หน้าแรกINSIDE - INSIGHTส่องวิกฤต "ว่างงานแฝง" แรงงานไทย  กับอาณาจักร 3D ที่ต้องฝากชีวิตไว้กับเพื่อนบ้าน

ส่องวิกฤต “ว่างงานแฝง” แรงงานไทย  กับอาณาจักร 3D ที่ต้องฝากชีวิตไว้กับเพื่อนบ้าน

เผยแพร่

spot_img

ปรากฏการณ์แรงงาน 3.8 ล้านคน ที่พยุงฐานรากชาติให้เดินหน้า

                           สถานการณ์แรงงานไทยในปี 2569 กำลังเผชิญกับภาวะความย้อนแย้งเชิงโครงสร้างอย่างมีนัยสำคัญ แม้ตัวเลขผู้ว่างงานจะอยู่ในระดับต่ำเพียง 0.9% แต่ในทางกลับกัน ความต้องการแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านกลับพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องรวมกว่า 3.8 ล้านคน 

                         สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่การขาดแคลนตำแหน่งงาน แต่คือสภาวะ “งานที่ไม่มีคนไทยทำ” โดยเฉพาะในกลุ่มงาน 3D อันประกอบด้วย Dirty งานสกปรก , Dangerous งานอันตราย, และ Difficult งานยากลำบาก  ขณะที่มาตรการภาครัฐในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ยังคงเน้นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการผ่อนผันการจดทะเบียน ซึ่งอาจเป็นระเบิดเวลาทางเศรษฐกิจที่ต้องเร่งบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ

                         จากการสืบค้นข้อมูลย้อนหลัง 3 ปี (พ.ศ. 2566-2568) พบว่าอัตราการว่างงานของไทยทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ จาก 1.1% สู่ 0.9%     อย่างไรก็ตาม ข้อมูลนี้กลับซ่อนสภาวะ “การว่างงานแฝง” ไว้ภายใน เนื่องจากบัณฑิตจบใหม่จำนวนมากเผชิญกับภาวะ ทักษะไม่ตรงกับความต้องการของตลาด   ทำให้เลือกที่จะว่างงานหรือทำงานอิสระนอกระบบ มากกว่าการก้าวเข้าสู่ภาคการผลิตจริงในโรงงาน ซึ่งแตกต่างจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามที่แรงงานในประเทศยังคงเป็นกำลังหลักในอุตสาหกรรมหนัก

                          ในมิติของแรงงานต่างชาติ ข้อมูลปี 2568 ระบุว่ามีแรงงาน 3 สัญชาติ  เมียนมา, ลาว, และ กัมพูชา  เข้ามาทำงานในไทยทะลุ 3.8 ล้านคน โดยเป็นชาวเมียนมาถึง 75% รัฐบาลไทยสามารถดึงแรงงานเหล่านี้เข้าสู่ระบบที่ถูกต้องได้ถึง 90% แต่ความท้าทายยังคงอยู่ที่แรงงานส่วนเกินที่ลักลอบเข้ามาตามแนวชายแดน ซึ่งนอกจากจะยากต่อการควบคุมด้านสาธารณสุขและความมั่นคงแล้ว ยังเริ่มส่งผลกระทบต่ออาชีพสงวนของคนไทยในบางพื้นที่

                               ปัจจัยหลักที่ทำให้แรงงานต่างชาติกลายเป็นส่วนเติมเต็มที่สำคัญคือ “งาน 3D” ซึ่งได้แก่ งานประมง งานก่อสร้าง และภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นงานที่คนไทยหลีกเลี่ยงเนื่องจากความเสี่ยงและสภาพแวดล้อมที่ตรากตรำ แต่ในเชิงวิเคราะห์ งานเหล่านี้คือ “กระดูกสันหลัง” ของห่วงโซ่อุปทาน หากขาดแรงงานกลุ่มนี้ไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และการส่งออกจะประสบภาวะอัมพาตทันที ส่งผลให้คนไทยที่อยู่ในสายบริหารหรือสนับสนุนต้องตกงานตามไปด้วยเป็นลูกโซ่

                              ยุทธศาสตร์การบริหารแรงงานในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ตกอยู่ในวงจรการผ่อนผันเพื่อบรรเทาภาวะขาดแคลนแรงงานระยะสั้น  แม้จะช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าต่อได้ แต่กลับขาดความชัดเจนในการทำการยกระดับทักษะ   และการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อลดการพึ่งพาแรงงานไร้ฝีมืออย่างจริงจัง     ทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะเสพติดแรงงานราคาถูกและขาดการพัฒนาผลิตภาพแรงงานในระยะยาว

                             เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศมาเลเซียที่มีโครงสร้างคล้ายคลึงกัน พบว่าเขามีความเข้มงวดในการบริหารจัดการมากกว่า   โดยการใช้มาตรการทางภาษีแรงงานต่างชาติเพื่อนำมาอุดหนุนการพัฒนาบุคลากรในประเทศ ในขณะที่ประเทศไทยยังคงเผชิญความท้าทายจากการที่แรงงานต่างชาติเริ่มผันตัวจากการเป็นผู้ใช้แรงงานมาเป็นผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งเป็นการรุกคืบเข้าสู่พื้นที่ทำกินของประชาชนในระดับฐานราก

                            โดยสรุปแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างการว่างงานของคนไทยและการพึ่งพาแรงงานต่างชาติไม่ได้เป็นการแย่งงานกันโดยตรง แต่คือภาพสะท้อนของ “ความเหลื่อมล้ำทางค่านิยมและทักษะ” ตลาดแรงงานไทยถูกแบ่งแยกออกเป็นสองโลกอย่างชัดเจน คือโลกของงานที่ปลอดภัยแต่มีตำแหน่งจำกัด และโลกของงานหนักที่คนไทยไม่สมัครใจทำ ความเปราะบางนี้คือโจทย์ใหญ่ที่รัฐต้องแก้ไขด้วยการปรับทัศนคติและสร้างมาตรฐานรายได้ที่เหมาะสมเพื่อดึงแรงงานไทยกลับสู่ระบบ

                              หากทุกภาคส่วนยังคงพึงพอใจเพียงตัวเลขสถิติที่สวยงาม โดยมิได้เร่งปฏิรูปโครงสร้างแรงงานอย่างเป็นรูปธรรม ในวันที่ประเทศเพื่อนบ้านเติบโตจนสามารถดึงดูดแรงงานของเขากลับไปพัฒนาบ้านเกิด เมื่อนั้นเศรษฐกิจไทยอาจต้องเผชิญกับสภาวะสุญญากาศที่รุนแรง เราอาจพบกับสถานการณ์ที่บัณฑิตผู้ทรงความรู้ต้องเผชิญกับความยากลำบากในการปรับตัวเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมจริง เพราะเราปล่อยให้  “ช่องว่างทางทักษะ” กว้างเกินกว่าจะประสานได้ทันเวลา 

                            การสร้างความมั่นคงทางแรงงานด้วยตนเองจึงเป็นวาระเร่งด่วนที่มิอาจเพิกเฉยได้อีกต่อไป

2569-05-04  “ชัยทัศน์”

ข่าวล่าสุด

“แลนด์บริดจ์” … ถอยกรูดชนผนังตึก “ไม่คุ้มค่า”

ประมาณการมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) พลิกติดลบมหาศาลสูงถึง 10,287 ล้านบาท ขณะที่อัตราผลตอบแทนทางการเงิน (IRR) ทรุดลงเหลือเพียง 4.8% ซึ่งชี้ชัดว่าหากดันทุรังลงทุนต่อจะเสี่ยงต่อภาวะขาดทุนอย่างรุนแรง

จม.รักอาม่า  ดังสนั่นแผ่นดินใหญ่ ททท.คาดปลุกคนจีน เที่ยวไทย

ภาพยนตร์เรื่องนี้ ทำหน้าที่ขยี้หัวใจของชาวจีนแต้จิ๋วโพ้นทะเล เล่าเรื่องราวความผูกพันผ่านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมร่วมกันได้อย่างงดงาม ประกอบกับการดึงคนไทยเชื้อสายจีนมาร่วมถ่ายทอด ยิ่งทำให้คนดูชาวจีนอินและตระหนักว่า “ไทย-จีน ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน”

“จอมทัพไทย” ผู้ทะยานสู่ฟากฟ้าด้วยพระอัจฉริยภาพ “กษัตริย์นักบิน”

“จอมทัพไทย” ผู้ทะยานสู่ฟากฟ้าด้วยพระอัจฉริยภาพ “กษัตริย์นักบิน” จากระเบียบวินัยอันเคร่งครัดสู่พระราชปณิธาน “สืบสาน-รักษา-และต่อยอด” เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาประชาราษฏร์

โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ พุ่งสูง

สถานการณ์ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและโรคหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลันในประเทศไทยรอบ 3 ปีที่ผ่านมา (พศ. 2566 - 2568) แสดงแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากประมาณ 700,000 ราย ขยับขึ้นเป็น 750,000 ราย และแตะระดับ 800,000 รายในปีล่าสุด

ข่าวอื่นๆ

“แลนด์บริดจ์” … ถอยกรูดชนผนังตึก “ไม่คุ้มค่า”

ประมาณการมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) พลิกติดลบมหาศาลสูงถึง 10,287 ล้านบาท ขณะที่อัตราผลตอบแทนทางการเงิน (IRR) ทรุดลงเหลือเพียง 4.8% ซึ่งชี้ชัดว่าหากดันทุรังลงทุนต่อจะเสี่ยงต่อภาวะขาดทุนอย่างรุนแรง

“จอมทัพไทย” ผู้ทะยานสู่ฟากฟ้าด้วยพระอัจฉริยภาพ “กษัตริย์นักบิน”

“จอมทัพไทย” ผู้ทะยานสู่ฟากฟ้าด้วยพระอัจฉริยภาพ “กษัตริย์นักบิน” จากระเบียบวินัยอันเคร่งครัดสู่พระราชปณิธาน “สืบสาน-รักษา-และต่อยอด” เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาประชาราษฏร์

โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ พุ่งสูง

สถานการณ์ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและโรคหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลันในประเทศไทยรอบ 3 ปีที่ผ่านมา (พศ. 2566 - 2568) แสดงแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากประมาณ 700,000 ราย ขยับขึ้นเป็น 750,000 ราย และแตะระดับ 800,000 รายในปีล่าสุด