INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์”
ประจำวันที่ 3 กันยายน 2569
เมื่อสันติภาพต้องเผชิญทั้งความรุนแรง พื้นที่ปลอดภัย และเงื่อนไขเศรษฐกิจใต้ดิน
การประชุม ครม.สัญจรที่จังหวัดสงขลา 31 สิงหาคม-1 กันยายน 2569 ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้านำเสียงจากพื้นที่เข้าสู่การตัดสินใจและขับเคลื่อนการพัฒนา 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่สถานการณ์ความไม่สงบยังปะทุเป็นระลอก โดยเหตุการณ์ช่วงปลายเดือนสิงหาคมมีรายงานว่าเกิดขึ้นพร้อมกันอย่างน้อย 51 จุด และเมื่อรวมการก่อกวนในรูปแบบต่าง ๆ ขยายเป็นเกือบ 100 จุด สะท้อนว่าความมั่นคงกับการพัฒนาในพื้นที่ยังคงเป็นโจทย์ที่แยกออกจากกันได้ยาก
ภาพความรุนแรงที่เกิดขึ้นในจังหวะเดียวกับการลงพื้นที่ของรัฐบาล ไม่เพียงสะเทือนบรรยากาศของการสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ แต่ยังชวนให้ตั้งคำถามว่า ยุทธศาสตร์รัฐกำลังเดินไปพร้อมกันทั้งสองด้านจริงหรือไม่ เพราะแม้รัฐบาลจะเร่งผลักดันโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจชายแดน และการยกระดับคุณภาพชีวิต แต่ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินยังเป็นความต้องการพื้นฐานที่ประชาชนในพื้นที่ให้ความสำคัญ การพัฒนาเศรษฐกิจจึงไม่อาจแยกขาดจากการลดความรุนแรงและการสร้างความไว้วางใจได้
เมื่อถอดรหัสไปถึง “โต๊ะเจรจา” สถานการณ์ชายแดนใต้กำลังเข้าสู่บริบทที่ต่างจากอดีต กระบวนการพูดคุยระหว่างรัฐไทยกับ BRN ยังคงเป็นกลไกสำคัญในการแสวงหาทางออกทางการเมือง แต่โจทย์ใหม่ไม่ได้อยู่เพียงการตกลงในระดับคู่เจรจา หากรวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสันติภาพในพื้นที่ด้วย แนวคิดเรื่อง “พื้นที่ปลอดภัย” หรือพื้นที่สันติสุข รวมถึงการเปิดพื้นที่ให้ประชาชน ภาคประชาสังคม นักวิชาการ และคนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วม จึงถูกยกขึ้นมาเป็นองค์ประกอบสำคัญของ “ซีซันใหม่” ของกระบวนการสันติภาพ
เพราะท้ายที่สุดแล้ว สันติภาพไม่ได้เกิดขึ้นบนโต๊ะเจรจาเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความรู้สึกของผู้คนบนถนน ในตลาด โรงเรียน และชุมชน หากประชาชนยังต้องประเมินความเสี่ยงก่อนเดินทาง หากผู้ประกอบการยังลังเลที่จะลงทุน และหากคนรุ่นใหม่ยังมองไม่เห็นพื้นที่สำหรับการมีส่วนร่วมทางสังคมและการเมือง ความสำเร็จของกระบวนการสันติภาพก็อาจยังเป็นเพียงความคืบหน้าในระดับนโยบาย ไม่ใช่ความเปลี่ยนแปลงที่สัมผัสได้ในชีวิตประจำวัน การสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” จึงควรหมายถึงมากกว่าการลดเหตุรุนแรง แต่ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้คนในพื้นที่รู้สึกว่าอนาคตของพวกเขาสามารถกำหนดได้โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้ความหวาดกลัว
ทว่า ไฟใต้ไม่ได้มีเพียงมิติทางการเมืองและความมั่นคง เพราะปัญหาอาชญากรรมและเศรษฐกิจผิดกฎหมายยังเป็นอีกปัจจัยที่รัฐต้องจับตา ทั้งยาเสพติด การค้าน้ำมันเถื่อน การค้ามนุษย์ และธุรกิจผิดกฎหมายตามแนวชายแดน หน่วยงานความมั่นคงเคยระบุถึงความเชื่อมโยงของกิจกรรมเหล่านี้กับสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ และล่าสุดมีการยกระดับปัญหายาเสพติดเป็นภัยที่กระทบต่อความมั่นคงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อย่างไรก็ตาม การเชื่อมโยงเครือข่ายอาชญากรรมกับเหตุรุนแรงแต่ละกรณีจำเป็นต้องอาศัยพยานหลักฐานเป็นรายคดี ไม่ควรเหมารวมว่าอาชญากรรมทั้งหมดเป็นแหล่งทุนของความรุนแรง
นั่นทำให้โจทย์ของรัฐบาลใน “ซีซันใหม่” ไม่ใช่เพียงการเพิ่มกำลังหรือเพิ่มงบประมาณ แต่คือการทำให้กลไกความมั่นคง การพัฒนา และกระบวนการสันติภาพทำงานไปในทิศทางเดียวกัน การสกัดเครือข่ายอาชญากรรมต้องเดินคู่กับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ขณะที่การพูดคุยกับกลุ่มผู้เห็นต่างต้องเดินคู่กับการสร้างพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม เพราะหากฝ่ายหนึ่งพยายามดับไฟ แต่ยังปล่อยให้เงื่อนไขทางเศรษฐกิจ สังคม และความไม่ไว้วางใจสะสมอยู่ใต้พื้นผิว ความรุนแรงก็มีโอกาสกลับมาในรูปแบบใหม่ได้เสมอ
บทเรียนจึงอยู่ที่ว่า ชัยชนะของชายแดนใต้ไม่ควรถูกวัดด้วยจำนวนเหตุการณ์ที่ลดลงเพียงอย่างเดียว หรือจำนวนโครงการและงบประมาณที่รัฐนำลงไปในพื้นที่ หากต้องวัดจากความสามารถของรัฐในการทำให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัย มีโอกาสทางเศรษฐกิจ เข้าถึงความยุติธรรม และสามารถมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของพื้นที่ได้อย่างแท้จริง เพราะกระบวนการสันติภาพจะเดินหน้าได้ยาก หากโต๊ะเจรจายังอยู่ห่างจากชีวิตจริงของประชาชน ขณะที่ความรุนแรงและเศรษฐกิจใต้ดินยังคงสร้างเงื่อนไขให้ความหวาดระแวงดำรงอยู่ต่อไป
#สันติภาพชายแดนใต้#ไฟใต้#INSIDE INSIGHT#ชัยทัศน์วิเคราะห์#THAITRIBUNE#3 จังหวัดชายแดนภาคใต้



