เสียงประชาชนถูกหย่อนลงหีบแล้ว ทว่า “ความหมายของเสียง” กำลังถูกตีความ
หลังประกาศผลประชามติแก้รัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ ขั้นตอนทางกฎหมายและการเมืองกำลังเข้าสู่ช่วงชี้ชะตา ตั้งแต่บทบาทของรัฐสภา การกำหนดกลไกยกร่างรัฐธรรมนูญ ไปจนถึงความเป็นไปได้ของการตีความและข้อถกเถียงทางกฎหมาย
ผลการออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ได้ประกาศอย่างเป็นทางการแล้ว ถือเป็นการปิดฉากกระบวนการตัดสินใจของประชาชนในคูหาเลือกตั้ง แต่ในทางการเมืองและกฎหมาย นี่อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการใหม่ที่ต้องผ่านทั้งการพิจารณาของรัฐสภา กลไกการจัดทำรัฐธรรมนูญ และการตีความผลประชามติ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญว่าจะทำให้เจตนารมณ์ของประชาชนเดินหน้าไปสู่การเปลี่ยนแปลงจริงได้มากน้อยเพียงใด
ภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ล่าสุดมีการประกาศผลอย่างเป็นทางการในราชกิจจานุเบกษา โดยผลประชามติปรากฏว่าเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมีคะแนนเห็นชอบกว่า 21 ล้านเสียง คิดเป็นประมาณร้อยละ 58-60 ของผู้มาใช้สิทธิ ถือเป็นการเปิด “ประตูบานแรก” ของกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญของประเทศ
ในทางกฎหมาย ผลประชามติดังกล่าวยังไม่ใช่การแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยตรง แต่เป็นเพียงการให้ความเห็นชอบในหลักการว่าประเทศไทยควรเริ่มกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ต้องดำเนินการก่อนตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ต้องผ่านการทำประชามติหลายครั้ง เพื่อยืนยันความเห็นของประชาชนในแต่ละช่วงของการจัดทำรัฐธรรมนูญ
ขั้นตอนถัดไปจึงอยู่ที่การดำเนินการของรัฐสภา โดยจะต้องพิจารณาแก้ไขบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ โดยเฉพาะกลไกการตั้งองค์กรหรือคณะผู้จัดทำรัฐธรรมนูญ ก่อนที่จะนำกระบวนการดังกล่าวเข้าสู่การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและอาจต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติในขั้นตอนต่อไปอีกอย่างน้อยหนึ่งถึงสองครั้ง จนกว่าจะได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่และได้รับความเห็นชอบจากประชาชน
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติยังมีอุปสรรคสำคัญหลายประการที่อาจเกิดขึ้นได้ ประการแรกคือความขัดแย้งทางการเมืองในรัฐสภา โดยเฉพาะประเด็นรูปแบบของคณะผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญว่าจะมาจากการเลือกตั้งทั้งหมดหรือมีการแต่งตั้งบางส่วน ซึ่งเป็นประเด็นที่เคยเป็นข้อถกเถียงทางการเมืองมาโดยตลอด หากรัฐสภาไม่สามารถตกลงกันได้ก็อาจทำให้กระบวนการล่าช้า
ประการที่สองคือข้อจำกัดทางกฎหมายและการตีความขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ เช่น หากมีการร้องเรียนว่ากระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่เป็นไปตามขั้นตอน ก็อาจต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอีกครั้ง ซึ่งอาจทำให้กระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญหยุดชะงักได้ นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องงบประมาณและการจัดประชามติหลายครั้ง ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควร
แนวทางแก้ไขปัญหาที่นักวิชาการด้านรัฐธรรมนูญเสนอ คือการกำหนด “โรดแมปทางกฎหมาย” ที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น ทั้งในเรื่องรูปแบบของคณะผู้ยกร่าง ระยะเวลาการจัดทำรัฐธรรมนูญ และกำหนดกรอบเวลาของการจัดประชามติแต่ละครั้ง เพื่อลดความขัดแย้งทางการเมืองและสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่ากระบวนการดังกล่าวจะไม่ยืดเยื้อ
โดยสรุป แม้ผลประชามติครั้งนี้จะสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนในการเปิดทางสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ในทางกฎหมายถือว่าเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการที่ยังต้องผ่านหลายขั้นตอน ทั้งการพิจารณาของรัฐสภา การตั้งกลไกยกร่าง และการทำประชามติในระยะต่อไป ซึ่งจะเป็นบททดสอบสำคัญของระบบการเมืองไทยในช่วงต่อจากนี้
กล่าวในท้ายที่สุดได้ว่า “ประชามติจบลงแล้วในคูหาเลือกตั้ง แต่การตีความผลประชามติ เพิ่งเริ่มต้นในสนามการเมือง
เพราะในบางครั้ง เสียงของประชาชนไม่ได้มีปัญหา
สิ่งที่มีปัญหาคือ วิธีที่การเมืองเลือกจะฟัง“
2569-03-09 “ชัยทัศน์”



