หน้าแรกINSIDE - INSIGHTรอยร้าวใต้แผ่นดินไทย  บททดสอบระบบเตือนภัยปี 2026

รอยร้าวใต้แผ่นดินไทย  บททดสอบระบบเตือนภัยปี 2026

เผยแพร่

spot_img

จากโศกนาฏกรรมอาคาร สตง. สู่แผนเฝ้าระวัง 23 จังหวัด คำถามใหญ่ยังคงอยู่   ไทยพร้อมรับมือแผ่นดินไหวจริงหรือไม่

                             เหตุการณ์อาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินถล่มเมื่อปีที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงโศกนาฏกรรมของโครงสร้างอาคารที่ล้มเหลว แต่กลายเป็นสัญญาณเตือนถึง “รอยร้าวเชิงระบบ” ของการบริหารจัดการภัยพิบัติในประเทศไทย เมื่อรัฐบาลเรียกประชุมเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 เพื่อเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงจากรอยเลื่อนมีพลังใน 23 จังหวัด คำถามสำคัญที่นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงภัยพิบัติตั้งขึ้นคือ การเฝ้าระวังเพียงอย่างเดียวเพียงพอหรือไม่ ในยุคที่วินาทีแรกของการเตือนภัยสามารถตัดสินชะตาชีวิตผู้คนจำนวนมาก

                          หัวใจของบทเรียนจากเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้อยู่ที่ความรุนแรงของแผ่นดินไหวเพียงอย่างเดียว แต่คือ “Lead Time” หรือระยะเวลาเตือนภัยล่วงหน้า ซึ่งในหลายประเทศถูกยกระดับเป็นระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ขณะที่ประเทศไทยยังอยู่ในช่วงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของระบบ Cell Broadcast ซึ่งกำหนดเกณฑ์แจ้งเตือนเริ่มต้นที่ขนาด 4.0 แมกนิจูด

                         เมื่อเปรียบเทียบกับมาตรฐานของระบบเตือนภัยในญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา จะเห็นช่องว่างที่ชัดเจน ระบบเตือนภัยของญี่ปุ่นสามารถส่งสัญญาณไปยังประชาชนภายในไม่กี่วินาที พร้อมกับสั่งหยุดรถไฟความเร็วสูง ปิดวาล์วก๊าซ และหยุดลิฟต์ในอาคารสูงโดยอัตโนมัติ ขณะที่ในไทย การแจ้งเตือนยังคงต้องผ่านกระบวนการตัดสินใจเชิงราชการหลายขั้นตอน ซึ่งอาจทำให้เวลาที่ควรเป็น “วินาทีทอง” กลายเป็นเพียง “วินาทีที่สูญเปล่า”

                         ในระดับภูมิภาค ประเทศเพื่อนบ้านบางแห่งเริ่มก้าวล้ำไปอีกขั้น อินโดนีเซียซึ่งตั้งอยู่บนวงแหวนไฟแปซิฟิก ได้พัฒนาเครือข่ายเซ็นเซอร์แผ่นดินไหวจำนวนมากเชื่อมต่อกับระบบเตือนภัยระดับชาติ ขณะที่ฟิลิปปินส์เน้นการสร้าง “วัฒนธรรมการซ้อมภัยพิบัติ” ตั้งแต่โรงเรียนจนถึงหน่วยงานรัฐ การฝึกซ้อมอพยพแผ่นดินไหวและสึนามิเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นเป็นประจำทั่วประเทศ

                       ตรงกันข้ามกับประเทศไทยที่ยังคงเผชิญปัญหา “ความเหลื่อมล้ำทางโครงสร้างอาคาร” โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีอาคารอายุ 30-40 ปีจำนวนมากที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับแรงสั่นสะเทือนแบบแนวนอน และยังไม่มีมาตรการจูงใจทางเศรษฐกิจจากภาครัฐให้เจ้าของอาคารปรับปรุงโครงสร้างอย่างจริงจัง

                      อีกประเด็นที่ผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยาเตือนอย่างต่อเนื่องคือสภาพ “ดินอ่อน” ของกรุงเทพฯ ซึ่งสามารถขยายแรงสั่นสะเทือนของคลื่นแผ่นดินไหวได้ถึง 3-4 เท่า แม้จุดศูนย์กลางจะอยู่ไกลหลายร้อยกิโลเมตรในประเทศเพื่อนบ้าน ข้อมูลของกรมทรัพยากรธรณีระบุว่าประเทศไทยมีรอยเลื่อนมีพลังอย่างน้อย 15 กลุ่มใหญ่ แต่สิ่งที่นักวิชาการกังวลยิ่งกว่าคือรอยเลื่อนย่อยที่ยังไม่ถูกศึกษาอย่างละเอียดใต้พื้นที่เมืองใหญ่

                      ดังนั้น การประกาศเฝ้าระวังเพียง 23 จังหวัด อาจสร้างความรู้สึกปลอดภัยที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงทางธรณีวิทยา โดยเฉพาะในเมืองหลวงที่มีความเสี่ยงเชิงโครงสร้างสูงที่สุดของประเทศ

                     ในมิติของการฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ จุดอ่อนของระบบไทยยังคงอยู่ที่กลไกการเงิน ประเทศไทยยังใช้รูปแบบ “การคลังแบบตั้งรับ” คือรอการอนุมัติงบกลางหรือเงินบริจาคหลังเกิดเหตุ ต่างจากหลายประเทศที่มีกองทุนประกันภัยพิบัติแห่งชาติแบบภาคบังคับ ระบบดังกล่าวช่วยให้เงินช่วยเหลือสามารถถึงมือผู้ประสบภัยภายใน 24-48 ชั่วโมง ลดทั้งความล่าช้าและโอกาสทุจริตในพื้นที่ประสบภัย

                      เทคโนโลยีอย่างดาวเทียมสำรวจโลก หรือระบบแจ้งเตือนผ่านโทรศัพท์มือถือ อาจดูทันสมัยในเชิงภาพลักษณ์ แต่จะไม่มีความหมายเลย หากสังคมยังขาด “วัฒนธรรมแห่งการเตรียมพร้อม” และโครงสร้างการตัดสินใจยังผูกติดกับระบบรวมศูนย์อำนาจ

                      บทเรียนจากโศกนาฏกรรมอาคาร สตง. อาจไม่ได้บอกว่าแผ่นดินไหวคือศัตรูที่ร้ายแรงที่สุด หากแต่สะท้อนว่า “ความประมาทของมนุษย์” ต่างหากที่ทำให้ภัยธรรมชาติกลายเป็นหายนะ

2569-03-06   “ชัยทัศน์” 

ข่าวล่าสุด

เปิดประตูโลก ! ให้ระวัง… “หลังบ้าน” ต้องสะอาด !

ต้อนรับคณะเอกอัครราชทูต กงสุลต่างประเทศประจำประเทศไทย และหัวหน้าองค์การระหว่างประเทศ รวม 76 คน พร้อมประกาศทิศทางประเทศไทยภายใต้แนวคิด “เปิดกว้าง-เชื่อมโลก-เติบโตไปด้วยกัน”

บัณทิตใหม่…ไปต่อ…ลำบาก !

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานว่า ในไตรมาส 2 ปี 2569 ประเทศไทยมีผู้ว่างงานประมาณ 400,000 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีอัตราการว่างงานร้อยละ 0.95 ขณะที่กลุ่มผู้สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษามีอัตราการว่างงานร้อยละ 1.70

จากเพลงแปลง “ซากุระอยู่บรรทัดทอง” สู่… “Let It Be !“

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์” ประจำวันที่ 6 กันยายน 2569 เมื่อ “อนุทิน” ใช้ Musical Diplomacy สู่การเมืองโลก ! จาก “สวรรค์ปิด”...

“ดาต้า เซ็นเตอร์” สมองกลล้นเมือง  เมื่อฮาร์ดแวร์แสนล้าน ปะทะข้อจำกัดโครงสร้างพื้นฐานไทย

ดาต้าเซ็นเตอร์กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลไทย โดย BOI ระบุว่า ช่วงปี 2567–2569 มีโครงการได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุน 42 โครงการ คิดเป็น IT Load รวม 3,400 เมกะวัตต์ และเงินลงทุนประมาณ 750,000 ล้านบาท

ข่าวอื่นๆ

เปิดประตูโลก ! ให้ระวัง… “หลังบ้าน” ต้องสะอาด !

ต้อนรับคณะเอกอัครราชทูต กงสุลต่างประเทศประจำประเทศไทย และหัวหน้าองค์การระหว่างประเทศ รวม 76 คน พร้อมประกาศทิศทางประเทศไทยภายใต้แนวคิด “เปิดกว้าง-เชื่อมโลก-เติบโตไปด้วยกัน”

บัณทิตใหม่…ไปต่อ…ลำบาก !

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานว่า ในไตรมาส 2 ปี 2569 ประเทศไทยมีผู้ว่างงานประมาณ 400,000 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีอัตราการว่างงานร้อยละ 0.95 ขณะที่กลุ่มผู้สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษามีอัตราการว่างงานร้อยละ 1.70

จากเพลงแปลง “ซากุระอยู่บรรทัดทอง” สู่… “Let It Be !“

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์” ประจำวันที่ 6 กันยายน 2569 เมื่อ “อนุทิน” ใช้ Musical Diplomacy สู่การเมืองโลก ! จาก “สวรรค์ปิด”...