บทพิสูจน์ภาวะผู้นำ เมื่อรัฐเลือกดับไฟใต้ ด้วยความเคารพในศักดิ์ศรี
ยุติรอยร้าว-สร้างภูมิคุ้มกันความเข้าใจผิดซ้ำซ้อน
เหตุการณ์ความเปราะบางเชิงวาทกรรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนใต้ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา จนนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกลาโหมบินไปทันที เป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า “คำพูด” ในพื้นที่ละเอียดอ่อนนั้นมีน้ำหนักยิ่งกว่าอาวุธชนิดใด
การที่ผู้นำระดับสูงของรัฐบาลเลือกที่จะก้าวข้าม “อัตตา” ของอำนาจรัฐ แล้วหันมาใช้การขอโทษอย่างตรงไปตรงมานั้น ไม่ใช่ภาพของการเพลี่ยงพล้ำ แต่คือการรุกทางยุทธศาสตร์ที่เน้นการซื้อใจมวลชนเป็นตัวตั้ง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการปกครองในระบอบพหุวัฒนธรรม
ในฟากฝั่งของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน เราต้องยอมรับและให้กำลังใจในความเสียสละที่หยั่งรากลึกมานานหลายทศวรรษ การทุ่มเทแรงกายแรงใจในสภาวะความกดดันสูงย่อมมีโอกาสเกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนได้เป็นธรรมดา การปรับเปลี่ยนบทบาทหรือวิธีการสื่อสารในครั้งนี้ จึงไม่ใช่การทำโทษ แต่คือการ “เติมอาวุธทางปัญญา” ให้แก่ผู้ปฏิบัติงาน เพื่อให้พวกเขาสามารถทำหน้าที่ปกป้องพี่น้องประชาชนได้อย่างสง่างามและสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นในใจของชุมชนอย่างแท้จริง
รัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงยุคใหม่ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า การให้เกียรติ “ผู้มีความเห็นต่าง” และการยอมรับในรากแก้วของสถาบันศึกษาศาสนา คือประตูบานใหญ่ที่เปิดกว้างสู่สันติสุขที่ยั่งยืน การทำความเข้าใจว่า “ความเห็นที่ต่างกัน” ไม่ใช่ศัตรูที่ต้องกำจัด แต่คือโจทย์ที่ต้องร่วมแก้ เป็นการตัดโอกาสไม่ให้กลุ่มผู้ไม่หวังดีนำความบาดหมางไปขยายผลหรือบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อประโยชน์ส่วนตน ซึ่งมักจะเกิดขึ้นเสมอเมื่อความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนมีรอยร้าว
บทเรียนจากเพื่อนบ้านใกล้ตัวอย่าง “มินดาเนา” ในฟิลิปปินส์ หรือ “อาเจะห์” ในอินโดนีเซีย ต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า ความล้มเหลวในอดีตมักเกิดจากการที่รัฐมองข้ามความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรม แต่สันติภาพที่เริ่มเห็นแสงสว่างในปัจจุบันล้วนมีจุดเริ่มต้นจากการที่รัฐบาลกล้า “ลดราวาศอก” หันมาสื่อสารด้วยความเคารพในศักดิ์ศรีของท้องถิ่น และใช้ความสัตย์จริงในการแก้ปัญหา มากกว่าการใช้เพียงอำนาจบังคับ ซึ่งเป็นโมเดลความสำเร็จที่ไทยกำลังนำมาปรับใช้ได้อย่างถูกที่ถูกเวลา
การปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์สื่อสารในครั้งนี้ จึงเป็นเหมือนการ “ถางทาง” ให้แสงสว่างแห่งความเข้าใจส่องถึงกันได้ง่ายขึ้น ความจริงใจที่รัฐแสดงออกผ่านการรับฟังและการลงพื้นที่จริง คือเกราะป้องกันชั้นดีที่ช่วยลดแรงเสียดทานและสร้างความปลอดภัยให้แก่ทั้งเจ้าหน้าที่และมวลชน เมื่อฝ่ายรัฐแสดงความนอบน้อมและจริงใจต่อวิถีชีวิตท้องถิ่น พื้นที่ของความหวาดระแวงย่อมถูกแทนที่ด้วยความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม
ท้ายที่สุด สันติภาพที่แท้จริงจะไม่ได้เกิดจากปลายกระบอกปืน แต่จะเกิดจากความกล้าหาญที่จะยอมรับความจริงและการแสดงความรับผิดชอบอย่างจริงใจ
ขอให้กำลังใจเจ้าหน้าที่รัฐทุกคนที่ยึดมั่นในแนวทางสันติ และขอให้พี่น้องประชาชนร่วมกันเดินหน้าบนความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อให้พื้นที่ซึ่งเคยเต็มไปด้วยความเปราะบาง กลายเป็นพื้นที่แห่งความหวังที่ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีศักดิ์ศรีและยั่งยืน อันเป็น “สันติสุข” ที่ต่างยอมรับร่วมกัน
2569-04-21 “ชัยทัศน์”



