ให้ สส.สว. “จ่ายเอง” ยกระดับธรรมาภิบารัฐสภาไทยสู่มาตรฐานสากล
สืบเนื่องจากข้อเสนอ “หมอวรงค์” กลางที่ประชุมสภา ฯ เลือกนายกฯ สู่บทสรุปการปฏิรูปงบประมาณแผ่นดิน
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจารึกหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ ด้วยการประกาศปฏิรูประบบงบประมาณจัดเลี้ยงครั้งใหญ่ หลังมีมติเห็นชอบยกเลิกสวัสดิการอาหารและเครื่องดื่มฟรีสำหรับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา โดยกำหนดให้สมาชิกต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนตัวในวันประชุม ซึ่งคาดการณ์ว่าจะสามารถลดภาระงบประมาณแผ่นดินได้ทันทีไม่ต่ำกว่า 70 ล้านบาทต่อปี การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มิใช่เพียงการประหยัดงบประมาณ แต่คือการประกาศเจตนารมณ์ในการยกระดับความโปร่งใสและธรรมาภิบาลของสถาบันนิติบัญญัติไทยให้เท่าทันอารยประเทศ
จุดเริ่มต้นของการปฏิรูปครั้งสำคัญนี้ มีที่มาจากการทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มข้นของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ได้นำเสนอข้อเสนอต่อที่ประชุมรัฐสภาในคราววาระการเลือกนายกรัฐมนตรี โดยชี้ให้เห็นถึงความลักลั่นในการใช้งบประมาณจัดเลี้ยงที่มีราคาสูงท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ประชาชนต้องเผชิญกับค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น ข้อเสนอดังกล่าวได้จุดประกายให้เกิดแรงขับเคลื่อนภายในสภาฯ จนกระทั่งนำไปสู่มติเห็นชอบของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องในที่สุด
บรรยากาศ ณ อาคารสัปปายะสภาสถานในระยะเปลี่ยนผ่านนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวในการปรับระบบจากการจ้างเหมาบริการจัดเลี้ยง รูปแบบเดิม มาสู่ระบบการเลือกซื้ออาหารด้วยตนเองหรือ โดยสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ได้เร่งจัดสรรพื้นที่ภายในสภาเพื่อรองรับการให้บริการร้านค้าทั่วไป ซึ่งแนวทางนี้สอดคล้องกับมาตรฐานของรัฐสภาในหลายประเทศทั่วโลก ที่ให้ความสำคัญกับการแยกแยะระหว่าง “งบประมาณปฏิบัติหน้าที่” กับ “ค่าใช้จ่ายส่วนตัว” อย่างเด็ดขาด
เมื่อพิจารณาในเชิงตัวเลข งบประมาณค่าอาหารสำหรับสมาชิกรัฐสภาไทยเดิมนั้น ถูกกำหนดไว้สูงถึง 1,000 – 1,250 บาท ต่อคนต่อวัน ครอบคลุมทั้งมื้อหลักและอาหารว่าง ซึ่งคิดเป็นภาระรวมกว่า 100 ล้านบาทต่อปี การปรับเปลี่ยนมาเป็นระบบสมาชิกชำระเงินเอง จะทำให้รัฐสภาสามารถประหยัดงบประมาณได้ทันทีประมาณ 50-70 ล้านบาท หรือคิดเป็นเกือบ 70% ของวงเงินเดิม โดยงบประมาณส่วนที่เหลือจะถูกนำไปจัดสรรใหม่เพื่อประโยชน์สาธารณะและการพัฒนาประสิทธิภาพในด้านนิติบัญญัติอย่างแท้จริง
จากการเปรียบเทียบมาตรฐานในระดับภูมิภาค พบว่าหลายประเทศในอาเซียนได้นำระบบนี้มาใช้ก่อนหน้าแล้ว เช่น สิงคโปร์ที่สมาชิกสภาฯ ต้องชำระค่าอาหารเองในโรงอาหารของสภา หรือมาเลเซียที่มีการใช้ระบบเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายรายวันที่รวมค่าอาหารไว้แล้ว ทำให้สมาชิกต้องบริหารจัดการค่าใช้จ่ายด้วยตนเองเฉกเช่นประชาชนทั่วไป เช่นเดียวกับรัฐสภาในยุโรปและสหรัฐอเมริกาที่เน้นย้ำถึงความเท่าเทียมในฐานะพลเมือง
ในทัศนะของนักวิเคราะห์มองว่า การที่สมาชิกรัฐสภายอมสละอภิสิทธิ์ส่วนตนในครั้งนี้ คือก้าวสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชน การที่ผู้แทนราษฎรได้สัมผัสกับราคาอาหารและค่าครองชีพผ่านประสบการณ์ตรงในการใช้ชีวิตประจำวันภายในสภาฯ จะส่งผลให้การอภิปรายนโยบายด้านเศรษฐกิจมีความลุ่มลึกและตั้งอยู่บนพื้นฐานความจริงมากขึ้น เป็นการสร้างความชอบธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ความรับผิดชอบต่อความรู้สึกของสังคม
บทสรุปของมติประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงชัยชนะในเชิงการจัดการงบประมาณ แต่เป็นการวางรากฐาน “การเมืองยุคใหม่” ที่ยึดถือความเท่าเทียมและการเสียสละเป็นที่ตั้ง เกียรติภูมิของสมาชิกรัฐสภาไทยในยุคปัจจุบันจึงไม่ได้วัดกันที่ความพรั่งพร้อมของสวัสดิการ แต่ขึ้นอยู่กับความกล้าหาญที่จะเดินหน้าปฏิรูปตนเองเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีในการแบ่งเบาภาระของแผ่นดินอย่างมีศักดิ์ศรี
การก้าวข้ามระบบ “สวัสดิการแบบเบ็ดเสร็จ” สู่การรับผิดชอบตนเองของสมาชิกผู้ทรงเกียรติในครั้งนี้ คือบทพิสูจน์วุฒิภาวะทางการเมืองที่น่ายกย่อง เมื่อเสียงสะท้อนจากความกล้าหาญในอดีตได้แปรเปลี่ยนเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่สอดรับกับความจริงของสังคม หวังเพียงว่าเมื่ออภิสิทธิ์เลือนหายไป ความเข้าใจในความยากลำบากของประชาชนจะยิ่งแจ่มชัดขึ้น เพราะการเมืองที่มีเกียรติที่สุด คือการเมืองที่ยินดีลดช่องว่างของตนเองลง เพื่อก้าวไปพร้อมกับประชาชนอย่างสง่างาม



