วันจันทร์, มกราคม 19, 2026
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกข่าวรอบโลกกัมพูชาตั้งใจใช้อาณาบริเวณโบราณสถานเป็นฐานปฏิบัติการทางทหาร

กัมพูชาตั้งใจใช้อาณาบริเวณโบราณสถานเป็นฐานปฏิบัติการทางทหาร

เผยแพร่

spot_img

จากกรณีเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2568 กระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลป์กัมพูชา ได้ออกแถลงการณ์ประณามกองทัพไทย โดยกล่าวหาว่า การโจมตีในพื้นที่ปราสาทตาควาย ซึ่งเป็นโบราณสถานสำคัญและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของกัมพูชา ถือเป็น “การกระทำที่ผิดศีลธรรม ดูหมิ่น และไม่เคารพต่อวัฒนธรรม อารยธรรม และมรดกทางประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ” พร้อมระบุว่าการโจมตีดังกล่าวเป็นการทำลายผลงานที่บรรพบุรุษได้ร่วมกันสร้างสืบทอดมา พร้อมเรียกร้องให้องค์การยูเนสโก ประชาคมอาเซียน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประณามฝ่ายไทย 

นอกจากนี้ยังอ้างว่า เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2568 การโจมตีของฝ่ายไทยได้สร้างความเสียหายแก่ปราสาทพระวิหาร รวมถึงอาคารอนุรักษ์ และสิ่งปลูกสร้างสำคัญอื่นๆ โดยระบุว่า “ขัดต่อหลักศีลธรรมและกฎหมายระหว่างประเทศ”

ต่อประเด็นดังกล่าว พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ชี้แจงว่า ประเทศไทยยึดมั่นใน อนุสัญญากรุงเฮก ค.ศ. 1954 ว่ากรณีความขัดแย้งทางอาวุธ ซึ่งกำหนดให้โบราณสถาน ต้องได้รับการคุ้มครอง และห้ามการโจมตีหรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหาย

แต่อย่างไรก็ดี อนุสัญญาฯ มีข้อยกเว้นที่ระบุไว้ชัดเจนหากมีการนำโบราณสถานไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางทหาร เช่น การตั้งฐานที่มั่น การควบคุมการปฏิบัติการ การเป็นจุดซุ่มยิง หรือใช้เป็นพื้นที่เตรียมการโจมตี พื้นที่ดังกล่าวอาจ สูญเสียความคุ้มครองในทางกฎหมายเป็นการชั่วคราว ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการทางทหาร

ดังนั้น เมื่อฝ่ายกัมพูชาตั้งใจใช้อาณาบริเวณโบราณสถานเป็นฐานปฏิบัติการทางทหาร รวมถึงใช้เป็นที่ตั้งระบบตรวจการณ์ และที่ตั้งระบบอาวุธยิงเพื่อใช้โจมตีต่อฝ่ายไทย   ทำให้พื้นที่ดังกล่าวจึงเข้าข่าย เป็นพื้นที่ที่ “สูญเสียความคุ้มครองชั่วคราว” ตามอนุสัญญากรุงเฮก ค.ศ. 1954

ซึ่งกรณีพื้นที่ปราสาทตาควาย และ พื้นที่ปราสาทพระวิหาร ถูกฝ่ายกัมพูชานำมาใช้ เพื่อการปฏิบัติการทางทหาร โดยใช้เป็นที่ตั้งระบบอาวุธยิง เป็นคลังเก็บกระสุนวัตถุระเบิด และทุ่นระเบิด สำหรับใช้โจมตีทำร้ายฝ่ายไทย ซึ่งมีหลักฐานเป็นภาพปรากฏให้เห็นอยู่ตามสื่อโซเชี่ยลได้ทั่วไป จึงควรเป็นฝ่ายกัมพูชาเองที่เป็นฝ่ายที่ทำผิดกฎหมายมนุษยธรรม และทำผิดกติกาสากลเอง รวมถึงเป็นฝ่ายที่ไม่เห็นคุณค่าในมรดกทางวัฒนธรรม  

ฝ่ายไทยจึงมีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะ ปกป้องภัยคุกคามเหล่านั้นได้ตามความเหมาะสมและได้สัดส่วน ตามหลักกติกาสากล เป็นไปตามความจำเป็นเนื่องจากจากฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้บีบบังคับ

ที่มา NBT Connext

ข่าวล่าสุด

ประชาธิปไตย “แพงขึ้น” ทุกครั้งที่เข้าคูหา “เลือกตั้ง” “ประชามติ” ใช้งบภาษีเกือบ 9,000 ล้าน 

การจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรควบคู่กับการออกเสียงประชามติในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงกระบวนการทางการเมืองตามปกติ หากแต่เป็น “การลงทุนของรัฐ” ที่ใช้เงินภาษีประชาชนในระดับสูงถึง 8,978,267,690 บาท

เหนือฟ้ายังมีฟ้า: เมื่อ Starlink เจอ “ของจริง” จากรัสเซีย-จีน ในสมรภูมิ อิหร่าน!

สงครามปี 2026 ไม่ได้สู้กันด้วยจำนวนรถถัง แต่สู้กันด้วย "คลื่นล่องหน" บนชั้นบรรยากาศ เมื่ออเมริกาพยายามใช้ Starlink เป็นไพ่ตายส่งเน็ตทะลวงการปิดกั้นสื่อในอิหร่าน เพื่อหนุนการประท้วงใหญ่หวังเดินเกมรุกแบบ Soft Power

โดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมตั้งองค์กรนานาชาติใหม่ชื่อ “บอร์ดสันติภาพ”

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศตั้งองค์กรนานาชาติใหม่ ประเทศต่างๆที่อยากมีสถานะถาวรใน "บอร์ดสันติภาพ" ต้องจ่ายเงินอุดหนุนอย่างน้อย 1,000 ล้านดอลลาร์ เชื่อตั้งขึ้นมาเพื่อทดแทนสหประชาชาติ

ในย่านเก่าแก่ของสิงคโปร์ กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเงียบ ๆ

การเปลี่ยนแปลงอย่างเงียบ ๆ ด้านความมั่นคงทางอาหารและความยั่งยืน ผ่านตู้ล็อกเกอร์อาหารเคลื่อนที่ที่บรรจุอาหาร และเป็นตู้ที่ควบคุมอุณหภูมิ โดยถูกติดตั้งไว้ตามจุดสาธารณะที่เข้าถึงได้ง่าย

ข่าวอื่นๆ

ในย่านเก่าแก่ของสิงคโปร์ กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเงียบ ๆ

การเปลี่ยนแปลงอย่างเงียบ ๆ ด้านความมั่นคงทางอาหารและความยั่งยืน ผ่านตู้ล็อกเกอร์อาหารเคลื่อนที่ที่บรรจุอาหาร และเป็นตู้ที่ควบคุมอุณหภูมิ โดยถูกติดตั้งไว้ตามจุดสาธารณะที่เข้าถึงได้ง่าย

ยอดดับประท้วงอิหร่านทะลุ 3,000 คน กรุงเตหะรานเริ่มสงบ

 มีรายงานว่า ผู้เสียชีวิตจากการประท้วงทั่วประเทศในอิหร่านมีจำนวนมากกว่า 3,000 คน ตามการเปิดเผยของนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนในวันที่ 17 ม.ค. 2569 ขณะที่สัญญาณการใช้งานอินเทอร์เน็ตภายในประเทศเริ่มกลับมาเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย หลังถูกตัดการเชื่อมต่อยาวนาน 8 วัน กลุ่ม HRANA  ตั้งอยู่ในสหรัฐฯ...

ลุ้นศาลฎีกาสหรัฐฯ นัดอ่านคำตัดสินมาตรการภาษีทรัมป์อังคารนี้

ถ้า'ใช้อำนาจเกินขอบเขต' ต้องคืนเงินแสนล้านดอลลาร์ Bloomberg รายงานว่า ศาลฎีกาสหรัฐฯ (US Supreme Court) กำหนดให้วันอังคารที่ 20 มกราคมเป็นวันอ่านคำวินิจฉัยนัดถัดไป ท่ามกลางการรอคอยทั่วโลกต่อคำตัดสินเกี่ยวกับมาตรการภาษีศุลกากรที่เป็นนโยบายหลักของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์   ตามธรรมเนียมปฏิบัติ ศาลไม่ได้ระบุว่าคำวินิจฉัยในคดีใดที่พร้อมจะเผยแพร่ โดยระบุเพียงว่าจะมีการอ่านคำตัดสินเมื่อคณะตุลาการขึ้นนั่งบัลลังก์ในเวลา...