หน้าแรกปกิณกะแถลงการณ์กลุ่ม “คนรักหลักประกันสุขภาพ”

แถลงการณ์กลุ่ม “คนรักหลักประกันสุขภาพ”

เผยแพร่

spot_img

เรื่อง ปกป้องหลักประกันสุขภาพของคนไทยจากการบิดเบือนข้อเท็จจริง และการทำลายความเชื่อมั่นของสังคม

หลักประกันสุขภาพ ไม่มีทางล้ม เพราะเป็นกฎหมายที่มีเจตนารมณ์เป็นหลักประกันด้านสุขภาพของประชาชนทุกคน

ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ “บัตรทอง” คือการประกันศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนไทยทุกคน ตลอด 20 ปีที่ผ่านมาระบบนี้ทำให้ประชาชนไม่ว่าจะยากดีมีจนสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลโดยไม่ต้องล้มละลาย นี่คือหนึ่งในนโยบายสาธารณะที่ลดความเหลื่อมล้ำได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย 

แต่ในช่วงที่ผ่านมาได้มีบุคคลบางกลุ่ม โดยเฉพาะนักการเมืองและสมาชิกวุฒิสภาบางรายออกมาให้ข้อมูลและวิพากษ์ระบบบัตรทองอย่างบิดเบือน กล่าวหาว่าสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จ่ายเงินล่าช้า บีบงบประมาณของโรงพยาบาล และเรียกเงินคืนจากโรงพยาบาล “มากถึง 33 เท่า” ซึ่งทั้งหมดนี้ เป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิง

 ระบบหลักประกันสุขภาพคือสิทธิของประชาชน ไม่ใช่ภาระของรัฐ

ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติไม่ใช่โครงการสงเคราะห์ แต่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน รัฐมีหน้าที่จัดให้ประชาชนได้รับการรักษาที่จำเป็นอย่างเท่าเทียม การดูแลคนป่วย คนพิการ คนชรา และผู้ยากไร้ คือการลงทุนในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่ภาระทางการคลังตามที่บางฝ่ายพยายามสร้างวาทกรรมบิดเบือน

อย่าบิดเบือนด้วยวาทกรรม “กำไร ขาดทุน” 

เพราะโรงพยาบาลคือหน่วยงานของรัฐ มีหน้าที่จัดบริการสาธารณะให้ประชาชน ใช้กระเป๋าเงินใบเดียวกันคือภาษีจากประชาชนทุกคน ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทั้ง 902 แห่งปัจจุบันมีทุนสำรองสุทธิกว่า 102,199 ล้านบาท และมีเพียง 58 แห่งที่มีทุนติดลบประมาณ 575.7 ล้านบาท การติดลบของโรงพยาบาลมีเหตุปัจจัยแต่ละแห่งไม่เหมือนกัน บางแห่งเป็นโรงพยาบาลขนาดเล็ก ประชากรน้อยเงินจัดสรรก็น้อยตาม บางแห่งก็อยู่ที่ระบบบริหารจัดการ และที่สำคัญบุคคลากรของโรงพยาบาลต่างก็ได้รับเงินเดือนที่แยกต่างหากจากเงินเหมาจ่ายค่ารักษาอยู่แล้ว เพื่อการันตีว่าทุกคนจะได้เงินเดือน

ในขณะที่สปสช.เป็นเพียงหน่วยงานที่ต้องนำงบประมาณที่ได้รับจากรัฐต่อปีมาบริหารจัดการตามวงเงินจำกัดที่ได้รับ โดยมีคณะกรรมการที่มาจากทุกส่วน ตัวแทนโรงพยาบาลรัฐและเอกชน ฝ่ายกระทรวงสาธารณสุข นักวิชาการ นักการเมือง และภาคประชาชน จะเป็นผู้ตัดสินใจร่วมกันว่าจะใช้จ่ายเงินแต่ละปีแบบไหน และใช้ในสิทธิประโยชน์ใดบ้าง หากเงินไม่พอคือหน้ารัฐบาลที่ต้องจัดสรรเงินเพิ่ม 

 ว่าด้วยการบิดเบือนข้อเท็จจริงเรื่อง “การตรวจสอบเวชระเบียน” (Audit)

การตรวจสอบเวชระเบียน หรือ Audit ของสปสช. เป็นกระบวนการตรวจสอบว่า ข้อมูลการเบิกจ่าย ตรงกับบริการที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่ มิใช่การ “ลงโทษ” หรือ “เรียกคืนเงิน” อย่างที่บางฝ่ายกล่าวอ้าง โดยสปสช.จะดำเนินการ สุ่มตรวจ 3% หรือไม่น้อยกว่า 300 เวชระเบียน เพื่อเปรียบเทียบกับบริการจริง หากพบว่าการบันทึกข้อมูลมีความคลาดเคลื่อน เช่น บันทึกมากกว่าที่ให้บริการจริง → จะให้ตัดส่วนเกินออก และคำนวณน้ำหนักสัมพัทธ์ (AdjRW) ใหม่ ทำให้ค่าชดเชยลดลง หรือบันทึกน้อยกว่าที่ให้บริการจริง → จะให้เพิ่มเติมข้อมูล และคำนวณน้ำหนักสัมพัทธ์ใหม่ ทำให้ได้รับค่าชดเชยเพิ่มขึ้นได้ ดังนั้น ผลของการตรวจสอบจะมีทั้งการปรับเพิ่มและปรับลด เพื่อให้การจ่ายเงินสะท้อนบริการจริง ไม่ใช่การ “เรียกเงินคืนเข้ากองทุน” แต่อย่างใด การตรวจสอบความถูกต้องในการเบิกจ่ายในลักษณะนี้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมของการเบิกจ่าย ซึ่งมีการดำเนินการเช่นเดียวกันในระดับสากล 

เงินที่ได้จากการตรวจสอบ สปสช.จะไม่หักเงินกลับเข้ากองทุนกลาง แต่จะปรับการจ่ายภายในแต่ละเขตสุขภาพ

ให้โรงพยาบาลที่ทำได้อย่างมีคุณภาพและบันทึกข้อมูลถูกต้องได้รับเงินเพิ่ม ส่วนโรงพยาบาลที่มีข้อมูลคลาดเคลื่อนจะถูกปรับลดตามสัดส่วนจริง นี่คือกลไกเพื่อให้ “การจ่ายเงินเป็นธรรม และสะท้อนผลงานบริการที่แท้จริง” ภายใต้ข้อจำกัดของงบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรรายปี

 การขยายผล 3% ไม่ใช่การ “เรียกคืน 33 เท่า”

การสุ่มตรวจ 3% เป็นเพียง “ตัวอย่าง” เพื่อหาความคลาดเคลื่อนของข้อมูล หากพบว่าความคลาดเคลื่อนเกิน 3% สปสช.จะนำ “อัตราความคลาดเคลื่อน” นั้น ไปปรับในเวชระเบียนส่วนที่เหลือ 97% เพื่อสะท้อนความถูกต้องในภาพรวม เช่น หากพบว่า AdjRW สูงเกินจริงเฉลี่ย 5% สปสช.จะปรับลดน้ำหนักในส่วนที่เหลือลง 5% เท่านั้น ไม่ใช่การคูณ “33 เท่า” หรือเรียกคืนเงินทั้งหมดอย่างที่มีการกล่าวอ้าง การพูดว่า “เรียกคืน 33 เท่า” จึงผิดทั้งทางคณิตศาสตร์และหลักการตรวจสอบเพราะสปสช.ไม่ได้หักเงินคืนเข้ากองทุน แต่ปรับ “ให้ตรงกับบริการจริง”เพื่อความเป็นธรรมระหว่างโรงพยาบาลในแต่ละเขต และเพื่อคงไว้ซึ่งคุณภาพบริการต่อประชาชน

เป็นที่น่าสังเกตว่า เมื่อมีการตรวจพบความคลาดเคลื่อนในการเบิกจ่าย ซึ่งมีความเสียหายต่องบประมาณของระบบ และมีการเสนอให้ตรวจส่วนที่เหลือ 97% กลับได้รับการต่อต้านจากคนบางกลุ่ม บางหน่วยบริการ ที่ไม่ต้องการให้มีการตรวจสอบ ทั้งๆที่สิ่งนี้เป็นการพิสูจน์ความโปร่งใสขององค์กรภาครัฐที่ต้องพึงกระทำ

การให้ข้อมูลบิดเบือนทำร้ายประชาชนโดยตรง

เมื่อผู้มีอำนาจทางการเมืองออกมาให้ข้อมูลโดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ผลที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงความเข้าใจผิดในสังคมแต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบที่ปกป้องชีวิตคนไทยมานับสิบปี เป็นความพยายามสาดสีให้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกลายเป็นจำเลยของสังคม ทั้งยังส่งผลให้คนไข้บางรายอาจลังเลที่จะเข้ารับการรักษาเพราะกลัวว่าสิทธิ์จะถูกลด หรือต้องจ่ายเงินเพิ่ม ขณะที่บุคลากรทางการแพทย์ต้องเผชิญความไม่ไว้วางใจ ทั้งที่พวกเขาทำงานเพื่อประชาชนทุกวัน

 ขอให้ผู้มีอำนาจและสื่อมวลชนมีความรับผิดชอบต่อคำพูด

กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพขอเรียกร้องให้ทุกฝ่าย โดยเฉพาะนักการเมือง สมาชิกวุฒิสภา และสื่อมวลชน

ตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้านก่อนแถลงหรือให้ข่าว การพูดโดยปราศจากข้อเท็จจริง คือการบั่นทอนศรัทธาของประชาชนต่อระบบที่ช่วยชีวิตคนไทยกว่า 48 ล้านคน เรายินดีเปิดเผยข้อมูลทุกประการเพื่อให้สังคมเข้าใจความจริง

แต่จะไม่ยอมให้การบิดเบือนหรือผลประโยชน์ทางการเมืองมาทำลายสิทธิการรักษาของประชาชน

“ระบบหลักประกันสุขภาพ คือสิทธิของประชาชน ไม่ใช่เครื่องมือทางการเมือง”

กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ

วันที่ 22 ตุลาคม 2568

ข่าวล่าสุด

วันนี้    “วิสาขบูชาสากลโลก”  2569  พลวัตแห่งศรัทธาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

ท่ามกลางกระแสธารแห่งความเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 ซึ่งประชาคมโลกต้องเผชิญกับความท้าทายเชิงภูมิรัฐศาสตร์อันสลับซับซ้อนและวิถีทุนนิยมที่เร่งรัด วันวิสาขบูชา ประจำปีพุทธศักราช 2569 ยิ่งทวีความสำคัญในฐานะหมุดหมายเชิงอุดมการณ์ที่เตือนใจให้มนุษยชาติหันกลับมาพิจารณาถึงความสงบภายในอันเป็นรากฐานสำคัญของสันติภาพที่แท้จริง

“A Spectacular Convergence of Faith and Culture: Wat Sarod Celebrates New Preceptor”

"Bangkok’s historic Wat Sarod, located in the Rat Burana District, is set to host an extraordinary cultural and religious milestone on May 30, 2026.

โปรดเกล้าฯ ให้ผู้นำเวียตนาม เข้าเฝ้าฯ  มุ่งเจรจาการค้าพลิกฟื้น…เสถียรภาพอินโดจีน

ในวโรกาสอันเป็นนิมิตหมายอันดีนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายโต เลิม และคณะผู้แทนเวียดนาม เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

หรือ…ตราชั่งชำรุดที่จุดเริ่มต้น ?  เมื่อศาลตัดสินจำคุกอดีต ประธาน ปปช.กับพวก

วานนี้ คำพิพากษาของศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลางที่สั่งจำคุกอดีตประธาน ปปช. และกรรมการ กรณีปกปิดข้อความเอกสารคดีนาฬิกาหรู แม้จะเป็นเพียงเสี้ยวแรกของกระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลต้นที่ยังไม่ถึงที่สุด

ข่าวอื่นๆ

รู้หรือไม่ อเมริกาเคยมีเมืองหลวงมาแล้วทั้งหมด 9 แห่ง 

ฟิลาเดลเฟีย (Philadelphia) รัฐเพนซิลเวเนีย เมืองหลวงแห่งแรกของสหรัฐอเมริกาไม่เป็นทางการแต่เป็นที่ยอมรับในวงกว้างและเป็นเมืองหลวงหลักหลายครั้งตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1774-1800

“เรือนเสมือนญาติ” วัดอมรินทราราม เมื่อ “วัด” จับมือ “โรงพยาบาล” ให้ที่พักผู้ป่วยยากไร้

“เรือนเสมือนญาติ” สถานที่พักของผู้ป่วยยากไร้ จากความร่วมมือของ “วัดอมรินทราราม” และ “รพ.ศิริราช” จัด “ที่พักฉุกเฉิน” ระหว่างเข้ารับการรักษา

4 ทายาทตระกูล “สมิตะมาน” แสดงเจตนำนงบริจาคที่ดินใจกลางเมืองวารินชำราบ จ.อุบลราชธานี กว่า 66 ไร่

4 ทายาทตระกูล "สมิตะมาน" แสดงเจตนำนงบริจาคที่ดินใจกลางเมืองวารินชำราบ จ.อุบลราชธานี กว่า 66 ไร่ มูลค่า 1,000 ล้านบาท