ศึกศรัทธาที่รัฐสภาต้องตอบให้ชัด !
จากคำถาม “1,000 บาทต่อหัว” สู่โจทย์ปฏิรูปสวัสดิการรัฐสภา
ประเด็น “อาหารเลี้ยง สส.” กลายเป็นชนวนทางการเมืองอีกครั้ง หลัง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ตั้งคำถามกลางที่ประชุมในวันโหวตประธานสภา ก่อนถูกตัดบท ขณะที่ โสภณ ซารัมย์ ชี้แจงภายหลังว่า ปัญหาไม่ใช่เนื้อหา แต่เป็น “กาลเทศะ”
อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวกลับสะท้อนคำถามใหญ่กว่านั้น สวัสดิการของผู้แทนประชาชนยังเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศหรือไม่
ต้นเรื่องเริ่มจากการขอซักถามของ นพ.วรงค์ ที่หยิบยกตัวเลข “อาหาร สส. วันละ 1,000 บาท” ขึ้นมาตั้งคำถามเชิงงบประมาณ แม้จะพูดไม่จบ แต่ก็เพียงพอจะจุดกระแสสังคมให้ตั้งคำถามตามมา ขณะที่โสภณ ในฐานะประธานสภาคนใหม่ ออกมาชี้แจงว่า ที่ตนบอกว่า “ตลก” หมายถึงกาละเทศะหรือจังหวะการอภิปราย ไม่ใช่เนื้อหา พร้อมยอมรับว่าเรื่องนี้มีการพูดกันมานาน และเป็นประเด็นที่ “ควรได้รับการแก้ไข” หากไม่เหมาะสม
ข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ชัดเจนคือ โครงการอาหารของสมาชิกรัฐสภาไม่ใช่นโยบายใหม่ แต่มีมาตั้งแต่ยุครัฐสภาเดิม และดำเนินการต่อเนื่องภายใต้ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะจัดเป็น “สวัสดิการ” ที่ถูกบรรจุในงบประมาณประจำปี โดยครอบคลุมทั้งสมาชิก เจ้าหน้าที่ และกิจกรรมการประชุมต่าง ๆ ไม่ใช่การจ่ายรายหัวตรงแบบเงินสดให้ สส.
สำหรับตัวเลข “1,000 บาทต่อหัว” นั้น ยังไม่พบหลักฐานยืนยันว่าเป็นระเบียบหรือเอกสารงบประมาณที่ยืนยันว่าเป็นอัตราจริง ต้นทุนอาหารในรัฐสภาไทยโดยโครงสร้างมักอยู่ในระดับ “หลักร้อยบาทต่อมื้อ” และเป็นงบเหมารวม ไม่ใช่การคำนวณแบบ สส. 1 คน =1,000 บาทต่อวัน อีกทั้งในทางปฏิบัติ สมาชิกไม่ได้เข้าร่วมประชุมครบทุกคนทุกวัน และงบดังกล่าวยังรวมค่าใช้จ่ายส่วนกลางอื่น ๆ ทำให้การคูณตรงเป็น 500,000 บาทต่อวัน อาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน
อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขอาจไม่ตรง แต่ “ความรู้สึกของประชาชน” กลับเป็นข้อเท็จจริงอีกแบบหนึ่ง ในช่วงที่ค่าครองชีพสูง การได้ยินคำว่า “เลี้ยงอาหาร สส.” ย่อมสร้างแรงสะเทือนทางความรู้สึก โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับรายได้ของครัวเรือนจำนวนมากที่ยังต้องจำกัดค่าใช้จ่ายด้านอาหารในแต่ละวัน ประเด็นนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องบัญชีงบประมาณ แต่เป็นเรื่อง “ความชอบธรรมทางการเมือง”
เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ เช่น UK Parliament และ United States Congress พบว่าโดยทั่วไปไม่มีระบบ “เลี้ยงฟรีเต็มรูปแบบ” แต่ใช้วิธีมีโรงอาหารราคาสนับสนุน (subsidized) หรือให้สมาชิกจ่ายเอง ขณะที่บางประเทศในยุโรปมีเบี้ยเลี้ยงแทนการจัดอาหาร จุดร่วมสำคัญคือ การทำให้สวัสดิการ “ไม่ห่างจากประชาชนมากเกินไป” และตรวจสอบได้
ทางออกเชิงนโยบายจึงไม่ได้มีเพียง “เลิกหรือไม่เลิก” แต่สามารถออกแบบใหม่ได้ เช่น ปรับลดงบประมาณในส่วนนี้ หรือปรับเป็นระบบร่วมจ่าย มีเงื่อนไขจำกัดเฉพาะวันประชุม หรือเปิดเผยงบประมาณอย่างละเอียดเพื่อลดข้อครหา ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ในอำนาจการบริหารจัดการของฝ่ายสภาและเลขาธิการสภา ฯ มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการได้โดยไม่ต้องเป็นภาระของสมาชิกสภาแต่ประการใด
ในท้ายที่สุด ปัญหานี้อาจไม่ได้อยู่ที่ “ข้าวหนึ่งจานราคาเท่าไร” แต่อยู่ที่ “จานใบนั้นวางอยู่บนโต๊ะของใคร” เพราะในขณะที่รัฐสภากำลังถกเถียงเรื่องอาหารของผู้แทนปวงชน บรรดาประชาชนจำนวนไม่น้อยยังคงถกเถียงกับตัวเองทุกวันว่า มื้อนี้ควรกินหรือควรประหยัดไว้สำหรับวันพรุ่งนี้
ในเกมการเมือง บางครั้งสิ่งที่ทำให้คนรู้สึกอิ่มหรือหิว อาจไม่ใช่อาหาร แต่คือความยุติธรรมที่เขารับรู้ได้จากผู้ที่นั่งอยู่ในสภา
2569-03-19 “ชัยทัศน์”



