วันพฤหัสบดี, กุมภาพันธ์ 26, 2026
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกINSIDE - INSIGHT“บัตรเขย่ง” “บาร์โค๊ต” เกิดวิกฤตศรัทธา ลามนิติสงคราม เมื่อ กกต. ฟ้องประชาชน

“บัตรเขย่ง” “บาร์โค๊ต” เกิดวิกฤตศรัทธา ลามนิติสงคราม เมื่อ กกต. ฟ้องประชาชน

เผยแพร่

spot_img

ชำแหละปมร้อนบริหารงานผิดจังหวะ จากความบกพร่องหน้าหน่วยสู่การปิดปากผู้ตรวจสอบ

                               เส้นทางการเลือกตั้ง 2569 กำลังเผชิญกับพายุวิกฤตศรัทธาที่โหมกระหน่ำใส่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อย่างต่อเนื่อง จากจุดเริ่มต้นของปัญหาทางเทคนิคอย่าง “บัตรเขย่ง” และความคลางแคลงใจเรื่อง “บาร์โค๊ตระบุตัวตน” ที่ลุกลามเป็นโดมิโนบั่นทอนความเชื่อมั่น แต่ประเด็นที่กลายเป็นจุดเดือดที่สุดคือการที่ กกต. เลือกใช้มาตรการทางอาญาแจ้งความดำเนินคดีกับประชาชนที่เข้าตรวจสอบการนับคะแนน โดยอ้างข้อหาขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ่าพนักงาน สะท้อนถึงภาวะผู้นำที่เน้นการตั้งรับในที่ตั้งและใช้กฎหมายเป็นเกราะกำบัง แทนที่จะใช้ความโปร่งใสเป็นเครื่องมือระงับเหตุวิกฤต จนนำไปสู่คำถามสำคัญว่า กกต. กำลังทำหน้าที่เป็น “ผู้จัดการความเที่ยงธรรม” หรือเป็น “คู่ขัดแย้ง” กับเจ้าของอำนาจอธิปไตยกันแน่

                               วิกฤตความเชื่อมั่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ภายหลังการเลือกตั้ง 2569 ไม่ได้เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งเพียงลำพัง แต่เป็นผลลัพธ์ของ “ปฏิกิริยาลูกโซ่” ที่ลุกลามจากความผิดพลาดเล็กน้อยไปสู่ข้อกังขาเชิงโครงสร้าง โดยมีจุดเริ่มต้นสำคัญในช่วงนับคะแนนที่ปรากฏ “ปรากฏการณ์บัตรเขย่ง” ในหลายพื้นที่ เมื่อจำนวนผู้มาใช้สิทธิไม่สัมพันธ์กับคะแนนในคูหา หากในวินาทีนั้น กกต. มีมาตรการตรวจสอบและชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างรวดเร็ว ปัญหาก็อาจถูกจำกัดวงอยู่เพียงความบกพร่องทางเทคนิคระดับหน่วย 

                              การตอบสนองที่“ล่าช้า” กลับกลายเป็นการเปิดพื้นที่ให้ความแคลงใจขยายตัวไปสู่ประเด็นที่ซับซ้อนกว่าในเวลาต่อมา

                             แรงกระเพื่อม “ระลอกสอง” ที่โถมเข้าใส่คือประเด็น “บาร์โค๊ตและคิวอาร์โค๊ต บนบัตรเลือกตั้ง” ซึ่งถูกตั้งคำถามอย่างหนักในเชิงหลักการว่าอาจส่งผลกระทบต่อความลับในการลงคะแนนตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 

                                ปัญหานี้เปรียบเสมือนเชื้อไฟที่ราดลงบนกองความไม่ไว้วางใจเดิม เมื่อบวกกับรายงานข่าวการพบเอกสารการเลือกตั้งในที่ที่ไม่เหมาะสมและการจัดการบัตรเลือกตั้งที่ถูกมองว่าหละหลวม ทำให้ประเด็นความไม่โปร่งใสไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่ความผิดพลาดหน้างาน แต่ลามไปถึงการตั้งคำถามต่อมาตรฐานการบริหารจัดการในระดับนโยบายและการใช้อำนาจของส่วนกลาง

                                  สิ่งที่สื่อมวลชนและนักวิชาการตั้งข้อสังเกตตรงกันคือ “จังหวะก้าว” ของผู้นำองค์กรที่ดูจะ “สวนทาง”  กับอุณหภูมิทางสังคม   

                                 กกต. ถูกมองว่ายังคงยึดติดกับวัฒนธรรมองค์กรแบบ “ราชการเชิงตั้งรับ” ที่มุ่งเน้นการวินิจฉัยตามพยานหลักฐานในห้องประชุมมากกว่าการบริหารเหตุการณ์วิกฤตเชิงรุก (Active Crisis Management) การที่ไม่มี กกต. ปรากฏตัวในพื้นที่เพื่อระงับเหตุหรือทำความเข้าใจกับมวลชนตั้งแต่จุดเริ่มของปัญหา    หรือพยายามที่จะคลี่คลายปัญหา ทำให้เกิดภาวะสุญญากาศทางการสื่อสาร ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการต้องเผชิญหน้ากับความโกรธเคืองของประชาชนตามลำพัง จนสถานการณ์ลุกลามกลายเป็นการปะทะและความขัดแย้งในเชิงคดีความ

                                ในส่วนของการดำเนินคดีกับประชาชนในข้อหา “ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่” นั้น เป็นประเด็นที่สังคมกำลังตั้งคำถามถึงความสมเหตุสมผลและระดับของการบังคับใช้กฎหมาย เนื่องจากโดยวิสัยของประชาชนทั่วไปย่อมมีความระมัดระวังในการเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่รัฐอยู่แล้ว แต่เมื่อเกิดสถานการณ์ที่ประชาชนต้องการใช้สิทธิในการตรวจสอบความโปร่งใสตามรัฐธรรมนูญ    ทาง กกต. ในฐานะหน่วยงานหลักจึงควรพิจารณาว่า การใช้มาตรการทางอาญาเข้าจัดการนั้นเป็นการแก้ปัญหาขององค์กรอิสระอย่าง กกต.หรือไม่  เป็นทางออกที่เหมาะสมในการลดความขัดแย้งหรือไม่ หรืออาจเป็นการเพิ่มช่องว่างระหว่างองค์กรกับภาคประชาชนให้ขยายตัวมากขึ้นโดยไม่จำเป็น ซึ่งจะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ความเที่ยงธรรมในระยะยาว

                                ผลกระทบที่เกิดขึ้นในขณะนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความล่าช้าในการประกาศผล สส. บัญชีรายชื่อ แต่กำลังส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองและการยอมรับผลการเลือกตั้งในภาพรวม หาก กกต. ยังคงสื่อสารผ่านเพียงเอกสารแถลงการณ์โดยไม่เปิดพื้นที่การตรวจสอบที่เป็นรูปธรรม ความเสี่ยงทางกฎหมายที่อาจนำไปสู่การโต้แย้งผลเลือกตั้งในชั้นศาลจะยิ่งเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะกลายเป็นต้นทุนมหาศาลที่ประเทศต้องจ่ายเพียงเพราะการบริหารจัดการความขัดแย้งที่ขาดความยืดหยุ่นตั้งแต่วันแรก

                               ในทางหลักวิชาการและธรรมาภิบาลภาครัฐ ทางออกที่สำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนจาก “ผู้คุมกฎ” มาเป็น “ผู้จัดการความโปร่งใส”  องค์กร กกต. ต้องตระหนักว่าระเบียบปฏิบัติที่อ้างว่าทำตามกฎหมายนั้น หากไม่สามารถตอบสนองต่อข้อกังขาของประชาชนได้ทันท่วงที ระเบียบนั้นอาจถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อความยุติธรรมเสียเอง 

                              การเปิดเผยข้อมูลดิบ (Open Data) และการที่ผู้นำองค์กรกล้าที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา คือ“เครื่องมือเดียว”ที่จะสามารถหยุดยั้งโดมิโนแห่งวิกฤตศรัทธาครั้งนี้ได้

                             ความเที่ยงธรรมไม่ได้เกิดจากการประกาศว่าตนเองทำถูกต้องตามระเบียบ แต่เกิดจากการที่สังคมสามารถ “มองเห็นและสัมผัสได้” ถึงความโปร่งใสนั้น     หาก กกต. ยังคงบริหารงานในลักษณะหอคอยงาช้างและใช้กฎหมายเป็นกำแพงปิดกั้นการตรวจสอบ บทเรียนจากการเลือกตั้ง 2569 จะกลายเป็นบรรทัดฐานที่อันตรายต่อการออกแบบองค์กรอิสระในอนาคต   และความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อระบอบประชาธิปไตยจะยากเกินกว่าจะเยียวยาด้วยเพียงแค่การประกาศรับรองผลเลือกตั้งให้ครบตามจำนวน

2569-02-27  “ชัยทัศน์”

ข่าวล่าสุด

กรุงไทยปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้

ธนาคารกรุงไทย เดินหน้าช่วยเหลือลูกค้าทุกกลุ่ม ปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ MOR MLR และ MRR เพื่อลดภาระหนี้และต้นทุนทางการเงินให้ครัวเรือน ภาคธุรกิจ และผู้ประกอบการ SME

เศรษฐกิจซึม ‘บ้านมือสอง’ ทะลัก 10 ล้านอัพแห่ระบายสต๊อก

ตลาดบ้านมือสองทะลัก 2.4 แสนหน่วย มูลค่าพุ่ง 1.37 ล้านล้านบาท เศรษฐกิจไม่ดี คนผ่อนต่อไม่ไหว ตัดใจปล่อยแบงก์ยึด REIC เผยราคา 10 ล้านอัพแห่ประกาศขายคึก

ทำไมอเมริกาไม่กล้าแตะ ‘เป่ยโต่ว’?

ในขณะที่ Huawei โดนอเมริกาสั่งแบนชิปจนเป็นข่าวดังไปทั่วโลก แต่ระบบนำทาง เป่ยโต่ว (BeiDou) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระดับท็อปของจีนกลับดูเหมือนจะ "ลอยตัว" เหนือการคว่ำบาตร ทั้งที่สเปกหลายอย่างแซงหน้า GPS ของสหรัฐฯ ไปแล้ว

ผู้เชี่ยวชาญเตือน “อำนาจนิยม” ไม่ใช่คำตอบ ‘แก้คอร์รัปชั่น’ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เหตุใดระบอบอำนาจนิยมจึงไม่อาจแก้ปัญหาคอร์รัปชันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้จริง? ในขณะที่รัฐบาลทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังตอบสนองต่อกระแสความโกรธแค้นของสาธารณชนต่อปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน

ข่าวอื่นๆ

กาแฟไทย รสนิยมราคาแพง บนหายนะดุลการค้า

พฤติกรรมการดื่มกาแฟของคนไทยวันนี้กลายเป็นสงครามเชิงสัญลักษณ์ที่สวนทางกับความเป็นจริงอย่างน่าอับอาย เมื่อเรายอมควักเงินจ่ายค่ากาแฟแก้วละเกือบสองร้อยเพื่อแลกกับสถานะทางสังคม

ตุ๊กตา Monchhichi-Labubu   “อวัยวะที่ 33”  ของคนทำงาน

“อาร์ต-ทอย” วิกฤตความสุขเล็ก ๆ บนภาระหนี้ก้อนใหญ่                                    เจาะลึกปรากฏการณ์ Kidult Escapism ปี 2026 เมื่อดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอ่อนแรงและภาระหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง แต่ยอดขายของเล่นสะสมระดับพรีเมียมกลับเติบโตสวนทางเศรษฐกิจ ตุ๊กตา Art Toy ราคาหลักพันถึงหลักหมื่นกลายเป็นสิ่งของคู่กายของวัยทำงานจำนวนมาก...

วางกลยุทธ…“เสร็จนาฆ่าโคถึก..!” 

"ฉีกสัญญาใจ ล้างคราบบ้านใหญ่! จับตา อนุทิน เปิดยุทธการ “เสร็จนาฆ่า..โคถึก” รอ.ธรรมนัส พ้นวงโคจรพรรคร่วมรัฐบาล หวังใช้จังหวะ “กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ”