกเหนือ “วุฒิภาวะ” และนั่นคือสัญญาณอันตรายของสังคมประชาธิปไตยทุกแห่งในโลก รัฐมนตรีไม่ใช่เพียง “คนชนะเลือกตั้ง” แต่คือ “ผู้ใช้อำนาจรัฐ” ซึ่งหมายความว่าทุกคำพูดทุกท่าทีทุกอคติล้วนส่งผลต่อประชาชนทั้งประเทศ หากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแสดงออกด้วยความโกรธ...

คนแก่กับหมาแก่…ในวันที่โลกทั้งใบ “ดับสัญญาณ”

เมื่อโลกดับสัญญาณ… คนแก่คือไฟดวงสุดท้าย ชายชราคนหนึ่งถูกไล่ออกจากงาน หลังทำงานดูแลโรงเรียนมานาน 42 ปี เหตุผลสั้นๆคือ “ตอนนี้มีเครื่องอัตโนมัติแล้ว เราไม่มีงบจ่ายบำนาญ”

ข่าวอื่นๆ

ครึ่งวัน ทะลุ 21 ล้านแห่ชิงสิทธิ “60/40”  สะท้อนวิกฤตเงินตึงมือทั่วหน้า

ปรากฏการณ์ประชาชนแห่หลั่งไหลเข้าสู่ระบบจนยอดลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” พุ่งทะลุเกินกว่า 21.5 ล้านคนภายในเวลาไม่ถึงครึ่งวันแรก

แบตเตอรี่ลิเธียมล้นเมือง  ความท้าทายใหม่ที่รัฐต้องเร่งจัดการ

จากเหตุการณ์ระทึกขวัญของข่าวรถขนส่งแบตเตอรี่บนทางด่วนบูรพาวิถีเกืดเหตุระเบิด เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่สร้างความตระหนกให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนน แต่ยังเป็น "กรณีศึกษา" สำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบโลจิสติกส์ขยะอันตรายในประเทศไทย

ความสัมพันธ์ 170 ปี “ไทย-ฝรั่งเศส”   “การทูตเชิงรุก”ต้องดับฝัน กัมพูชา-ใช้ปารีสเคลมพรมแดน

ยุทธศาสตร์การทูตครั้งนี้คือ "ปฏิบัติการเชิงรุก" เพื่อนำข้อเท็จจริงปมพรมแดนและพื้นที่ทับซ้อน (OCA) ไปแสดงต่อประธานาธิบดี เอมานูเอล มาครง