หน้าแรกINSIDE - INSIGHTถอดรหัส “…รู้จักกูน้อยไป !“  ต่อหน้านักข่าว 

ถอดรหัส “…รู้จักกูน้อยไป !“  ต่อหน้านักข่าว 

เผยแพร่

spot_img

เมื่อวัฒนธรรมอำนาจนิยมปะทะเพดานบิน OECD

ส่องแรงสะเทือนจากโพล Zero Corruption สู่เงื่อนไขเหล็ก

บนเวทีโลกที่ประเทศไทยกำลังเดิมพัน !

                             ปรากฏการณ์ความตึงเครียดบนแท่นแถลงข่าวระหว่างผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกับสื่อมวลชน ภายหลังการเปิดเผยผลสำรวจ “Zero Corruption” โดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่ระบุว่าหน่วยงานรัฐอย่างกรมในสังกัดเผชิญข้อห่วงใยด้านการทุจริตเป็นอันดับต้น ๆ  จนนำมาสู่วลีร้อนแรงและการปะทะคารมก่อนจะมีการขออภัยในเวลาต่อมา นั้น 

                          ไม่ใช่เพียงเรื่องของอารมณ์รายวันในหน้าปัทม์การเมืองไทย หากแต่เป็นภาพสะท้อนของความขัดแย้งเชิงโครงสร้างที่สำคัญยิ่ง ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังยื่นใบสมัครเพื่อก้าวเข้าสู่มาตรฐานสากลขั้นสูงอย่างองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งมีมาตรการสกัดกั้นการทุจริตและหลักนิติธรรมเป็นเงื่อนไขเหล็กที่ปฏิเสธไม่ได้

                           แรงสะเทือนจากผลสำรวจของภาคเอกชนในครั้งนี้ ดำเนินไปบนข้อเท็จจริงที่ว่า “กกร.” คือตัวแทนกลุ่มทุนและผู้ประกอบการที่เป็นองคาพยพหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย การที่ภาคเอกชนลุกขึ้นมาฉายสปอตไลท์ส่องแผลในบ้าน สะท้อนให้เห็นถึงความอึดอัดต่อต้นทุนแฝงที่เกิดขึ้นจากความไม่โปร่งใสในระบบราชการ ซึ่งปฏิกิริยาตอบโต้ในขั้นแรกของผู้บริหารระดับสูงแทนที่จะเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลด้วยการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบอย่างสร้างสรรค์ กลับปรากฏเป็นภาพของการใช้อำนาจและอารมณ์ข่มขู่ผู้ทำหน้าที่ซักถาม อันแสดงให้เห็นถึง “วัฒนธรรมการปฏิเสธความจริง”  ที่ยังคงฝังรากลึกและพร้อมจะปะทุขึ้นทุกครั้งเมื่อระบบอุปถัมภ์ถูกสั่นคลอน

                           จุดตัดที่ทำให้กรณีนี้กลายเป็นความย้อนแย้งเชิงนโยบายระดับประเทศ  คือการที่รัฐบาลไทยกำลังเร่งเครื่องอย่างเต็มสูบเพื่อยื่นความจำนงเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งเปรียบเสมือน “สโมสรของประเทศที่พัฒนาแล้ว” โดยผู้นำและคณะทำงานระดับชาติมักหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาสร้างความเชื่อมั่นในเวทีต่างประเทศ  ทว่าในทางปฏิบัติ พฤติกรรมการยอมรับการตรวจสอบและการเปิดกว้างต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ภายในบ้าน กลับเดินสวนทางกับค่านิยมหลักขององค์กรระหว่างประเทศดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง 

                           ราวกับว่าเรากำลังพยายามสวมสูทสากลแต่ยังคงสวมรองเท้าแตะแห่งอำนาจนิยมอยู่ข้างใน !

                         ในบริบทสากล ”OECD“  คือเวทีนโยบายของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่เน้นการยกระดับธรรมาภิบาลและความโปร่งใส สิ่งที่ไทยจะได้ไม่ใช่ข้อตกลงทางการค้าทั่วไป แต่คือ “ตรารับรองความน่าเชื่อถือระดับโลก” (Global Trust) ที่เป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินและเทคโนโลยีขั้นสูงจากต่างชาติ ซึ่งนักลงทุนเหล่านี้ต้องการหลักประกันว่าพวกเขาจะเข้ามาแข่งขันในตลาดที่โปร่งใสและพึ่งพาระบบกฎหมายที่ระงับข้อพิพาทได้อย่างเป็นธรรม (Fair-play)

                        เมื่อเจาะลึกเงื่อนไขการเข้าเป็นสมาชิก มาตรการที่เสมือนเป็นประตูด่านหินคือ อนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการให้สินบน (OECD Anti-Bribery Convention) ซึ่งระบุไว้อย่างชัดแจ้งว่า…   ประเทศภาคีจะต้องมีกลไกตรวจสอบและเอาผิดกับการทุจริตคอร์รัปชันอย่างเป็นรูปธรรมและเห็นผลเชิงประจักษ์ ไม่ใช่เพียงแค่การจัดตั้งองค์กรตรวจสอบบนแผ่นกระดาษ และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น กรอบการประเมินด้านธรรมาภิบาลของ OECD ยังใช้  ง “เสรีภาพและความปลอดภัยของสื่อมวลชนในการทำหน้าที่สุนัขเฝ้าบ้าน” (Media Freedom as a Watchdog) เป็นดัชนีชี้วัดความโปร่งใสของสังคมนั้น ๆ ด้วย

                       ความแตกต่างระหว่าง “วัฒนธรรมเชิงอำนาจ” ที่มักแสดงออกผ่านความพยายามในการกดขี่กลไกตรวจสอบ กับ “วัฒนธรรมสากล” ของ OECD จึงเป็นเพดานบินที่ประเทศไทยยังไปไม่ถึง  การประเมินเพื่อรับสมาชิกใหม่ของคณะกรรมการจากปารีสไม่ได้อ่านเพียงรายงานเล่มหนาที่ส่งไปรษณีย์ไปให้ แต่เขาเฝ้ามองปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นจริงบนพื้นที่ข่าวสาร ว่าสังคมนั้นมีขันติธรรมทางเมือง และความพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนโครงสร้างไปสู่ความโปร่งใสระดับสากลจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงการทำผักชีโรยหน้าเพื่อประโยชน์ทางการค้าชั่วครั้งชั่วคราว

                        บทเรียนอันคมคายจากโพเดียมทำเนียบต่อหน้าผู้สื่อข่าวสู่เวทีโลกในครั้งนี้   จึงให้คำตอบที่สุภาพแต่กรีดลึกว่า… การเดินทางไปสู่มาตรฐานสากลนิยมไม่ได้เริ่มต้นที่ความหรูหราของห้องประชุมในต่างแดน หากแต่เริ่มต้นจากการยอมรับความจริงและการควบคุมอารมณ์ต่อหน้าคำถามของสื่อมวลชนในบ้านตัวเอง 

                       ประเทศไทยอาจจะยื่นเอกสารนับพันหน้าเพื่อพิสูจน์คุณสมบัติของการเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วได้อย่างแนบเนียน แต่เราไม่มีวันจะผ่านประตูของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วไปได้ ตราบใดที่ตั๋วผ่านทางใบสำคัญยังคงถูกลงลายมือชื่อด้วยวัฒนธรรมแบบ    “…รู้จักกูน้อยไป”

2569-05-21  “ชัยทัศน์”

ข่าวล่าสุด

อาบป่าฮีลใจ ให้ธรรมชาตินำทางสู่การฟื้นฟู

"อาบป่า" (Forest Bathing) การใช้เวลาในธรรมชาติอย่างมีสติ เพื่อเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อมผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า ช่วยผ่อนคลายร่างกาย จิตใจ ลดความเครียด และชาร์จพลังชีวิต

 รัฐให้ ข้าราชการ “หัวโต-ตัวลีบ“ เออลี่-รีไทร์  กับดักงบประจำ 70% ที่แก้ไม่ตก หากไม่ยอมปรับลดตำแหน่งบริหารซ้ำซ้อน

นโยบายเร่งรัด “เออลี่รีไทร์” ข้าราชการภายในปีงบประมาณ 2570 ของรัฐบาล ถูกส่งสัญญาณออกมาในฐานะมาตรการสำคัญเพื่อควบคุมเสถียรภาพทางการคลัง หลังพบว่างบรายจ่ายประจำในส่วนของเงินเดือน สวัสดิการ และบำเหน็จบำนาญ มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องจนมีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 70 ของงบรายจ่ายประจำทั้งหมด

“โมเดล-ขนมชั้น” สุขภาพคนไทยไม่เท่าเทียม ?   Medical Hub ความย้อนแย้งที่น่าเจ็บปวด

ระบบสาธารณสุขไทยกลายสภาพเป็น “โมเดลขนมชั้น” ที่แบ่งแยกชนชั้นและทอดทิ้งประชาชนส่วนใหญ่ไว้ข้างหลัง ความเหลื่อมล้ำของ 3 กองทุนสุขภาพ (บัตรทอง-ประกันสังคม-ข้าราชการ)

มหากาพย์คชบาล เมื่อ“ช้างป่า” ล้นผืนไพร  และ“ช้างบ้าน”ไร้สวัสดิภาพ !

วิกฤตการณ์ "ช้างไทย" ในปัจจุบัน ภาพสะท้อนที่เด่นชัดที่สุดกลับไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขประชากรที่ผันผวน หากแต่คือ "ความย้อนแย้งเชิงนโยบาย"

ข่าวอื่นๆ

 รัฐให้ ข้าราชการ “หัวโต-ตัวลีบ“ เออลี่-รีไทร์  กับดักงบประจำ 70% ที่แก้ไม่ตก หากไม่ยอมปรับลดตำแหน่งบริหารซ้ำซ้อน

นโยบายเร่งรัด “เออลี่รีไทร์” ข้าราชการภายในปีงบประมาณ 2570 ของรัฐบาล ถูกส่งสัญญาณออกมาในฐานะมาตรการสำคัญเพื่อควบคุมเสถียรภาพทางการคลัง หลังพบว่างบรายจ่ายประจำในส่วนของเงินเดือน สวัสดิการ และบำเหน็จบำนาญ มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องจนมีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 70 ของงบรายจ่ายประจำทั้งหมด

“โมเดล-ขนมชั้น” สุขภาพคนไทยไม่เท่าเทียม ?   Medical Hub ความย้อนแย้งที่น่าเจ็บปวด

ระบบสาธารณสุขไทยกลายสภาพเป็น “โมเดลขนมชั้น” ที่แบ่งแยกชนชั้นและทอดทิ้งประชาชนส่วนใหญ่ไว้ข้างหลัง ความเหลื่อมล้ำของ 3 กองทุนสุขภาพ (บัตรทอง-ประกันสังคม-ข้าราชการ)

มหากาพย์คชบาล เมื่อ“ช้างป่า” ล้นผืนไพร  และ“ช้างบ้าน”ไร้สวัสดิภาพ !

วิกฤตการณ์ "ช้างไทย" ในปัจจุบัน ภาพสะท้อนที่เด่นชัดที่สุดกลับไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขประชากรที่ผันผวน หากแต่คือ "ความย้อนแย้งเชิงนโยบาย"