ชำแหละปมร้อนบริหารงานผิดจังหวะ จากความบกพร่องหน้าหน่วยสู่การปิดปากผู้ตรวจสอบ
เส้นทางการเลือกตั้ง 2569 กำลังเผชิญกับพายุวิกฤตศรัทธาที่โหมกระหน่ำใส่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อย่างต่อเนื่อง จากจุดเริ่มต้นของปัญหาทางเทคนิคอย่าง “บัตรเขย่ง” และความคลางแคลงใจเรื่อง “บาร์โค๊ตระบุตัวตน” ที่ลุกลามเป็นโดมิโนบั่นทอนความเชื่อมั่น แต่ประเด็นที่กลายเป็นจุดเดือดที่สุดคือการที่ กกต. เลือกใช้มาตรการทางอาญาแจ้งความดำเนินคดีกับประชาชนที่เข้าตรวจสอบการนับคะแนน โดยอ้างข้อหาขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ่าพนักงาน สะท้อนถึงภาวะผู้นำที่เน้นการตั้งรับในที่ตั้งและใช้กฎหมายเป็นเกราะกำบัง แทนที่จะใช้ความโปร่งใสเป็นเครื่องมือระงับเหตุวิกฤต จนนำไปสู่คำถามสำคัญว่า กกต. กำลังทำหน้าที่เป็น “ผู้จัดการความเที่ยงธรรม” หรือเป็น “คู่ขัดแย้ง” กับเจ้าของอำนาจอธิปไตยกันแน่
วิกฤตความเชื่อมั่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ภายหลังการเลือกตั้ง 2569 ไม่ได้เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งเพียงลำพัง แต่เป็นผลลัพธ์ของ “ปฏิกิริยาลูกโซ่” ที่ลุกลามจากความผิดพลาดเล็กน้อยไปสู่ข้อกังขาเชิงโครงสร้าง โดยมีจุดเริ่มต้นสำคัญในช่วงนับคะแนนที่ปรากฏ “ปรากฏการณ์บัตรเขย่ง” ในหลายพื้นที่ เมื่อจำนวนผู้มาใช้สิทธิไม่สัมพันธ์กับคะแนนในคูหา หากในวินาทีนั้น กกต. มีมาตรการตรวจสอบและชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างรวดเร็ว ปัญหาก็อาจถูกจำกัดวงอยู่เพียงความบกพร่องทางเทคนิคระดับหน่วย
การตอบสนองที่“ล่าช้า” กลับกลายเป็นการเปิดพื้นที่ให้ความแคลงใจขยายตัวไปสู่ประเด็นที่ซับซ้อนกว่าในเวลาต่อมา
แรงกระเพื่อม “ระลอกสอง” ที่โถมเข้าใส่คือประเด็น “บาร์โค๊ตและคิวอาร์โค๊ต บนบัตรเลือกตั้ง” ซึ่งถูกตั้งคำถามอย่างหนักในเชิงหลักการว่าอาจส่งผลกระทบต่อความลับในการลงคะแนนตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
ปัญหานี้เปรียบเสมือนเชื้อไฟที่ราดลงบนกองความไม่ไว้วางใจเดิม เมื่อบวกกับรายงานข่าวการพบเอกสารการเลือกตั้งในที่ที่ไม่เหมาะสมและการจัดการบัตรเลือกตั้งที่ถูกมองว่าหละหลวม ทำให้ประเด็นความไม่โปร่งใสไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่ความผิดพลาดหน้างาน แต่ลามไปถึงการตั้งคำถามต่อมาตรฐานการบริหารจัดการในระดับนโยบายและการใช้อำนาจของส่วนกลาง
สิ่งที่สื่อมวลชนและนักวิชาการตั้งข้อสังเกตตรงกันคือ “จังหวะก้าว” ของผู้นำองค์กรที่ดูจะ “สวนทาง” กับอุณหภูมิทางสังคม
กกต. ถูกมองว่ายังคงยึดติดกับวัฒนธรรมองค์กรแบบ “ราชการเชิงตั้งรับ” ที่มุ่งเน้นการวินิจฉัยตามพยานหลักฐานในห้องประชุมมากกว่าการบริหารเหตุการณ์วิกฤตเชิงรุก (Active Crisis Management) การที่ไม่มี กกต. ปรากฏตัวในพื้นที่เพื่อระงับเหตุหรือทำความเข้าใจกับมวลชนตั้งแต่จุดเริ่มของปัญหา หรือพยายามที่จะคลี่คลายปัญหา ทำให้เกิดภาวะสุญญากาศทางการสื่อสาร ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการต้องเผชิญหน้ากับความโกรธเคืองของประชาชนตามลำพัง จนสถานการณ์ลุกลามกลายเป็นการปะทะและความขัดแย้งในเชิงคดีความ
ในส่วนของการดำเนินคดีกับประชาชนในข้อหา “ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่” นั้น เป็นประเด็นที่สังคมกำลังตั้งคำถามถึงความสมเหตุสมผลและระดับของการบังคับใช้กฎหมาย เนื่องจากโดยวิสัยของประชาชนทั่วไปย่อมมีความระมัดระวังในการเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่รัฐอยู่แล้ว แต่เมื่อเกิดสถานการณ์ที่ประชาชนต้องการใช้สิทธิในการตรวจสอบความโปร่งใสตามรัฐธรรมนูญ ทาง กกต. ในฐานะหน่วยงานหลักจึงควรพิจารณาว่า การใช้มาตรการทางอาญาเข้าจัดการนั้นเป็นการแก้ปัญหาขององค์กรอิสระอย่าง กกต.หรือไม่ เป็นทางออกที่เหมาะสมในการลดความขัดแย้งหรือไม่ หรืออาจเป็นการเพิ่มช่องว่างระหว่างองค์กรกับภาคประชาชนให้ขยายตัวมากขึ้นโดยไม่จำเป็น ซึ่งจะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ความเที่ยงธรรมในระยะยาว
ผลกระทบที่เกิดขึ้นในขณะนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความล่าช้าในการประกาศผล สส. บัญชีรายชื่อ แต่กำลังส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองและการยอมรับผลการเลือกตั้งในภาพรวม หาก กกต. ยังคงสื่อสารผ่านเพียงเอกสารแถลงการณ์โดยไม่เปิดพื้นที่การตรวจสอบที่เป็นรูปธรรม ความเสี่ยงทางกฎหมายที่อาจนำไปสู่การโต้แย้งผลเลือกตั้งในชั้นศาลจะยิ่งเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะกลายเป็นต้นทุนมหาศาลที่ประเทศต้องจ่ายเพียงเพราะการบริหารจัดการความขัดแย้งที่ขาดความยืดหยุ่นตั้งแต่วันแรก
ในทางหลักวิชาการและธรรมาภิบาลภาครัฐ ทางออกที่สำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนจาก “ผู้คุมกฎ” มาเป็น “ผู้จัดการความโปร่งใส” องค์กร กกต. ต้องตระหนักว่าระเบียบปฏิบัติที่อ้างว่าทำตามกฎหมายนั้น หากไม่สามารถตอบสนองต่อข้อกังขาของประชาชนได้ทันท่วงที ระเบียบนั้นอาจถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อความยุติธรรมเสียเอง
การเปิดเผยข้อมูลดิบ (Open Data) และการที่ผู้นำองค์กรกล้าที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา คือ“เครื่องมือเดียว”ที่จะสามารถหยุดยั้งโดมิโนแห่งวิกฤตศรัทธาครั้งนี้ได้
ความเที่ยงธรรมไม่ได้เกิดจากการประกาศว่าตนเองทำถูกต้องตามระเบียบ แต่เกิดจากการที่สังคมสามารถ “มองเห็นและสัมผัสได้” ถึงความโปร่งใสนั้น หาก กกต. ยังคงบริหารงานในลักษณะหอคอยงาช้างและใช้กฎหมายเป็นกำแพงปิดกั้นการตรวจสอบ บทเรียนจากการเลือกตั้ง 2569 จะกลายเป็นบรรทัดฐานที่อันตรายต่อการออกแบบองค์กรอิสระในอนาคต และความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อระบอบประชาธิปไตยจะยากเกินกว่าจะเยียวยาด้วยเพียงแค่การประกาศรับรองผลเลือกตั้งให้ครบตามจำนวน
2569-02-27 “ชัยทัศน์”



