หน้าแรกสรุปเรื่องซับซ้อนเรื่องสั้น  “เจอกัน…ที่บันไดเลื่อน“

เรื่องสั้น  “เจอกัน…ที่บันไดเลื่อน“

เผยแพร่

spot_img

บ่ายวันนี้ บนถนนหนทาง……แดดจัด….!

                              อากาศภายในห้างสรรพสินค้าเย็นฉ่ำ ตัดกับความพลุกพล่านของฝูงชนที่ส่งเสียงจ้อกแจ้กสลับกับเสียงรองเท้ากระทบพื้นหินอ่อน

                              เขาเหลียวไปรอบ ๆ พลางเหลือบมองนาฬิกาที่ยังเหลือเวลาอีกสักพักก่อนพบผู้ใหญ่ในธุระสำคัญ

                             หนุ่มหน้ามน ยืนปล่อยใจอยู่บนบันไดเลื่อนที่ค่อยๆ เคลื่อนขึ้นสู่ชั้นบน ปะปนกับความพลุกพล่านผู้คน

                            กลิ่นน้ำหอมแนวซิตรัสที่เขาใช้ฉีดพ่นเมื่อเช้าเริ่มเจือจางลง  กลับมาแทนที่ด้วยกลิ่นละมุนของดอกพีชที่ลอยล่องลงมาจากหญิงสาวเบื้องหน้าด้านบนของบันไดที่กำลังเลื่อนขึ้น

                             เธอสวมชุดเดรสชีฟองสีครีมยาวระบายฟูฟ่องที่ส่ายไหวไปมาตามจังหวะการก้าวขึ้นเมื่อสักครู่ กองผ้าเนื้อนุ่มลากผ่านขอบฟันเฟืองเหล็กของบันไดเลื่อนที่ขยับเขยื้อน

                           “กึก… กึก… แคว้ก!”

                            จังหวะที่หัวใจเต้นผิดจังหวะที่สุดคือวินาทีที่เสียงผ้าขาดวิ่นกระชากความเงียบสงบหายไป ร่างของหญิงสาวเซวูบกลับมาข้างหลังตามแรงดึงของเครื่องจักรที่เริ่ม “กิน” ชายกระโปรงเข้าไปในร่องลึก เขาก้าวขึ้นไปอีกสองสามขั้นของบันไดทันที

                          “คุณ!”         

                          เขาตะโกนลั่น เสียงสะท้อนดังก้องไปถึงเพดานสูง เขาไม่ได้รอให้สมองสั่งการ ร่างกายเขาทะยานขึ้นไปคว้าเอวบางของเธอไว้ แขนแข็งแรงโอบกระชับจนได้ยินเสียงลมหายใจที่หอบถี่ของเธอที่ข้างหู

                         “อยู่นิ่งๆ อย่าเพิ่งขยับ!”      เขาสำทับ มือขวาเอื้อมลงไปกระชากผ้าผืนนั้นสุดแรง จังหวะที่นิ้วสัมผัสกับเนื้อผ้าที่ตึงเปรี๊ยะจนเกือบจะบาดมือ เขาพยายามออกแรงฝืนกลไกเหล็กที่ยังคงขยับเขยื้อน

                          “แคว่ก!”

                            เศษผ้าหลุดออกมาพร้อมกับแรงเหวี่ยงที่ทำให้หญิงสาวถลาเข้าสู่อ้อมกอดของชายหนุ่มเต็มรัก กลิ่นน้ำหอมดอกพีชที่เคยหอมไกลๆ บัดนี้พุ่งปะทะจมูกเขาจนมึนเมา ความร้อนจากร่างของหญิงสาวซึมผ่านเสื้อเชิ้ตบางๆ ของเขาจนรับรู้ได้ถึงอาการสั่นเทาของเธอ

                           หนุ่มหน้ามนรีบประคองเธอให้พ้นจากทางลงบันไดเลื่อน เขาคลายมือออกจากเอวเธออย่างสุภาพเมื่อมั่นใจว่าเท้าของเธอยืนอยู่บนพื้นราบที่มั่นคงแล้ว เขายิ้มมุมปาก พลางยื่นเศษผ้าไหมชีฟองที่ขาดเป็นรูพรุนคืนให้เธอด้วยสายตาขี้เล่น

                          “รอดแล้วครับ…!   แต่กระโปรงของคุณคงต้องไปเกิดใหม่ในร่างที่สั้นกว่าเดิมเล็กน้อยนะ” พูดจบส่งยิ้ม

                           หญิงสาว หน้าแดงระเรื่อจนถึงใบหู ความอายพุ่งพล่านขึ้นมาจุกที่คอพอๆ กับความขอบคุณ เธอก้มมองสภาพชายกระโปรงที่กะรุ่งกะริ่งสลับกับมองใบหน้าคมคายของชายแปลกหน้าคนนี้

                          “ขอบคุณ… ขอบคุณจริงๆ ค่ะคุณ” 

เธอละล่ำละลักบอก พลางพยายามดึงชายผ้ามาปิดบังรอยขาดแต่ก็ดูจะเปล่าประโยชน์ 

                         “ฉัน… ฉันซุ่มซ่ามแท้ๆ เลย”

                            เธอก้มศีรษะให้เล็กน้อยและขยับท่าเดินจะเลี่ยงไปทางด้านหน้าในทันที แววตาแฝงความประหม่าและระแวดระวังตามวิสัยผู้หญิงที่กำลังตกเป็นเป้าสายตาของคนที่เดินผ่านไปมาในห้าง

                          “เดี๋ยวครับคุณ!     หนุ่มเรียกไว้ “หน้าคุณซีดอย่างกับคนจะเพิ่งผ่านเครื่องบดเนื้อมา ถ้าจะเดินไปทำธุระต่อในสภาพที่ขาสั่นแบบนั้น ผมว่าคุณไปได้ไม่เกินห้าสิบเมตรแน่ๆ”

                           สาวสวยชะงัก ชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ความขัดเขินกับความเหนื่อยหอบทำศึกกันอยู่ในอก เธอหันมามองเขาอีกครั้ง เหลือบมองนาฬิกาข้อมือ

                           คราวนี้นิ่งขึ้นและเห็นความหวังดีในแววตาของเขา

                         “เพื่อเป็นการขอบคุณ… และถือว่าฉันขอที่นั่งพักเรียกขวัญหน่อยเถอะค่ะ”

                           เธอถอนหายใจยาวพลางบุ้ยปากไปทางร้านกาแฟที่เงียบสงบฝั่งตรงข้าม

                         “ให้ฉันเลี้ยงกาแฟคุณสักแก้วนะคะ อย่างน้อยก็แทนคำขอบคุณที่ทำให้ฉันไม่ต้องเสียขาไปข้างหนึ่ง”

         หนุ่มยิ้มกว้าง “ผมไม่ค่อยปฏิเสธสุภาพสตรีเสียด้วยสิครับ… 

                          ผม..ป้องครับ…!”

                       “เป๋อค่ะ… เชิญค่ะคุณป้อง ก่อนที่ฉันจะเขินจนหายตัวไปจากตรงนี้เสียก่อน”

                          ภายในร้านกาแฟสไตล์สแกนดิเนเวียที่ตกแต่งด้วยไม้สีอ่อนและแสงไฟนวลตา กลิ่นเมล็ดกาแฟคั่วบดใหม่โชยมาปะทะจมูก ช่วยเจือจางความตื่นตระหนกจากเหตุการณ์เมื่อครู่ได้เป็นอย่างดี 

                            สาวสวยประคองลาเต้ร้อนที่มีฟองนมเนียนนุ่มไว้ในมือ ความอุ่นของแก้วเซรามิกช่วยลดอาการสั่นที่ปลายนิ้วของเธอได้บ้าง ส่วนชายหนุ่มนั่งฝั่งตรงข้าม เขามองดูอเมริกาโน่เย็นที่มีหยดน้ำเกาะพราวรอบแก้วอย่างใจเย็น

                           “ผมว่าบันไดเลื่อนตัวนั้นมันต้องเป็นแฟนคลับแฟชั่นของคุณแน่ๆ” 

                             ป้องเปิดบทสนทนาพร้อมรอยยิ้มพราวเสน่ห์ “มันถึงได้พยายามรั้งคุณไว้สุดตัวขนาดนั้น”

                             เป๋อหลุดขำ พลางช้อนสายตาขึ้นมองชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงหน้า 

                           “แฟนคลับประเภทไหนกันคะถึงได้ทำร้ายกันขนาดนี้ ดูสิคะ… กระโปรงตัวโปรดของฉันกลายเป็นผลงานศิลปะแนวเซอร์เรียลลิสม์ไปแล้ว”

                            “บางที… สิ่งที่ขาดหายไปอาจจะทำให้ภาพรวมดูน่าสนใจขึ้นก็ได้นะครับ” 

                              ป้องตอบพลางจิบกาแฟขมจัด “เหมือนชีวิตคนเรานั่นแหละ ถ้ามันเรียบตึงไปหมด มันก็น่าเบื่อตายชัก การที่มีรอยแหว่งรอยโหว่บ้าง มันทำให้คนอื่นอยากรู้ว่า… เกิดอะไรขึ้นตรงนั้นนะ?’”

                             เป๋อพิจารณาชายหนุ่มตรงหน้าอย่างละเอียดขึ้น ป้องมีวิธีพูดที่ประหลาด เขาดูเหมือนคนรู้เท่าทันโลกแต่ก็มีความขี้เล่นที่ทำให้คนฟังไม่รู้สึกอึดอัด 

                            “คุณป้องมักจะมองโลกในแง่บวกแบบนี้เสมอเลยเหรอคะ แม้แต่กับเรื่องโชคร้าย …ของคนแปลกหน้า”

                            “ผมเรียกว่าการ…หาช่องว่างในความวุ่นวาย ..ครับ” 

                              เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ท่าทางผ่อนคลายราวกับไม่ได้มีธุระด่วนที่ไหน 

                           “วันๆ ผมคุยกับผู้คนเยอะมากครับ ทั้งในฐานะที่ปรึกษาและในฐานะนักสังเกตการณ์ ผมพบว่า จังหวะ…นรก ของคนเรามักจะนำไปสู่ จังหวะ…สวรรค์ เสมอ ถ้าเรายอมเสียเวลาหยุดจิบกาแฟสักแก้ว”

                             “ที่ปรึกษาเหรอคะ? ฟังดูเป็นงานที่ต้องใช้ความอดทนสูงจัง” เป๋อ จิบลาเต้ รสสัมผัสนุ่มละมุนของมันช่วยให้เธอเริ่มรู้สึกสนุกไปกับบทสนทนา

                            “ไม่เท่าไรหรอกครับ แค่ต้องหัดเดาใจคนให้เก่งกว่าที่เขาเดาใจตัวเอง” 

                               ป้องขยับยิ้มมุมปาก แววตาคมปลาบคู่นั้นเหมือนจะมองทะลุเข้าไปในความคิดของเธอ

                            “อย่างเช่นตอนนี้ ผมเดาว่าคุณกำลังกังวลเรื่อง นัดหมายหลังจากนี้อยู่   ทั้งที่ในใจอีกครึ่งหนึ่งเริ่มรู้สึกว่า… การนั่งอยู่ตรงนี้มันสนุกกว่าสิ่งที่ต้องไปเจอเรื่องงานเป็นไหนๆ  ใช่ไหมครับ?”

                               เป๋อ ชะงักไปครู่หนึ่ง หัวใจเต้นผิดจังหวะไปวูบหนึ่งด้วยความรู้สึกเหมือนถูกอ่านใจได้ทะลุปรุโปร่ง “คุณนี่… น่ากลัวกว่าบันไดเลื่อนเมื่อกี้อีกนะคะ”

                              “คุณรู้ไหมเป๋อ….” ป้องเท้าคางมองเธอ แววตาที่เคยขี้เล่นบัดนี้กลับนิ่งลึกและจริงจังขึ้นจนเป๋อรู้สึกร้อนวูบที่พวงแก้ม

                                “โลกนี้มีคนอยู่สองประเภท  ประเภทแรกคือคนที่เดินตามเข็มนาฬิกาอย่างเคร่งครัด   ส่วนอีกประเภทคือคนที่พยายามจะหยุดเข็มนาฬิกาไว้เมื่อเจอสิ่งที่ถูกใจ”

                                   เป๋อ หมุนแก้วลาเต้ที่เริ่มเย็นชืดในมือ 

              “แล้วคุณล่ะคะ เป็นประเภทไหน?”

                                  “ผมเหรอ? ผมเป็นประเภทที่ชอบถอดถ่านนาฬิกาทิ้งครับ…”

                                   เขาหัวเราะเบาๆ เสียงทุ้มต่ำของเขามันช่างกังวานอยู่ในคาเฟ่ที่เริ่มเงียบลง

                                 “อย่างเช่นตอนนี้ ผมไม่สนหรอกว่าโลกภายนอกห้างนี้จะหมุนไปเร็วแค่ไหน หรือเรามีธุระบ้าบออะไรต้องไปจัดการ ผมสนแค่ว่าแสงไฟนวลๆ ในร้านนี้….มันทำให้นัยตาของคุณดูเป็นประกายเหมือนมีดวงดาวนับพันซ่อนอยู่”

                                   เป๋อหลบตาพลางยิ้มขัดเขิน เธอไม่เคยเจอใครที่รุกด้วยคำพูดที่ มีเสน่ห์เยิ้มขนาดนี้

                                 “คุณนี่… ปากหวานจนกาแฟอเมริกาโน่ขมๆ ของคุณกลายเป็นน้ำเชื่อมไปเลยนะคะ”

                                 “มันคือความจริงที่ผ่านการสังเกตครับ” ป้องตอบนิ่มๆ

                                 “ผมสังเกตเห็นว่าคุณขยับนิ้วเคาะโต๊ะตามจังหวะเพลงแจ๊สที่เปิดคลอเบาๆ ในร้าน แปลว่าคุณเป็นคนที่มีจังหวะในหัวใจ และผมก็สังเกตเห็นว่าคุณเริ่มลืมมองทางออกของร้านไปนานกว่าสิบนาทีแล้ว”

                                   เป๋อ หัวเราะจนตัวโยน “ยอมแพ้ค่ะ! คุณเป็นนักอ่านใจที่น่าหมั่นไส้ที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมาเลย”

                                    บทสนทนาไหลเลื่อนไปสู่เรื่องที่ลึกซึ้งขึ้น ทั้งเรื่องความฝันในวัยเด็กที่หายไปกับหน้าที่การงาน และเรื่องที่ว่าทำไมเราถึงต้องพยายามทำตัวให้สมบูรณ์แบบเพื่อคนอื่น 

                                   ป้องเล่าเรื่องราวที่ทำให้เธอเห็นภาพจนสัมผัสได้ ทั้งกลิ่นดินหลังฝนตกในต่างจังหวัด หรือเสียงคลื่นกระทบฝั่งที่เงียบเหงา 

                                   เป๋อ รู้สึกเหมือนกำแพงที่เธอสร้างไว้พังครืนลงมาอย่างง่ายดาย

                                 “นานแค่ไหนแล้วนะที่ฉันไม่ได้คุยกับใครได้นานขนาดนี้” เป๋อ พึมพำ แววตาของเธอสบกับ ป้อง เนิ่นนานกว่าปกติ

                   “เวลาที่เราเจอคลื่นความถี่…ที่ตรงกัน ต่อให้คุยกันทั้งวันมันก็เหมือนเพิ่งเริ่มครับ” 

                                    ป้องยิ้มบางๆ มือของเขา…ขยับเข้าไปใกล้เธออีกนิดบนโต๊ะไม้ …!

                                “แต่น่าเสียดายนะ… ที่มนุษย์เรายังต้องกินต้องใช้ และยังต้องมี ภารกิจ ที่เลี่ยงไม่ได้”

                                  บรรยากาศนุ่มนวลถูกแทรกซึมด้วยความรู้สึกเสียดายบางอย่างที่เริ่มก่อตัวขึ้น เป๋อ รู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดที่อยากจะหยุดเวลาไว้ตรงนี้จริงๆ แต่หน้าที่และความรับผิดชอบที่บ้านกำลังกวักมือเรียกเธออยู่ไม่ไกล

                                 เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ในกระเป๋าถือของเป๋อ แผดดังขึ้นทำลายความเงียบงันที่แสนหวาน

                                 เธอสะดุ้งสุดตัวเหมือนเพิ่งตื่นจากภวังค์ เมื่อเหลือบมองหน้าจอดิจิทัล เธอก็อุทานออกมาด้วยความตกใจ

                               “ตายแล้ว! สี่โมงสิบนาที!” 

                                 เป๋อ ลนลานลุกขึ้นพลางรวบข้าวของ

            “ฉันสายแล้ว สายมากจริงๆ ค่ะคุณป้อง”

                                “พายุลูกใหญ่รออยู่หรือครับ?”

 ป้องถามพลางลุกขึ้นยืนตาม ท่าทางเขายังคงนิ่งสงบผิดกับเธอ

                        “ยิ่งกว่าพายุอีกค่ะ ขอบคุณมากนะคะสำหรับทุกอย่าง… ขอบคุณจริงๆ”

                          เธอมองหน้าเขาครู่หนึ่งด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเสียดายอย่างปิดไม่มิด ….!

                       “ฉันคงต้องรีบไป… โชคดีนะคะ อ้า..เรา…“

                         เป๋อ หมุนตัวกึ่งเดินครึ่งวิ่งครึ่งหายออกไปจากประตูร้าน   ป้องมองตามแผ่นหลังบางของเป๋อที่หายลับไปในฝูงชนอย่างเสียดายลึกๆ 

                         เขาพึมพำกับตัวเองถึงเบอร์โทรศัพท์ที่ไม่ได้ขอไว้ ถอนหายใจลึก ก่อนจะสลัดความฟุ้งซ่านทิ้งแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายหาคนนัดหมาย

                       “ครับพ่อ… ตามเวลาครับ ผมถึงแล้ว กำลังเดินไป ไม่ต้องห่วงครับ  แป๊บเดียว..นะพ่อ !”

                        เขาก้าวยาวๆ ผ่านร้านค้าเรียงรายของพลาซ่าแล้วออกไปอีกด้าน อดไม่ได้ที่จะเหลียวกลับไปทางด้านหลังอีกครั้ง     แล้วจ้ำแทรกผู้คนมากมาย 

                        หยุดหาจุดนัดหมาย …ยิ้มมุมปาก แล้วรีบสาวเท้าไปทางโถงกระจก มุ่งหน้าไปยังภัตตาคารที่อยู่คนละปีกกับร้านกาแฟ จนถึงที่นัดหมายด้วยอาการโล่งใจ….!

                          แขกผู้ใหญ่สองคนนั่งรออยู่ก่อนแล้ว ป้องยกมือไหว้ผู้เป็นพ่อและเพื่อนสนิทของพ่อด้วยท่าทางสุขุมนอบน้อม

                        “นี่ลุงอรรถ…เพื่อนพ่อ” 

พ่อของเขาแนะนำพลางผายมือไปทางแขกนั่งฝั่งตรงข้ามที่ยกมือไหว้มาก่อน…!

                         หนุ่มหน้ามนหันตามแล้วรีบไหว้ตอบ     ชงักงันด้วยความตกใจด้วยกัน

                       “เป๋อ…. คุณหรือนี่.…!“

“ชัยทัศน์”

ข่าวล่าสุด

“รัฐมนตรี” ต้องไม่ใช่ “นักรบอารมณ์” บนเวทีการเมือง

กรณีวิวาทะระหว่าง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม กับ ปิยบุตร แสงกนกกุล ในประเด็น “อคติส่วนตัวของรัฐมนตรี” กำลังสะท้อนปัญหาที่ลึกกว่า “การเถียงกันทางการเมือง” มันกำลังสะท้อนว่าประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่ยุคที่“อารมณ์” เริ่มแทรกเหนือ “วุฒิภาวะ” และนั่นคือสัญญาณอันตรายของสังคมประชาธิปไตยทุกแห่งในโลก รัฐมนตรีไม่ใช่เพียง “คนชนะเลือกตั้ง” แต่คือ “ผู้ใช้อำนาจรัฐ” ซึ่งหมายความว่าทุกคำพูดทุกท่าทีทุกอคติล้วนส่งผลต่อประชาชนทั้งประเทศ หากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแสดงออกด้วยความโกรธ...

คนแก่กับหมาแก่…ในวันที่โลกทั้งใบ “ดับสัญญาณ”

เมื่อโลกดับสัญญาณ… คนแก่คือไฟดวงสุดท้าย ชายชราคนหนึ่งถูกไล่ออกจากงาน หลังทำงานดูแลโรงเรียนมานาน 42 ปี เหตุผลสั้นๆคือ “ตอนนี้มีเครื่องอัตโนมัติแล้ว เราไม่มีงบจ่ายบำนาญ”

แบตเตอรี่ลิเธียมล้นเมือง  ความท้าทายใหม่ที่รัฐต้องเร่งจัดการ

จากเหตุการณ์ระทึกขวัญของข่าวรถขนส่งแบตเตอรี่บนทางด่วนบูรพาวิถีเกืดเหตุระเบิด เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่สร้างความตระหนกให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนน แต่ยังเป็น "กรณีศึกษา" สำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบโลจิสติกส์ขยะอันตรายในประเทศไทย

ความสัมพันธ์ 170 ปี “ไทย-ฝรั่งเศส”   “การทูตเชิงรุก”ต้องดับฝัน กัมพูชา-ใช้ปารีสเคลมพรมแดน

ยุทธศาสตร์การทูตครั้งนี้คือ "ปฏิบัติการเชิงรุก" เพื่อนำข้อเท็จจริงปมพรมแดนและพื้นที่ทับซ้อน (OCA) ไปแสดงต่อประธานาธิบดี เอมานูเอล มาครง

ข่าวอื่นๆ

มอบรางวัล”เกียรติยศคนหนังสือพิมพ์”ประจำปี 2569 เชิดชูเกียรติ 3 นักหนังสือพิมพ์อาวุโส

สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ มอบรางวัล”เกียรติยศคนหนังสือพิมพ์”ประจำปี 2569 เชิดชูเกียรติ 3 นักหนังสือพิมพ์อาวุโส “ระวิ โหลทอง-ชัยราชวัตร-ผุสดี คีตวรนาฏ” ผู้มีคุณูปการแก่วงการหนังสือพิมพ์ และเป็นแบบอย่างที่ดีต่อวิชาชีพสื่อมวลชน พร้อมมอบรางวัลองค์กรและบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ต่อวิชาชีพสื่อมวลชน การศึกษา...

น้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณ “แสงสว่างแห่งปัญญาและศิลปวิทยา” เนื่องในวาระ ๑๐๓ ปี วันประสูติ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ

วันที่ ๖ พฤษภาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันประสูติของ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

รถไฟด่วนทุเรียน! จีนเปิดบริการขนส่งระบบเย็นสายใหม่จากไทย ย่นเวลาเหลือ 3 วัน

เชื่อมต่อระหว่างประเทศไทย ลาว และมณฑลยูนนานทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน บริการนี้ช่วยให้การขนส่งทุเรียนจากไทยมีความรวดเร็วยิ่งขึ้นและส่งผลให้ราคาจำหน่ายในประเทศจีนปรับตัวลดลง