หน้าแรกINSIDE - INSIGHT"ไทยเข้าถึงเน็ต 88% แต่สอบตกทักษะดิจิทัล?   เมื่อคนไทย 3 ใน 4 ยังแยก ”ข่าวปลอม“  ไม่ออก

“ไทยเข้าถึงเน็ต 88% แต่สอบตกทักษะดิจิทัล?   เมื่อคนไทย 3 ใน 4 ยังแยก ”ข่าวปลอม“  ไม่ออก

เผยแพร่

spot_img

 ขณะที่รัฐไทยยังติดกับดักการ “แจกเงิน” มากกว่าการสร้าง “ปัญญา” 

เจาะลึกวิเคราะห์ “รอยเลื่อนดิจิทัล” ที่กำลังทิ้งคนไทยไว้ข้างหลังในพิกัดปี 2569″

                                 แม้ดัชนีการเข้าถึงโลกออนไลน์ของไทยปี 2569 จะพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ แต่ผลสำรวจล่าสุดกลับชี้ให้เห็น “ความเปราะบาง” ของต้นทุนมนุษย์ เมื่อคนไทยส่วนใหญ่ยังติดอยู่ในวงจรการบริโภคข้อมูลมากกว่าการสร้างมูลค่าเพิ่ม ขณะที่ทักษะการตรวจสอบข่าวลวง DQ  หรือ  Digital Intelligence Quotient   “ความฉลาดทางดิจิทัล” อยู่ในเกณฑ์น่ากังวล ท่ามกลางการแข่งขันของเพื่อนบ้านที่ขยับตัวแรงกว่า 

                              ประเทศไทยในพิกัดปี 2569 กำลังถูกทดสอบด้วยพายุแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อการก้าวกระโดดของเทคโนโลยีไม่ได้นำมาเพียงโอกาส แต่กลับขยาย “รอยเลื่อน” ระหว่างช่วงวัยและระดับทักษะให้กว้างขึ้นอย่างน่ากังวล แม้ตัวเลขการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตจะพุ่งสูงถึงร้อยละ 88 โดยมีผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียกว่า 50 ล้านคน แต่ลึกลงไปใต้สถิติที่ดูดีกลับพบ “ภาวะความไม่เท่าทัน” ที่ฝังรากลึก ซึ่งหากภาครัฐยังไม่ปรับบทบาทจากผู้กำกับดูแล (Regulator) มาเป็นผู้สนับสนุนเชิงรุก (Facilitator) สังคมไทยอาจติดหล่มอยู่ในวงจรความเหลื่อมล้ำดิจิทัลที่ยากจะถอนตัว

                              หากวิเคราะห์ผ่านแว่นตาประวัติศาสตร์ การเปลี่ยนผ่านของสังคมไทยกำลังอยู่ในห่วงเวลาที่เปราะบางที่สุด เมื่ออัลกอริทึมเข้ามามีบทบาทเบ็ดเสร็จในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและสังคม การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเกินกว่าช่วงชีวิตหนึ่งจะปรับตัวได้ทัน ส่งผลให้เกิดสภาวะ “Structural Shock” หรืออาการช็อกในระดับโครงสร้าง ข้อมูลจากรายงานดัชนีความมั่งคั่งดิจิทัลระบุชัดว่า แม้คนไทยจะใช้เวลาบนโลกออนไลน์เฉลี่ยสูงถึง  7-8  ชั่วโมงต่อวัน ทว่าส่วนใหญ่ยังติดอยู่ในวงจร “การบริโภคเนื้อหา” มากกว่าการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจหรือนวัตกรรม

                             ตัวเลขที่น่ากังวลที่สุดคือระดับ “ความฉลาดทางดิจิทัล” Digital Intelligence  DQ ของประชากร ผลสำรวจล่าสุดจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า มีคนไทยเพียงร้อยละ 25 เท่านั้นที่มีทักษะการตรวจสอบข้อมูลลวง (Fact-checking) ในระดับดี

                            ความเปราะบางนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกลุ่มผู้สูงวัย 14 ล้านคน แต่ยังรวมถึงวัยแรงงานอีกกว่า 38 ล้านคน ซึ่งพบว่ามีเพียง 1 ใน 5 ที่เข้าถึงหลักสูตรการยกระดับทักษะ (Upskilling)   อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้แรงงานส่วนใหญ่ตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกเลิกจ้างจากการเข้ามาของระบบอัตโนมัติและปัญญาประดิษฐ์

                          เมื่อเปรียบเทียบกับยุทธศาสตร์ของประเทศเพื่อนบ้าน จะเห็นความต่างอย่างชัดเจน เช่น เวียดนามที่เร่งสร้างบุคลากรไอทีให้ถึง 1.2  ล้านคนภายในปีหน้า   หรือสิงคโปร์ที่จัดสรรงบประมาณผ่านโครงการ SkillsFuture ให้ประชาชนเข้าถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อปิดช่องว่างทางปัญญา

                        สำหรับประเทศไทยนั้น ความล่าช้าในการบริหารจัดการทักษะไม่ได้มีราคาจ่ายเป็นเพียงโอกาสที่สูญเสียไป แต่คือความเสียหายจริงจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่พุ่งสูงกว่า 4 หมื่นล้านบาทต่อปี ซึ่งสะท้อนถึงเกราะป้องกันทางดิจิทัลที่ยังอ่อนแอ

                       ในมิติสังคมศาสตร์ ความไม่เท่าทันนี้นำไปสู่การสลายตัวของสถาบันครอบครัว เมื่อชุดความรู้และโลกทัศน์ของคนแต่ละช่วงวัยแยกขาดจากกันอย่างรุนแรง รัฐบาลจึงต้องรับบทบาทสำคัญในการเป็น “วิศวกรสังคม” เพื่อเชื่อมต่อรอยร้าวนี้ สิ่งที่สังคมไทยต้องการในปัจจุบันมิใช่เพียงนโยบายสงเคราะห์ในรูปแบบเงินโอน  ซึ่งใช้สัดส่วนงบประมาณมหาศาลในแต่ละปี แต่คือการสร้าง “โครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญา” ที่เข้าถึงง่ายและปลอดภัย เพื่อเปลี่ยนสถานะประชาชนร้อยละ 80 จาก “เหยื่อ” ให้กลายเป็น “ผู้ควบคุม” เทคโนโลยี

                           ในขณะที่รัฐบาลพยายามหยิบยกสถิติการใช้งานดิจิทัลมาเป็นดัชนีชี้วัดความเจริญ แต่ประชาชนจำนวนไม่น้อยกลับยังต้อง “วิ่งเท้าเปล่า” เผชิญมิจฉาชีพโดยขาดเกราะป้องกัน หากนโยบายภาครัฐยังติดกับดักการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แทนที่จะวางรากฐานทักษะแห่งอนาคต ประเทศไทยอาจเหลือเพียงชื่อในฐานข้อมูลของแพลตฟอร์มข้ามชาติ ทิ้งให้คนในชาติกลายเป็น “ผู้พลัดถิ่นทางโอกาส” เพียงเพราะกลไกอำนาจรัฐขยับตัวตามหลังพลวัตโลกอยู่หนึ่งก้าวเสมอ

                            ท้ายที่สุด ความสำเร็จของนโยบายรัฐยุค 2569 จึงไม่ได้วัดกันที่ความเร็วของสัญญาณ 5G หรือความแพร่หลายของแอปพลิเคชัน แต่อยู่ที่การลดสัดส่วนของประชาชนที่ “เข้าไม่ถึงโอกาส” ให้เหลือน้อยที่สุด รัฐต้องตระหนักว่าความสง่างามทางการเมืองที่แท้จริงคือการทำให้พายุดิจิทัลลูกนี้กลายเป็นแรงส่งที่พาคนไทยทุกคนไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง ไม่ใช่พายุที่พัดพาใครบางคนหายไปจากแผนที่การพัฒนาอย่างถาวร

2569-05-06  “ชัยทัศน์”

ข่าวล่าสุด

“แลนด์บริดจ์” … ถอยกรูดชนผนังตึก “ไม่คุ้มค่า”

ประมาณการมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) พลิกติดลบมหาศาลสูงถึง 10,287 ล้านบาท ขณะที่อัตราผลตอบแทนทางการเงิน (IRR) ทรุดลงเหลือเพียง 4.8% ซึ่งชี้ชัดว่าหากดันทุรังลงทุนต่อจะเสี่ยงต่อภาวะขาดทุนอย่างรุนแรง

จม.รักอาม่า  ดังสนั่นแผ่นดินใหญ่ ททท.คาดปลุกคนจีน เที่ยวไทย

ภาพยนตร์เรื่องนี้ ทำหน้าที่ขยี้หัวใจของชาวจีนแต้จิ๋วโพ้นทะเล เล่าเรื่องราวความผูกพันผ่านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมร่วมกันได้อย่างงดงาม ประกอบกับการดึงคนไทยเชื้อสายจีนมาร่วมถ่ายทอด ยิ่งทำให้คนดูชาวจีนอินและตระหนักว่า “ไทย-จีน ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน”

“จอมทัพไทย” ผู้ทะยานสู่ฟากฟ้าด้วยพระอัจฉริยภาพ “กษัตริย์นักบิน”

“จอมทัพไทย” ผู้ทะยานสู่ฟากฟ้าด้วยพระอัจฉริยภาพ “กษัตริย์นักบิน” จากระเบียบวินัยอันเคร่งครัดสู่พระราชปณิธาน “สืบสาน-รักษา-และต่อยอด” เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาประชาราษฏร์

โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ พุ่งสูง

สถานการณ์ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและโรคหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลันในประเทศไทยรอบ 3 ปีที่ผ่านมา (พศ. 2566 - 2568) แสดงแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากประมาณ 700,000 ราย ขยับขึ้นเป็น 750,000 ราย และแตะระดับ 800,000 รายในปีล่าสุด

ข่าวอื่นๆ

“แลนด์บริดจ์” … ถอยกรูดชนผนังตึก “ไม่คุ้มค่า”

ประมาณการมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) พลิกติดลบมหาศาลสูงถึง 10,287 ล้านบาท ขณะที่อัตราผลตอบแทนทางการเงิน (IRR) ทรุดลงเหลือเพียง 4.8% ซึ่งชี้ชัดว่าหากดันทุรังลงทุนต่อจะเสี่ยงต่อภาวะขาดทุนอย่างรุนแรง

“จอมทัพไทย” ผู้ทะยานสู่ฟากฟ้าด้วยพระอัจฉริยภาพ “กษัตริย์นักบิน”

“จอมทัพไทย” ผู้ทะยานสู่ฟากฟ้าด้วยพระอัจฉริยภาพ “กษัตริย์นักบิน” จากระเบียบวินัยอันเคร่งครัดสู่พระราชปณิธาน “สืบสาน-รักษา-และต่อยอด” เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาประชาราษฏร์

โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ พุ่งสูง

สถานการณ์ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและโรคหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลันในประเทศไทยรอบ 3 ปีที่ผ่านมา (พศ. 2566 - 2568) แสดงแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากประมาณ 700,000 ราย ขยับขึ้นเป็น 750,000 ราย และแตะระดับ 800,000 รายในปีล่าสุด