หน้าแรกปกิณกะโลกสมควรต้องขอบคุณเขา 

โลกสมควรต้องขอบคุณเขา 

เผยแพร่

spot_img

ลูกสาวของเขาตื่นขึ้นมาเพราะป่วยตอนเที่ยงคืน เขาจึงใช้ไม้สำลีป้ายคอลูกสาว แล้วขับรถไปที่ห้องแล็บเพื่อเก็บตัวอย่างไวรัสและแช่แข็งไว้ ​​ตัวอย่างนั้นกลายเป็นวัคซีนที่ยังคงช่วยชีวิตผู้คนถึงแปดล้านคนทุกปีจนถึงทุกวันนี้

เสียงร้องไห้ของลูกสาวปลุกเขาขึ้นกลางดึกหลังเที่ยงคืนไม่นาน

กรามของเด็กน้อยบวมเป่ง ลำคอแสบร้อน

เธอเป็นคางทูม

พ่อคนอื่นอาจเพียงปลอบลูกให้กลับไปนอน ใช้ผ้าเย็นเช็ดหน้าผาก แล้วรอให้ถึงเช้า

แต่ มอริซ ฮิลเลแมน (Maurice Hilleman) กลับสวมเสื้อโค้ต ขับรถออกไปยังห้องปฏิบัติการ ก่อนจะกลับมาพร้อมสำลีก้านปลอดเชื้อ

เขาค่อยๆ ป้ายมันที่ลำคอของลูกสาวอย่างแผ่วเบา ใส่หลอดทดลอง ปิดผนึก แล้วขับรถกลับไปที่แล็บอีกครั้ง

ตัวอย่างนั้นถูกนำไปแช่แข็ง

บนฉลาก เขาเขียนชื่อเธอไว้ว่า

“เจอริล ลินน์”

แล้วเขาก็กลับไปทำงานต่อ

มอริซ ฮิลเลแมน เกิดในปี ค.ศ. 1919 บนฟาร์มใกล้เมืองไมลส์ซิตี รัฐมอนแทนา ดินแดนราบกว้างที่ทั้งโหดร้ายและไม่ปรานีต่อชีวิต

น้องสาวฝาแฝดของเขาเสียชีวิตตั้งแต่แรกเกิด

มารดาเสียชีวิตตามไปในอีกสองวัน

เขาเติบโตขึ้นภายใต้การเลี้ยงดูของลุงและป้า ในบ้านไม้ที่ให้ความอบอุ่นด้วยเตาฟืน ท่ามกลางฤดูหนาวอันยาวนาน และทุ่งหญ้าที่ไม่เคยปรานีคนเจ็บป่วย

ในวัยเด็ก เขาเห็นโรคคอตีบแพร่ระบาดในโรงเรียน

เห็นเด็กๆ ค่อยๆ ขาดอากาศหายใจต่อหน้าต่อตา

หมอในท้องถิ่นมีเพียงผ้าประคบเย็น เหล้า และความพยายามที่ไม่อาจช่วยชีวิตใครได้

เขาเห็นครอบครัวนั่งนิ่งอยู่ข้างเตียงคนป่วย มือวางอยู่บนตัก อย่างไร้ทางเลือก

และที่นั่นเอง ในบ้านไร่หลังเล็กๆ แห่งนั้น

เขาตัดสินใจว่า ชีวิตของเขาจะต้องค้นหาว่า “กลไกของโรค” คืออะไร และมันจะถูกหยุดได้อย่างไร

เขาได้รับทุนการศึกษา

เข้าเรียนด้านจุลชีววิทยาที่มหาวิทยาลัยชิคาโก

ต่อมาเข้าทำงานที่สถาบันวิจัยกองทัพวอลเตอร์รีด

ทำงานด้วยความเข้มงวดแบบคนที่รู้ดีว่า “วันที่ไม่มีคำตอบ” มันหมายถึงอะไร

เดือนเมษายน ค.ศ. 1957

ข่าวสั้นๆ ในหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับไข้หวัดใหญ่ระบาดในฮ่องกง สะดุดใจเขาอย่างประหลาด

เขาขอตัวอย่างเชื้อจากผู้ป่วยในญี่ปุ่น

นำมาวิเคราะห์และเปรียบเทียบกับภูมิคุ้มกันของชาวอเมริกัน

ข้อสรุปของเขาชัดเจน

คนอเมริกันไม่มีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสชนิดนี้เลย

ทั้งประเทศกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง

เขาคำนวณเส้นทางการเดินเรือ

ดูปฏิทินการเดินทาง

และบอกผู้บังคับบัญชาว่า โรคระบาดจะมาถึงแผ่นดินอเมริกาในสัปดาห์แรกของเดือนกันยายน ค.ศ. 1957

คำตอบที่ได้คือ

เขาคิดมากเกินไป

แต่เขาไม่หยุด

เขาข้ามขั้นตอนราชการทั้งหมด

ติดต่อบริษัทผลิตยารายใหญ่ 6 แห่งโดยตรง

ส่งตัวอย่างไวรัสแช่แข็งไปให้

พร้อมคำแนะนำให้หยุดการผลิตเดิม และเริ่มพัฒนาวัคซีนทันที

เขายังโทรหาฟาร์มไก่

ขอให้พวกเขาอย่าฆ่าไก่พ่อพันธุ์

เพราะวัคซีนจะต้องใช้ “ไข่ที่มีการปฏิสนธิ” หลายล้านฟองในการเพาะเชื้อ

บริษัทเหล่านั้นยอมเสี่ยง โดยไม่มีคำสั่งจากรัฐบาล

และทุกอย่างก็เกิดขึ้นตามที่เขาคาด

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอเชียเดินทางถึงอเมริกาในต้นเดือนกันยายน ค.ศ. 1957

ขณะนั้น วัคซีนกว่า 40 ล้านโดสกำลังถูกส่งไปยังโรงพยาบาลทั่วประเทศ

แม้จะมีผู้เสียชีวิตประมาณ 70,000 คน

แต่นักสาธารณสุขเชื่อว่า หากไม่มีการเตรียมการล่วงหน้า ความสูญเสียอาจรุนแรงเทียบเท่าการระบาดใหญ่ในปี ค.ศ. 1918

เขาไม่ได้ฉลอง

เพียงย้ายไปห้องแล็บใหม่

แล้วเริ่มต้นกับ “ตัวอย่างเชื้อ” อีกครั้ง

กลับมาที่คืนหนึ่งในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1963

เชื้อคางทูมของเจอริล ลินน์ ยังคงถูกเก็บอยู่ในตู้แช่แข็ง

การสร้างวัคซีนจากไวรัสมีชีวิต ต้องทำให้มันอ่อนแอลง

โดยเพาะเลี้ยงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ให้มันปรับตัวจนไม่ก่อโรค แต่ยังคงกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้

ฮิลเลแมนทำซ้ำกระบวนการนี้กับเซลล์ตัวอ่อนไก่

ครั้งแล้วครั้งเล่า

จนถึงครั้งที่ 17

ไวรัสอ่อนกำลังลงในระดับที่เหมาะสม

เขาต้องทดลองในมนุษย์

และเขาเลือก…ลูกสาวอีกคนของตัวเอง

เขาฉีดวัคซีนทดลองให้กับเคียร์สเตน

เด็กน้อยไม่ป่วย

แต่ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้อย่างสมบูรณ์

วัคซีนคางทูมได้รับการรับรองในปี ค.ศ. 1967

และกลายเป็นมาตรฐานของโลก

จนถึงวันนี้

วัคซีนรวม MMR ที่เด็กทั่วโลกได้รับ

ยังคงใช้สายพันธุ์ “เจอริล ลินน์”

ชื่อของเด็กหญิงคนนั้น

ที่เคยตื่นขึ้นมาร้องไห้ในคืนหนึ่ง

โดยไม่รู้เลยว่า พ่อของเธอกำลังจะเปลี่ยนโลก

แต่นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชีวิตเขา

มอริซ ฮิลเลแมน พัฒนาวัคซีนสำหรับ

หัด หัดเยอรมัน อีสุกอีใส ไวรัสตับอักเสบเอ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และปอดบวม

เขายังสร้างวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี

ซึ่งเป็นวัคซีนตัวแรกในประวัติศาสตร์ที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถ “ป้องกันมะเร็ง” ได้

ตลอดชีวิตการทำงาน เขาพัฒนาวัคซีนมากกว่า 40 ชนิด

และในวัคซีนพื้นฐาน 14 ชนิดสำหรับเด็กในปัจจุบัน

มีถึง 8 ชนิดที่มีต้นกำเนิดจากงานของเขา

เขาเป็นคนพูดตรง

ทำงานด้วยวินัยแบบทหาร

บนโต๊ะทำงานมีหัวมนุษย์จำลองขนาดเล็กวางอยู่

และมักบอกนักวิจัยใหม่ว่า

นั่นคือ “อดีตผู้ช่วยที่ติดฉลากผิด”

เขามักเตือนคนที่บ่นเรื่องทำงานวันละ 14 ชั่วโมงว่า

ไวรัสไม่เคยหยุดพักในวันหยุด

ตลอดชีวิต เขาได้รับเงินเดือนแบบนักวิทยาศาสตร์ทั่วไป

สิทธิบัตรเป็นของบริษัท ไม่ใช่ของเขา

เขาแทบไม่ให้สัมภาษณ์

ไม่จ้างนักประชาสัมพันธ์

และไม่เคยใส่ชื่อของตัวเองลงบนขวดวัคซีน

เขาเพียงแค่ใส่ “วิธีรักษา” ลงไปในนั้น

มอริซ ฮิลเลแมน เสียชีวิตในปี ค.ศ. 2005 ด้วยวัย 85 ปี

หลุมศพของเขาเรียบง่าย อยู่ในสุสานแห่งหนึ่งในรัฐเพนซิลเวเนีย

ไม่มีอนุสาวรีย์ใหญ่

ไม่มีชื่อในตำราเรียนส่วนใหญ่

โลกมักจดจำนักการเมือง นายพล หรือผู้ประดิษฐ์สิ่งของที่จับต้องได้

แต่กลับลืมชายคนหนึ่ง

ที่ทำให้โรคบางโรค “หายไปจากความกลัวของมนุษย์” อย่างสิ้นเชิง

เจาะเวลาหาอดีต 

อ้างอิง This Day in History

ข่าวล่าสุด

ผวจ.สุราษฎร์ฯย้ำพร้อมลงดาบ นอมินี ต่างชาติประกอบกิจการผิดกฎหมายแหล่งท่องเที่ยวหมู่เกาะ

มาตรการของจังหวัดสุราษฎร์ธานีบนเกาะพะงันและเกาะสมุย ทำทุกเชื้อชาติ ไม่ว่าจะเป็นชาติไหนรวมทั้งคนไทยที่ทำผิดกฎหมาย เราก็จะดำเนินการตามอำนาจหน้าที่

รวบชาวจีนขับรถคว่ำ ค้นเจอปืนและกระสุนปืนสงคราม 

เกิดเหตุรถเก๋งพลิกคว่ำเขตนาจอมเทียน โดยมีชาวต่างชาติเป็นผู้ขับรถ ตรวจสอบบัตร ทราบชื่อ นายหมิงเฉิน อายุ 31 ปี ถือพาสปอร์ตจีน และมีบัตรประจำตัวสีชมพู และ ผู้หญิงอีก 1 คน ในรถ อายุ 33 ปี สัญชาติไต้หวัน จากการตรวจค้นในรถพบอาวุธสงคราม

อนุทิน-ฮุน มาเนต-มากอส กับการทูตที่ “เซบู”  เดิมพันความสงบในในอ้อมกอดอาเซียน ?

การแถลงร่วมกันครั้งนี้ไม่เพียงแค่เป็นการรักษาหน้าตามมารยาททางการทูต แต่คือความพยายาม “รีเซ็ต” ความสัมพันธ์ที่กำลังจะเข้าสู่ภาวะทางตัน

เรื่องสั้น     “ตุ๊กตา”

บนโต๊ะไม้เนื้อเก่ากลางห้องนั่งเล่น ร่างพลาสติกซีดเซียวของมันไม่ได้โดดเด่นอะไรนักหากมองเผินๆ แต่เมื่อใดที่สายตาของผมปะทะเข้ากับดวงตาคู่นั้น… !

ข่าวอื่นๆ

รู้หรือไม่ อเมริกาเคยมีเมืองหลวงมาแล้วทั้งหมด 9 แห่ง 

ฟิลาเดลเฟีย (Philadelphia) รัฐเพนซิลเวเนีย เมืองหลวงแห่งแรกของสหรัฐอเมริกาไม่เป็นทางการแต่เป็นที่ยอมรับในวงกว้างและเป็นเมืองหลวงหลักหลายครั้งตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1774-1800

“เรือนเสมือนญาติ” วัดอมรินทราราม เมื่อ “วัด” จับมือ “โรงพยาบาล” ให้ที่พักผู้ป่วยยากไร้

“เรือนเสมือนญาติ” สถานที่พักของผู้ป่วยยากไร้ จากความร่วมมือของ “วัดอมรินทราราม” และ “รพ.ศิริราช” จัด “ที่พักฉุกเฉิน” ระหว่างเข้ารับการรักษา

4 ทายาทตระกูล “สมิตะมาน” แสดงเจตนำนงบริจาคที่ดินใจกลางเมืองวารินชำราบ จ.อุบลราชธานี กว่า 66 ไร่

4 ทายาทตระกูล "สมิตะมาน" แสดงเจตนำนงบริจาคที่ดินใจกลางเมืองวารินชำราบ จ.อุบลราชธานี กว่า 66 ไร่ มูลค่า 1,000 ล้านบาท