สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้เข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ เมื่อพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรคคือพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยต่างไม่สามารถรวบรวมเสียงสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้เกินกึ่งหนึ่ง ทำให้ทั้งสองพรรคต้องหันไปขอความสนับสนุนจาก “พรรคประชาชน” ซึ่งมีจำนวน ส.ส. 140 เสียง ถือเป็นเสียงชี้ขาดในการจัดตั้งรัฐบาล เป็นตัวแปรสำคัญ
การที่ทั้งสองพรรคยอมรับเงื่อนไข 3 ข้อที่พรรคประชาชนยื่นมา สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการอำนาจที่สูงมาก และยอมที่จะประนีประนอมในหลักการบางอย่างเพื่อแลกกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่การที่พรรคประชาชนยังคงยืนยันว่าจะไม่รับตำแหน่งใดๆ ในรัฐบาล สะท้อนให้เห็นถึงจุดยืนที่แข็งแกร่งและต้องการแสดงให้เห็นว่าการสนับสนุนนั้นเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง มิใช่เพื่อการต่อรองตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งทำให้การตัดสินใจของพรรคประชาชนมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น
จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น มีความเป็นไปได้ 3 ประการคือ
หากพรรคประชาชนตัดสินใจสนับสนุนพรรคเพื่อไทย พรรคเพื่อไทยก็จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลผสมได้ แต่ความเสี่ยงที่ตามมาคือพรรคภูมิใจไทยจะไม่ยอมรับการตัดสินใจนี้ และอาจมีการต่อต้านทางการเมืองในรูปแบบต่างๆ หรือนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงขึ้น และนำไปสู่การยุบสภาจนได้
หากพรรคประชาชนเลือกที่จะสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย สถานการณ์จะพลิกผันทันที พรรคภูมิใจไทยจะขึ้นมาเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล และพรรคเพื่อไทยจะตกเป็นฝ่ายค้าน และเป็นไปได้สูงที่พรรคเพื่อไทยจะตอบโต้ด้วยการประกาศยุบสภาตามคำขู่เดิมในทันทีที่รู้ ซึ่งจะนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ และอาจทำให้สถานการณ์ทางการเมืองกลับมาสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง
และสุดท้าย หากพรรคประชาชนตัดสินใจไม่สนับสนุนทั้งสองฝ่าย โดยรอให้ทั้งสองฝ่ายเข้ามาเสนอข้อเสนอที่ดีกว่าเดิม หรืออาจมีการรวมตัวกับพรรคเล็กพรรคน้อยอื่นๆ เพื่อจัดตั้งรัฐบาลเอง ซึ่งจะทำให้สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนมากขึ้น และอาจทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมืองในที่สุด หรือประวิงเวลาทิ้งไว้ไม่สนับสนุนฝ่ายใดเลย จะเกิดกรณีการเมืองติดหล่มได้หรือไม่
การขับเคี่ยวของทั้งสามฝ่ายเพื่อแย่งชิงอำนาจนี้เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตการณ์ที่สำคัญของประเทศ ทั้งปัญหาเศรษฐกิจที่ยังคงไม่ฟื้นตัวเต็มที่และปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยังคงคุกรุ่น
การมุ่งแต่จะแย่งชิงอำนาจโดยละเลยปัญหาของบ้านเมือง ย่อมสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนในวงกว้าง และอาจนำมาซึ่งความไม่มั่นคงทางการเมืองในอนาคต
การตัดสินใจของพรรคประชาชนในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางของประเทศ เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นการตัดสินว่าใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ยังเป็นการตัดสินอนาคตของรัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารประเทศในช่วงเวลาที่สำคัญและเปราะบางเช่นนี้ด้วย
ที่สำคัญ หากการต่อสู้เพื่ออำนาจยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติและประชาชน ความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจจะเกินกว่าจะเยียวยาได้



