หน้าแรกวัฒนธรรม ชีวิตครบรอบ 120 ปี ชาตกาล พุทธทาสภิกขุ

ครบรอบ 120 ปี ชาตกาล พุทธทาสภิกขุ

เผยแพร่

spot_img

27 พฤษภาคม 2569

วันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เป็นวาระอันประเสริฐและทรงความหมายยิ่งสำหรับพระพุทธศาสนาและสังคมโลก เนื่องในโอกาสครบรอบ 120 ปี วันชาตกาล ของ พระธรรมโกศาจารย์ หรือ พุทธทาสภิกขุ พระมหาเถระผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคสมัย ผู้เปล่งแสงธรรมส่องสว่างดวงจิตของผู้คนหลายล้านทั่วโลก ด้วยถ้อยคำที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้งถึงรากแห่งทุกข์ และชี้แสงสว่างแห่งหนทางดับทุกข์ได้อย่างแท้จริง

“พุทธทาสภิกขุ” มีนามเดิมว่า เงื่อม พานิช ฉายา อินฺทปญฺโญ เกิดเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2449 ณ อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่ออายุ 20 ปี ท่านได้อุปสมบทในพระพุทธศาสนา และจากการบวชที่เริ่มต้นเพียงตามประเพณี กลับกลายเป็นการมอบทั้งชีวิต ลมหายใจ และปณิธานทั้งมวลให้แก่พระธรรมอย่างสมบูรณ์ ท่านศึกษาทั้งปริยัติและปฏิบัติอย่างจริงจัง จนค้นพบความจริงอันลึกซึ้งว่า แก่นแท้ของธรรมะมิได้อยู่ในพิธีรีตอง ความเชื่ออันฟุ้งเฟ้อ หรือการยึดติดในรูปแบบ หากอยู่ที่การเข้าใจชีวิตตามความเป็นจริง และการดับความยึดมั่นถือมั่นใน “ตัวกู – ของกู” อันเป็นรากเง้าแห่งทุกข์ทั้งปวง

ในปี พ.ศ. 2475 พุทธทาสภิกขุ ได้ก่อตั้ง “สวนโมกขพลาราม” ขึ้น ณ วัดร้างตระพังจิก ตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ก่อนจะย้ายมายังที่ตั้งปัจจุบัน คือ วัดธารน้ำไหล หรือ สวนโมกข์ อำเภอไชยา สถานที่แห่งนี้มิได้เป็นเพียงวัดหรือสำนักปฏิบัติธรรมสามัญ หากเป็น “รมณียสถานแห่งการตื่นรู้” เป็นสวนป่าแห่งความหลุดพ้น เป็นห้องเรียนธรรมชาติที่ต้นไม้ ก้อนหิน สายลม และความเงียบ ล้วนร่วมแสดงธรรมแก่ผู้มีใจน้อมฟัง ชื่อ “สวนโมกขพลาราม” มีความหมายงดงามลึกซึ้งยิ่ง คือ “สวนป่าอันเป็นกำลังแห่งความหลุดพ้น” สะท้อนปณิธานทั้งชีวิตของท่านอย่างแจ่มชัด นั่นคือการทำให้พระพุทธศาสนากลับมาทำหน้าที่อันแท้จริง คือช่วยให้มนุษย์พ้นจากความทุกข์ มิใช่เพียงนับถือศาสนาในนาม

ผลงานของ พุทธทาสภิกขุ มีคุณูปการอย่างมหาศาลต่อพระพุทธศาสนาไทยและพระพุทธศาสนาโลก ท่านเป็นพระภิกษุผู้กล้านำพุทธธรรมกลับคืนสู่แก่นแท้ อธิบายธรรมะด้วยภาษาร่วมสมัยที่เปี่ยมพลัง ทำให้เรื่องลึกซึ้งอย่าง อนัตตา สุญญตา อิทัปปัจจยตา นิพพาน และ การไม่ยึดมั่นถือมั่น กลายเป็นเรื่องที่คนธรรมดาสามารถเข้าใจและนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ท่านมิได้สอนธรรมะเพื่อให้คนหลบหนีโลก แต่สอนให้คนอยู่ในโลกโดยไม่ถูกโลกครอบงำ ทำหน้าที่อย่างถูกต้อง มีสติ มีปัญญา และมีหัวใจที่เป็นอิสระ

ถ้อยคำสำคัญที่ผู้คนจดจำจากท่านไม่เสื่อมคลาย อาทิ “ตัวกู – ของกู” “ธรรมะคือหน้าที่” “นิพพานในชีวิตประจำวัน” และ “การทำงานคือการปฏิบัติธรรม” มิใช่เพียงวาทะงดงาม หากเป็นกุญแจที่เปิดประตูให้ผู้คนจำนวนมากหันกลับมามองตนเอง เห็นรากของความทุกข์ และเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงจากภายใน ท่านทำให้ธรรมะมิใช่สิ่งไกลตัว มิใช่เรื่องของวัดเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของลมหายใจ การงาน ครอบครัว สังคม และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับโลกทั้งปวง

มรดกปัญญาอันยิ่งใหญ่ หนังสือชุด “ธรรมโฆษณ์”

ในบรรดาผลงานทั้งมวลของ พุทธทาสภิกขุ ไม่มีสิ่งใดสะท้อนความยิ่งใหญ่และความห่วงใยต่อการสืบทอดพระธรรมได้เท่ากับหนังสือชุด “ธรรมโฆษณ์” อนุสาวรีย์ทางปัญญาอันยิ่งใหญ่ที่ท่านได้มอบไว้แก่โลก

ท่านพุทธทาสภิกขุได้เคยกล่าวถึงที่มาของชุดหนังสืออันล้ำค่านี้ไว้ด้วยความห่วงใยอย่างจริงใจว่า “ธรรมะที่เราพูดไปมากต่อมากแล้ว มันจะสูญหายเสียหมด ที่พิมพ์กันเป็นเล่มเล็กๆ หรือที่อื่นเอาไปพิมพ์ มันก็กระจัดกระจาย ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน จึงพยายามทำขึ้นให้เป็นชุดๆ เป็นชุดสมบูรณ์… เมื่อคิดว่าจะพิมพ์เป็นหนังสือเล่มใหญ่ขึ้นมา ก็คิดว่าใช้ชื่อ ธรรมโฆษณ์ มันง่ายดี ความหมายก็ดี” ถ้อยคำเหล่านี้เผยให้เห็นหัวใจของนักปราชญ์ผู้มองการณ์ไกล ผู้ไม่ยอมให้แสงธรรมดับสูญไปกับกาลเวลา

โครงการหนังสือชุดธรรมโฆษณ์เริ่มดำเนินการเมื่อปี พ.ศ. 2515 โดยจัดแบ่งเป็น 5 หมวด ได้แก่ 

หมวดที่หนึ่ง คือ ชุด“จากพระโอษฐ์” รวบรวมพระพุทธพจน์ที่คัดสรรและถ่ายทอดจากพระไตรปิฎก อาทิ อริยสัจจากพระโอษฐ์ ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ และพุทธประวัติจากพระโอษฐ์ อันเป็นการนำพุทธวจนะอันบริสุทธิ์มาแสดงไว้ให้คงทนถาวร 

หมวดที่สอง คือ ชุดปกรณ์พิเศษ คำอธิบายข้อธรรมะที่เป็นหลักวิชาและหลักปฏิบัติอย่างสมบูรณ์ 

หมวดที่สาม คือ ชุดชุมนุมธรรมเทศนา บรรจุเทศนาตามเทศกาลสำคัญต่างๆ 

หมวดที่สี่ คือ ชุดชุมนุมธรรมบรรยาย การบรรยายในรูปปาฐกถาอย่างละเอียด และ

หมวดที่ห้า คือชุดเบ็ดเตล็ดที่ช่วยให้เห็นพุทธทาสภิกขุในมิติหลากหลาย

โครงสร้าง 5 หมวดนี้ทำให้ธรรมโฆษณ์มิใช่เพียง “หนังสือธรรมะหลายเล่ม” แต่เป็นระบบความรู้ขนาดใหญ่ มีทั้งระดับพระพุทธพจน์ ระดับคำอธิบายหลักธรรม ระดับเทศนา ระดับบรรยายสังคม และมีโครงการทั้งสิ้น 100 เล่ม ธรรมโฆษณ์จึงเป็นทั้งหนังสือ เป็นจดหมายเหตุ เป็นตำรา เป็นฐานข้อมูล และเป็นพินัยกรรมทางปัญญาของพุทธทาสในคราวเดียวกัน 

น่าอัศจรรย์ยิ่งนักว่า เนื้อหาหลายเล่มถอดจากเทปธรรมบรรยาย “ทุกคำพูด” โดยไม่ต่อเติมหรือตัดคำออก เพื่อรักษาความบริสุทธิ์และชีวิตชีวาของถ้อยธรรมที่ท่านเปล่งออกมาด้วยใจอันเปี่ยมด้วยมหากรุณา ให้คงอยู่อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ในทุกอักษร ทุกคำ ดุจดังรักษาลมหายใจของท่านไว้มิให้ดับสูญ หนังสือชุดธรรมโฆษณ์จึงมิใช่เพียงสิ่งพิมพ์ แต่คือ “มหาสมบัติทางธรรมที่มีชีวิต” ซึ่งจะนำแสงสว่างแห่งปัญญาส่งต่อไปยังชนรุ่นหลังอีกนับชั่วอายุคน

เกียรติยศสูงสุดจากนานาชาติ 

ยูเนสโกประกาศยกย่อง“บุคคลสำคัญของโลก”

คุณูปการอันมหาศาลของพุทธทาสภิกขุมิได้รับการยอมรับเพียงในผืนแผ่นดินไทยเท่านั้น หากยังกระฉ่อนไปทั่วโลกจนทำให้นานาอารยประเทศต่างยอมรับในความยิ่งใหญ่ของท่าน

องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) ได้มีมติประกาศยกย่อง พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม อินฺทปญฺโญ) หรือ พุทธทาสภิกขุ ให้เป็น “บุคคลสำคัญของโลก (World’s Great Personality)” ในที่ประชุมสมัยสามัญขององค์การฯ ซึ่งประชุมที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส มีมติเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2548 พร้อมทั้งบันทึกการเฉลิมฉลองครั้งนี้ไว้เป็นเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของยูเนสโก ประจำปี 2549-2550 ด้วย

ในการประชุมครั้งนั้น มีบุคคลและสถาบันได้รับการยกย่องจากยูเนสโก เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบปีต่างๆ ระหว่างปี 2549-2550 รวม 63 ท่านและสถาบัน และพุทธทาสภิกขุเป็นหนึ่งในบุคคลเหล่านั้น ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้ที่ฝากรอยประทับอันยิ่งใหญ่ไว้บนหน้าประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

การยกย่องดังกล่าวมีขึ้นในวาระที่ท่านพุทธทาสภิกขุจะมีชาตกาลครบ 100 ปี ในวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 และมีเหตุผลสำคัญมาจากการที่ท่านได้อุทิศชีวิตทั้งมวลเพื่อส่งเสริมสันติภาพ ความเข้าใจระหว่างศาสนา และการเผยแผ่ปัญญาธรรมอันเป็นสากลให้ก้าวข้ามพรมแดนของชาติ ภาษา วัฒนธรรม และลัทธิความเชื่อ มติของยูเนสโกในครั้งนั้นจึงมิใช่เพียงการมอบรางวัลแก่บุคคลหนึ่ง หากเป็นการที่อารยประเทศทั่วโลกยืนยันพร้อมกันว่า แสงธรรมที่พุทธทาสภิกขุจุดขึ้นนั้น สว่างไสวเพียงพอที่จะนำทางมนุษยชาติทั้งมวลออกจากห้วงแห่งความทุกข์

นอกจากการเทศนา การประพันธ์หนังสือ และการจัดทำชุดธรรมโฆษณ์อันมหาศาลแล้ว ท่านยังสร้างมรดกทางปัญญาอันยิ่งใหญ่ผ่านการบรรยายธรรม การแปลความหมายพระไตรปิฎกให้เข้ากับชีวิตร่วมสมัย การส่งเสริมการภาวนาอย่างเรียบง่าย และการเปิดพื้นที่ให้ผู้คนจากหลากหลายศาสนา วัฒนธรรม และภาษา ได้มาศึกษาความจริงร่วมกัน สวนโมกข์จึงกลายเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ธรรมะที่ก้าวข้ามพรมแดนทุกประการ

พุทธทาสภิกขุดำรงตนสมถะ เรียบง่าย และมั่นคงในธรรมอย่างน่าอัศจรรย์ใจยิ่ง ท่านใช้ชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติ ฉันง่าย อยู่ง่าย ทำงานหนัก และอุทิศตนเพื่อพระธรรมอย่างต่อเนื่องยาวนานจนวาระสุดท้ายแห่งชีวิต ชีวิตของท่านจึงเป็นธรรมเทศนาที่ไม่ต้องเอ่ยถ้อยคำมากนัก เพราะทุกก้าวที่ย่างดิน ทุกงานเขียนที่บันทึก ทุกเสียงบรรยายที่เปล่งออกมา และทุกลมหายใจของท่าน ล้วนเป็นพยานอันประเสริฐแห่งความเป็น “ทาสของพระพุทธเจ้า” อย่างแท้จริง บริสุทธิ์ บริบูรณ์ และไม่มีวันเสื่อมสลาย

แม้พุทธทาสภิกขุจะมรณภาพเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2536 แต่ธรรมะที่ท่านฝากไว้มิได้ดับไปพร้อมกายสังขาร กลับยิ่งปรากฏชัดเจนและเร่งด่วนขึ้นในยุคที่ผู้คนเผชิญความเร่งรีบ วัตถุนิยม ความสับสน และความทุกข์ทางใจ คำสอนของท่านยังคงเรียกให้มนุษย์กลับมาสู่ความเรียบง่าย กลับมาสู่สติ กลับมาสู่ธรรมะ และกลับมาสู่ความจริงว่า การปล่อยวางมิใช่ความพ่ายแพ้ แต่คืออิสรภาพอันประเสริฐสูงสุดของชีวิต

ในวาระครบรอบ 120 ปี วันชาตกาลพุทธทาสภิกขุ วาระนี้จึงมิใช่เพียงการรำลึกถึงวันเกิดของพระมหาเถระรูปหนึ่งเท่านั้น หากเป็นโอกาสอันประเสริฐที่เราทั้งหลายจะได้หันกลับมาถามตนเองอย่างตรงไปตรงมาว่า เราได้เข้าใกล้หัวใจของพระพุทธศาสนาเพียงใด เราได้ลดละ “ตัวกู – ของกู” ลงบ้างหรือไม่ และเราได้ใช้ชีวิตอันมีค่านี้เพื่อประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น และประโยชน์แห่งธรรมเพียงใด

ขอน้อมรำลึกในคุณูปการอันยิ่งใหญ่ไพศาลของพุทธทาสภิกขุ ผู้เป็นแสงประทีปแห่งธรรมที่มิรู้ดับ ผู้ทำให้พระพุทธศาสนากลับมามีชีวิตในหัวใจของผู้คนทั้งในไทยและทั่วโลก และผู้ฝากมรดกอันประเสริฐสุดประมาณมิได้ไว้แก่มนุษยชาติว่า

เมื่อใดที่มนุษย์เข้าใจธรรมะ เมื่อนั้นชีวิตย่อมเบาขึ้น

เมื่อใดที่มนุษย์คลายความยึดมั่น เมื่อนั้นโลกย่อมสงบขึ้น

และเมื่อใดที่มนุษย์รู้จักดับทุกข์ในใจตน เมื่อนั้นพระพุทธศาสนาย่อมยังมีชีวิตอยู่เสมอ

น้อมกราบรำลึก 120 ปี ชาตกาล พุทธทาสภิกขุ

( 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2449 – 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 )

ท. ส. ปัญญาวุฑโฒ ดร.

ข่าวล่าสุด

คมดาบแห่ง “อำนาจ” บนคานงัด “ความเป็นธรรม !”   เมื่อคำสั่งต้องเดินตามกฎ แต่ผู้มีอำนาจต้องไม่ลืมว่า…ปลายทางคือประชาชน !

ในประวัติศาสตร์การปกครองของมนุษย์ “อำนาจ” (Power) ไม่เคยเป็นเพียงเครื่องมือสำหรับออกคำสั่ง หากแต่เป็นความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากคำสั่งนั้นด้วย

“สิงห์คลาสสิก” ปะทะ “สิงห์ดิจิทัล”   เมื่อสายบังคับบัญชา ปะทะโลกโซเชียล ปมร้อนนายอำเภอบ้านสร้าง

คำสั่งกรมการปกครองที่ให้นายเสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ นายอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ไปช่วยราชการที่วิทยาลัยการปกครอง ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม ถึง 5 พฤศจิกายน 2569 กลายเป็นประเด็นร้อนทันที

“รถฉุกเฉิน” …สิทธิใช้ทาง กับ..“ฉุกเฉินจริงไหม ?”  กฎหมายต้องให้ทาง แต่ระบบต้องตอบให้ได้ว่า…ใครคือ “รถฉุกเฉิน”

รัฐเร่งตรวจสอบและเดินหน้า ระบบการแพทย์ฉุกเฉินดิจิทัล Digital EMS และ แพลตฟอร์มดิจิทัลกลางการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ NDEMS National Digital Emergency Medical

เรื่องสั้น  “บ้านชายป่า”

ศพแรกถูกพบในเช้าวันจันทร์ ชายวัยกลางคนหายออกจากบ้านไปตั้งแต่คืนก่อน และไม่มีใครรู้ว่าเขาเข้าไปในป่าทำไม กระทั่งรุ่งเช้า ชาวบ้านพบร่างของเขานอนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ห่างจากถนนไม่ถึงสองกิโลเมตร หนึ่งสัปดาห์ต่อมา มีศพที่สอง

ข่าวอื่นๆ

จม.รักอาม่า  ดังสนั่นแผ่นดินใหญ่ ททท.คาดปลุกคนจีน เที่ยวไทย

ภาพยนตร์เรื่องนี้ ทำหน้าที่ขยี้หัวใจของชาวจีนแต้จิ๋วโพ้นทะเล เล่าเรื่องราวความผูกพันผ่านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมร่วมกันได้อย่างงดงาม ประกอบกับการดึงคนไทยเชื้อสายจีนมาร่วมถ่ายทอด ยิ่งทำให้คนดูชาวจีนอินและตระหนักว่า “ไทย-จีน ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน”

ดูหนัง ฟังเพลง (ตอนที่ 1)  My Fair Lady : เมื่อหนังเพลงพาเราย้อนมองโลกยุคจักรวรรดินิยม

หนังเพลงคลาสสิกเรื่อง My Fair Lady ไม่ได้เล่าเพียงเรื่องความรักของหญิงขายดอกไม้กับสุภาพบุรุษผู้ดีอังกฤษ แต่กำลังตั้งคำถามสำคัญว่า “มนุษย์มีคุณค่าเพราะกำเนิด หรือเพราะโอกาสที่ได้รับ”

 Time  ยกย่อง จีโน นักกอลฟ สาวไทยเป็นยอดนักกีฬา

นักกีฬาไทยคนหนึ่งได้รับเลือกจาก TIME ให้เป็น 1 ใน 100 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการกีฬาโลก จึงไม่ใช่เรื่องธรรมดา